วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 12, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTไฟโหม…ให้นับคะแนนใหม่ เพิ่มมากขึ้น  ขณะ กรรมการ กกต. นั่งรอในห้องประชุม

ไฟโหม…ให้นับคะแนนใหม่ เพิ่มมากขึ้น  ขณะ กรรมการ กกต. นั่งรอในห้องประชุม

เผยแพร่

spot_img

ปม “นับคะแนน” กับความโปร่งใส  เมื่อ กกต. เผชิญโจทย์ท้าทายศรัทธาสาธารณะ  ส่องวัฒนธรรมบริหารผ่านมิติกฎหมาย  จาก “บัลลังก์วินิจฉัย” สู่บทบาทผู้ควบคุมสนามจริง

                               ข้อพิรุธในกระบวนการ “นับคะแนน” หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมจากชลบุรีลามสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อประชาชนตั้งคำถามถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในหน่วยเลือกตั้งและการจัดการหีบบัตรที่ส่อแววไม่โปร่งใส นำมาสู่การเรียกร้องให้ กกต. สั่งนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ ขณะที่สปอร์ตไลท์ดวงใหญ่กำลังจับจ้องไปที่กรรมการ กกต. ทั้ง 7 ท่าน ซึ่งยังคงใช้การบริหารแบบตั้งรับในห้องประชุม แทนการลงพื้นที่คลี่คลายวิกฤตศรัทธาหน้างานด้วยตนเอง

                             “ความโปร่งใสที่พิสูจน์ได้ทันที คือหัวใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย” เมื่อข้อสงสัยในการนับคะแนนไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด ความเชื่อมั่นที่ควรเป็นรากฐานของการเลือกตั้งจึงถูกสั่นคลอนด้วยระเบียบขั้นตอนที่ดูห่างเหินจากความจริงในคูหา

วัฒนธรรม “พิจารณา” ท่ามกลางวิกฤตหน้างาน

                             สถานการณ์หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังทวีความตึงเครียดขึ้นตามลำดับ เมื่อเกิดข้อพิรุธในกระบวนการนับคะแนนหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขต 1 จังหวัดชลบุรี และหลายเขตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ประชาชนและพรรคการเมืองระบุถึงความผิดปกติทางกายภาพ เช่น ระบบไฟฟ้าขัดข้องเฉพาะจุด และความไม่เรียบร้อยของหีบบรรจุบัตรเลือกตั้ง นำมาสู่ข้อเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ใน 18 เขตเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการรักษาผลคะแนน แต่คือการทดสอบมาตรฐานความโปร่งใสขององค์กรอิสระภายใต้แรงกดดันจากมวลชนที่ต้องการคำตอบในทันที

                               หากย้อนกลับไปในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 คณะกรรมการการเลือกตั้งเคยสร้างบรรทัดฐานในการแก้ไขปัญหาทำนองนี้มาแล้ว โดยครั้งนั้น กกต. มีมติสั่งให้มีการ นับคะแนนใหม่ใน 47 หน่วยเลือกตั้ง ครอบคลุม 16 จังหวัด หลังพบว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิและจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ไปไม่ตรงกัน หรือที่เรียกกันว่า “บัตรเขย่ง” รวมถึงความคลาดเคลื่อนในการขีดคะแนน กรณีดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎหมายและระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2566 มาตรา 124 ให้อำนาจไว้อย่างเต็มเปี่ยมในการสั่งนับคะแนนใหม่ทันทีหากพบเหตุอันควรสงสัยว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง หรือมีเหตุที่ทำให้การเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

