หน้าแรกINSIDE - INSIGHTไทยรั้งอันดับ 11 โลก วิกฤตฝุ่นพิษขั้นสีแดง PM 2.5

ไทยรั้งอันดับ 11 โลก วิกฤตฝุ่นพิษขั้นสีแดง PM 2.5

เผยแพร่

spot_img

คนไทยป่วยทะลุ 12 ล้านคน หยุดหายใจทิ้งด้วยอากาศมรณะ

  วิเคราะห์วิกฤตฝุ่นไทย 2569  เมื่อ “อันดับ 11 ของโลก” คือสัญญาณเตือนภัยสุขภาพระดับชาติ

                         เริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่แสนโหด ของปี 2569 ประเทศไทยถูกจารึกชื่อในอันดับที่ 11 ของเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก

                         จากการรายงานของ IQAir โดยค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) พุ่งทะลุระดับสีแดงในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การก้าวขึ้นสู่กลุ่ม “Top 15” ของโลกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลสะท้อนจากความกดอากาศสูงที่แผ่ปกคลุม ผสมโรงกับมลพิษจากการเผาในที่โล่งและไอเสียยานพาหนะที่ยังคงหนาแน่น ทำให้อากาศที่คนไทยหายใจเข้าไปในวันนี้มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงกว่าเกณฑ์แนะนำขององค์การอนามัยโลก WHO  หลายเท่าตัว

                          หากมองย้อนกลับไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ฝุ่นของไทยมีลักษณะเป็น “กราฟที่ขยับสูงขึ้น” แม้ในปี 2567-2568 ไทยจะเคยอยู่อันดับที่ 36 และ 45 ของโลกตามลำดับ แต่การพุ่งขึ้นสู่อันดับ 11 ในช่วงต้นปี 2569 นี้ ชี้ให้เห็นว่ามาตรการที่เคยใช้ได้ผลในระยะสั้นเริ่มถึงทางตัน ความเข้มข้นเฉลี่ยของฝุ่นในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการสัญจรกลับมาเต็มรูปแบบโดยขาดการควบคุมที่รัดกุมพอ

                          ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขอันดับ แต่คือ “ต้นทุนชีวิต” ของประชาชน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขสะสมถึงต้นปี 2569 ระบุว่ามีคนไทยป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศสูงถึง 12.3 ล้านคน โดยกลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจ ผิวหนัง และดวงตา ยังคงเป็นกลุ่มหลัก ที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นคือการพบ “รอยโรค” ระยะยาว เช่น มะเร็งปอดและโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งสัมผัสฝุ่นพิษต่อเนื่องเป็นเวลานานจนร่างกายไม่สามารถฟื้นฟูได้เอง

                             ในปี 2569 รัฐบาลพยายามยกระดับการแก้ไขปัญหาผ่านระบบ “Single Command” โดยให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตภัยพิบัติได้ทันทีเมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน พร้อมเข้มงวดมาตรการ “ข้าวโพดปลอดการเผา” เพื่อสกัดฝุ่นข้ามพรมแดน และการบังคับใช้กฎหมายกับรถควันดำและโรงงานอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม แม้จะมีงบประมาณสนับสนุนกว่า 5 พันล้านบาท และความพยายามดัน พรบ.อากาศสะอาด แต่ในภาคปฏิบัติยังถูกตั้งคำถามว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและยังตามไม่ทันความรุนแรงของสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป

                               เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศใกล้เคียง ที่กรุงฮานอย เวียดนาม  ซึ่งเคยประสบปัญหาหนักพอๆ กับไทย ได้เริ่มใช้มาตรการ “ยาแรง” ด้วยการประกาศแบนรถจักรยานยนต์ใช้น้ำมันในบางเขตเมืองเริ่มปี 2569 นี้ ขณะที่ สิงคโปร์ ยังคงเป็นต้นแบบที่เหนือกว่าด้วยการใช้กฎหมาย “Transboundary Haze Pollution Act” ที่ลงโทษบริษัทในประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาป่าในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเด็ดขาด 

