INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 15 สิงหาคม 2569
ไร้วิกฤตชาติพันธุ์ด้วยร่มพระบารมี
กางแผนที่เจาะลึกกลุ่มชาติพันธุ์ไทยกว่า 6 ล้านคน เปรียบเทียบชัดๆ กับความขัดแย้งรุนแรงเรื้อรังในเมียนมาและอินโดนีเซีย ชี้ไทยรอดพ้นวิกฤตได้เพราะพลังยึดเหนี่ยวจิตใจอันยิ่งใหญ่
ท่ามกลางคลื่นความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่สั่นคลอนเสถียรภาพความมั่นคงในหลายประเทศทั่วโลก ประเทศไทยกลับโดดเด่นในฐานะสังคมพหุวัฒนธรรมที่ร้อยเรียงผู้คนกว่า 6 ล้านคนเศษ เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน แม้จะมีกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองรวมกันมากกว่า 60 กลุ่ม กระจายตัวอยู่กว่า 4,000 ชุมชนทั่วประเทศ แต่กลับไม่ปรากฏปัญหาความรุนแรงหรือการสู้รบแบ่งแยกดินแดนดังเช่นที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเดียวกัน
เมื่อสำรวจลงลึกในรายละเอียดจะพบว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์กระจายตัวอยู่อย่างชัดเจนในทุกภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ เป็นแหล่งรวมกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง เช่น ปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง), ม้ง, ลาหู่, อาข่า, ลีซู, เมี่ยน (เย้า) และลัวะ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีกลุ่มวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง เช่น ภูไท, กูย (ส่วย), ญ้อ, โส้, บรู และเขมรถิ่นไทย ภาคกลาง มีกลุ่มมอญ, ไทยพวน, ไทยทรงดำ และกะเหรี่ยงตะวันตก ส่วน ภาคใต้ มีความโดดเด่นของกลุ่มชาวไทยมุสลิมมลายู, ชาติพันธุ์ซาไก (มานิ) ในป่าลึก และกลุ่มชาวเลท้องทะเลอย่าง มอแกน, มอแกลน และอุรักลาโว้ย
เมื่อหันไปมองสถานการณ์ในต่างประเทศ ความแตกต่างจะปรากฏเด่นชัด โดยเฉพาะใน ประเทศเมียนมา ที่เผชิญสงครามกลางเมืองยืดเยื้อจากความขัดแย้งระหว่างกองทัพพม่า (Tatmadaw) กับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธเฉพาะกลุ่มทรงอิทธิพล เช่น กองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU), กองทัพเอกราช (KIA), กองทัพรัฐว้า (UWSA) และกองทัพอาระกัน (AA) ในรัฐยะไข่ เช่นเดียวกับ ประเทศอินโดนีเซีย ที่แม้จะใช้คำขวัญรวมชาติ แต่ก็เคยเผชิญความรุนแรงทางศาสนาและชาติพันธุ์ เช่น ปัญหาแบ่งแยกดินแดนของกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยปาปัวตะวันตก (OPM) หรือเหตุปะทะระหว่างชาวมุสลิมกับคริสเตียนในหมู่เกาะโมลุกกะ ซึ่งรุนแรงและซับซ้อนกว่าไทยอย่างเทียบกันไม่ได้
แม้ประเทศไทยจะไม่มีความขัดแย้งทางอาวุธระดับรุนแรงเช่นนั้น แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีโจทย์ปัญหาให้ต้องแก้ไข ภายใต้ความสงบเรียบร้อยยังคงมีความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งมิติทางสังคมในเรื่องการเข้าถึงบริการรัฐและการลดอคติ มิติทางเศรษฐกิจจากข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกินในเขตป่าไม้และการทำเกษตรกรรมดั้งเดิม ตลอดจนสถานะบุคคลตามแนวชายแดน ซึ่งภาครัฐกำลังขับเคลื่อนการแก้ไขผ่าน พรบ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญต่างยอมรับว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาสันติภาพและความสมานฉันท์ท่ามกลางความหลากหลายนี้ไว้ได้ คือรากฐานทางประวัติศาสตร์อันยาวนานที่มี สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจอันมั่นคง โดยตลอดยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทุกกลุ่มชาติพันธุ์ถึงพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งทรงสืบสานและต่อยอดพระราชปณิธานดังกล่าวผ่านพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) ในการดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรทุกหมู่เหล่าอย่างต่อเนื่อง เพื่อขจัดความรู้สึกแบ่งแยกและพระราชทานความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม
ด้วยพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณที่สืบสานต่อเนื่องจากรัชกาลที่ 9 สู่รัชกาลที่ 10 นี้เอง จึงทรงเป็นสายใยทิพย์ที่หลอมรวมพี่น้องชาวไทยทุกกลุ่มชาติพันธุ์ให้รู้สึกเป็นเจ้าของผืนแผ่นดินร่วมกันอย่างแท้จริง ทำให้ความหลากหลายทางพหุวัฒนธรรมไม่เคยกลายเป็นชนวนความแตกแยก แต่กลับกลายเป็นพลังอันงดงามที่ทำให้คนทุกกลุ่มสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็นเป็นสุขสืบมาและตลอดไป
#พหุวัฒนธรรม#ความหลากหลายทางชาติพันธุ์#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#วิกฤตชาติพันธุ์