                                อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างที่น่ากังวลในครั้งนี้คือ “ปฏิกิริยาของฝ่ายนโยบาย” แม้ว่าในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา เลขาธิการและรองเลขาธิการ กกต. จะเร่งปฏิบัติหน้าที่ชี้แจงและเข้าตรวจสอบในเบื้องต้นเพื่อระงับเหตุ แต่กลับไม่สามารถลดอุณหภูมิความไม่พอใจของประชาชนลงได้ เนื่องจากภาพลักษณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะคือการปล่อยให้ฝ่ายธุรการและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องถึงบทบาทของกรรมการ กกต. ทั้ง 7 ท่าน ซึ่งควรแสดงภาวะผู้นำในการลงพื้นที่เพื่อกำกับดูแลฝ่ายที่ตนรับผิดชอบโดยตรง ตามที่กำหนดในระเบียบและมติ กกต. เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่กรรมการจะลงไปตรวจสอบ สอบทาน แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และประชุมกรรมการ ฯ ตลอดทั้งไปกำกับการนับคะแนนใหม่ด้วยตนเองเพื่อรับประกันความโปร่งใส ไม่ใช่เพียงรอรับฟังรายงานจากส่วนภูมิภาคเพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่เพียงอย่างเดียว

                               ประเด็นที่แหลมคมที่สุดคือ “สไตล์การทำงาน” ของคณะกรรมการ กกต. ชุดนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มีภูมิหลังมาจากสายตุลาการและข้าราชการระดับสูงที่มีสถิติการทำงานในระบบลำดับชั้นและยึดติดวัฒนธรรมการพิจารณาอรรถคดีและข้อราชการในห้องพิจารณา,ห้องประชุม ซึ่งเน้นการรอพยานหลักฐานที่ครบถ้วนตามขั้นตอนก่อนจะมีการวินิจฉัยในนามคณะบุคคล 

                             แม้แนวทางดังกล่าวจะเป็นไปตามหลักกฎหมายและระเบียบที่ระบุว่าการตัดสินใจใดๆ ของ กกต. ต้องกระทำในรูปแบบองค์คณะ แต่วัฒนธรรมการทำงานแบบตั้งรับที่ตรงกันข้ามกับ กกต.ชุดก่อนนี้กลับถูกตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่กับการบริหารจัดการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นงานบริหารวิกฤตภาคสนามที่ต้องการความรวดเร็วและความชัดเจนต่อหน้าประชาชน

                            การที่ กกต. เลือกที่จะรอรายงานเหตุการณ์ประจำหน่วย (สส. 5/6) ตามขั้นตอนธุรการ แทนการใช้อำนาจการกำกับดูแลเชิงรุก จึงถูกมองว่าเป็นการให้ความสำคัญกับระเบียบ“ขั้นตอน” มากกว่า “ความยุติธรรมที่ปรากฏ” ต่อหน้า

                             การลงพื้นที่ของผู้คุมกฎในพื้นที่ขัดแย้งย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นและลดความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าเพิกเฉยหรือเฉยเมยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  ซึ่งเป็นดาบสองคมที่องค์กรอิสระต้องพึงระวังในยามที่ศรัทธาสาธารณะอยู่ในภาวะเปราะบาง ดังเช่นบทเรียนปี 2566 ที่ความรวดเร็วในการสั่งนับใหม่ 47 หน่วย ช่วยสยบข่าวลือและรักษาความสงบเรียบร้อยของการเลือกตั้งไว้ได้

                           บทสรุปของวิกฤตศรัทธาครั้งนี้จึงมิใช่เพียงแค่การนับคะแนนใหม่จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือการทบทวนบทบาทของ กกต. ว่าจะยังคงยึดถือวัฒนธรรมองค์กรการทำงานแบบ “ผู้พิจารณา” ที่นั่งรอรายงานอยู่เบื้องหลังเท่านั้น หรือจะปรับตัวสู่การเป็น “ผู้บริหารจัดการ” ที่พร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาในสนามเลือกตั้งจริง เพราะในวันที่เทคโนโลยีและพลังมวลชนสามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ทุกวินาที ความยุติธรรมที่ล่าช้าและการยึดติดกับลำดับชั้นการบริหารที่ห่างเหินประชาชน อาจเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจดจำในฐานะรอยด่างพร้อยของระบอบประชาธิปไตย