                               เมื่อเปรียบเทียบแล้วไทยยังคงเน้นการขอความร่วมมือและการจัดการภายใน มากกว่าการใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นเหมือนสิงคโปร์ หรือมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่รวดเร็วเหมือนเวียดนาม

                               สุดท้ายนี้ วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ของประเทศไทยในอันดับที่ 11 ของโลก จะไม่ลดลงหากเรายังติดอยู่ในวังวนการแก้ปัญหาแบบชั่วคราว ทางออกที่ยั่งยืนคือการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานและการขนส่งอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการบังคับใช้ พรบ. อากาศสะอาด ที่ต้องมีบทลงโทษผู้ก่อมลพิษอย่างเท่าเทียมและครอบคลุมถึงห่วงโซ่อุปทานเกษตรข้ามพรมแดน ถึงเวลาที่อากาศสะอาดต้องถูกนิยามให้เป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ไม่ใช่ “สวัสดิการ” ที่ประชาชนต้องร้องขอหรือซื้อหามาเองด้วยหน้ากากอนามัยและเครื่องฟอกอากาศ

                           ท่ามกลางม่านฝุ่นที่บดบังทัศนียภาพ ดูเหมือนเข็มทิศของผู้มีหน้าที่ในรัฐบาลจะพุ่งเป้าเฉพาะการหาเสียงในสนามเลือกตั้ง จนเผลอละเลยไปว่า สุขภาพของประชาชน นั้นมีค่าเกินกว่าจะนำมาเป็นเดิมพันในเกมอำนาจ เมื่อนโยบายขายฝันดูจะมีความหมายมากกว่าอากาศบริสุทธิ์ เสียงไอของคนหลายล้านคนจากฝุ่นพิษจึงกลายเป็นเพียงเสียงรบกวนที่รอวันให้ลมพัดจางหายไปพร้อมกับผลคะแนน

2569-01-29  “ชัยทัศน์“

ข่าวล่าสุด

เปิดประตูโลก ! ให้ระวัง… “หลังบ้าน” ต้องสะอาด !

ต้อนรับคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ รวม 76 คน พร้อมประกาศทิศทางประเทศไทยภายใต้แนวคิด “เปิดกว้าง-เชื่อมโลก-เติบโตไปด้วยกัน”

บัณทิตใหม่…ไปต่อ…ลำบาก !

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 ประเทศไทยมีผู้ว่างงานประมาณ 400,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการว่างงานร้อยละ 0.95 ขณะที่กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานร้อยละ 1.70

จากเพลงแปลง “ซากุระอยู่บรรทัดทอง” สู่… “Let It Be !“

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 6 กันยายน 2569 เมื่อ “อนุทิน” ใช้ Musical Diplomacy สู่การเมืองโลก ! จาก “สวรรค์ปิด”...

“ดาต้า เซ็นเตอร์” สมองกลล้นเมือง  เมื่อฮาร์ดแวร์แสนล้าน ปะทะข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐานไทย

ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย โดย BOI ระบุว่า ช่วงปี 2567–2569 มีโครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 42 โครงการ คิดเป็น IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์ และเงินลงทุนประมาณ 750,000 ล้านบาท

ข่าวอื่นๆ

เปิดประตูโลก ! ให้ระวัง… “หลังบ้าน” ต้องสะอาด !

ต้อนรับคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ รวม 76 คน พร้อมประกาศทิศทางประเทศไทยภายใต้แนวคิด “เปิดกว้าง-เชื่อมโลก-เติบโตไปด้วยกัน”

บัณทิตใหม่…ไปต่อ…ลำบาก !

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 ประเทศไทยมีผู้ว่างงานประมาณ 400,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการว่างงานร้อยละ 0.95 ขณะที่กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานร้อยละ 1.70

จากเพลงแปลง “ซากุระอยู่บรรทัดทอง” สู่… “Let It Be !“

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 6 กันยายน 2569 เมื่อ “อนุทิน” ใช้ Musical Diplomacy สู่การเมืองโลก ! จาก “สวรรค์ปิด”...