                             ในห้วงเวลาที่วิกฤตศรัทธากำลังสั่นคลอนหัวใจของการปกครอง การปฏิบัติหน้าที่ตามตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากปราศจากจิตวิญญาณแห่งความรับผิดชอบต่อหน้าประชาชน การเลือกที่จะรอพิจารณาเพียงรายงานบนโต๊ะทำงาน ในขณะที่สนามเลือกตั้งกำลังจะลุกเป็นไฟด้วยความเคลือบแคลง อาจกลายเป็นเส้นขนานที่ทำให้ กกต. ห่างเหินจากความไว้วางใจของสังคม และไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ หากผลของการ “รอคอย” นั้นนำมาซึ่งความเสียหายต่อความยุติธรรมที่ไม่อาจเรียกคืน

ข่าวล่าสุด

ผ่าปมร้อนฉีก MOU 44 เดิมพันขุมทรัพย์ 10 ล้านล้าน แลกเอกราชเกาะกูด

พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล หรือที่เรียกกันเท่ๆ ว่า OCA (Overlapping Claims Area) ขนาดมหึมา 26,000 ตารางกิโลเมตรนั้น เปรียบเสมือน "อ่างทองคำ" ที่จมอยู่ใต้น้ำ

ตรวจสอบความเป็นสับปะรดหรือไม่แค่ไหนของ กกต กำลังเร่งระดับสูงขึ้นอย่างน่าสนใจ

ในขณะที่การติดตามตรวจสอบความเป็นสับปะรดหรือไม่แค่ไหนของ กกต กำลังเร่งระดับสูงขึ้นอย่างน่าสนใจ อาการอันพลุ่งพล่านร่านทุรนของการจัดตั้งรัฐบาล ก็ดูจะเร่งระดับขยับเขยื้อนหาคู่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่จะเข้าบริหารประเทศ จากนี้ไป

การห่มสใบใส่คู่ยืนส์ กลายเป็นหนึ่งในภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุดช่วงนี้…

วัฒนธรรม... ในสายตาคนรุ่นใหม่ สำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย สไบไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเก็บไว้ใช้เฉพาะพิธีแต่มันคืออัตลักษณ์ที่ควรถูกใช้ มีชีวิต และเดินไปพร้อมกับปัจจุบัน...

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ย่อมาจาก ...

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ย่อมาจาก Artificial Intelligence  คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีฟังก์ชัน สามารถทำงานได้เหมือนกับมนุษย์ และสามารถเลียนแบบการทำกิจกรรมของมนุษย์ได้

ข่าวอื่นๆ

ปปช.ชงดาบประหาร 44 สส.  ปิดสวิตช์แกนนำพรรคประชาชน

เปิดเส้นทางนิติสงครามระลอกใหม่ เมื่อการเสนอกฎหมายกลายเป็น "จริยธรรมร้ายแรง" สั่นคลอนโครงสร้างฝ่ายค้านถึงรากฐาน ท่ามกลางคำถามคาใจ ปราบโกง หรือ จ้องทำลาย?

ทางสองแพร่ง “ภูมิใจไทย” ดีลข้ามขั้วเพื่ออยู่รอด หรือโดดเดี่ยว…เพื่ออธิปไตย?

สปอตไลท์ทุกดวงจับจ้องไปที่พรรคภูมิใจไทยหลังผงาดเป็นเบอร์หนึ่งในสภาชุดที่ 27 ท่ามกลางปรากฏการณ์พลังเงียบทุบสถิติ 80%

สปิริตประชาธิปไตยทุบสถิติ!  พลังเงียบแห่ใช้สิทธิล้นทะลักทั่วประเทศ

ปรากฏการณ์ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้การเมืองไทย หลังประชาชนหลายสิบล้านคนพร้อมใจกันเผชิญวิกฤตจราจรเพื่อมุ่งหน้าสู่คูหาเลือกตั้งและออกเสียงประชามติแก้รัฐธรรมนูญ