หน้าแรกINSIDE - INSIGHT1,300 ล้าน “ลิขสิทธิ์บอลโลก” ?  “จอดำ” หรือได้สนุก..รอลุ้นบนทางแพร่งของความล้มเหลว  !

1,300 ล้าน “ลิขสิทธิ์บอลโลก” ?  “จอดำ” หรือได้สนุก..รอลุ้นบนทางแพร่งของความล้มเหลว  !

เผยแพร่

spot_img

บทเรียนราคาแพงจากวิกฤต “Must Have” สู่มหกรรม “ไฟลนก้น” ระดับชาติ

                                สถานการณ์ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “โหมดวิกฤต” อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อเข็มนาฬิกาถอยหลังสู่การเปิดสนามท่ามกลางความเงียบงันของหน่วยงานรัฐและ กสทช. ที่ดูเหมือนจะตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางนโยบาย หลังจากการถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ “Must Have” ได้กลายเป็นดาบสองคมที่ตัดโอกาสการเจรจาเชิงรุก และบีบให้ไทยต้องตกอยู่ในสถานะ “ผู้ซื้อที่สิ้นหวัง” อีกครั้งในนาทีสุดท้าย 

                             ท่ามกลางคำถามถึงความโปร่งใสและมูลค่าส่วนต่างที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเพียงเพื่อแลกกับความพึงพอใจทางการเมือง

                              ย้อนรอยกลับไปที่ต้นตอของปัญหา กฎ “Must Have” ที่เคยเป็นยันต์กันจอดำถูกตราขึ้นด้วยเจตนาดีเพื่อให้คนไทยเข้าถึงกีฬาใหญ่ฟรี   แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นโซ่ตรวนที่ทำลายกลไกตลาดเสรี เมื่อเอกชนไม่กล้าลงทุนเพราะซื้อมาแล้วต้องแบ่งให้คู่แข่งถ่ายฟรี ผลที่ตามมาคือการผลักภาระงบประมาณนับพันล้านบาทไปที่กองทุน กทปส. ของ กสทช. อย่างซ้ำซาก จนนำไปสู่การยกเลิกกฎนี้สำหรับฟุตบอลโลกในปีที่ผ่านมา    เพื่อหวังจะให้เอกชนเป็นผู้นำทัพ ทว่าในความเป็นจริง รัฐบาลกลับยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้ามาแบกรับความเสี่ยงได้ตามเป้าหมาย

                              ปัญหาที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “กราฟราคา” ของลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกที่พุ่งทะยานไม่หยุดหย่อน จากหลักไม่กี่ร้อยล้านในอดีต ขยับสู่หลักพันล้านบาทในปัจจุบัน และด้วยจำนวนทีมที่เพิ่มขึ้นเป็น 48 ทีมในครั้งนี้ ทำให้ FIFA มีอำนาจต่อรองสูงลิ่ว   การที่ประเทศไทยขยับตัวช้าในช่วงโค้งสุดท้ายเช่นนี้ ย่อมหมายถึงการถูกบวก “ค่าเบี้ยปรับเวลา” หรือ Premium Price เข้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   ซึ่งตัวเลข 1,300 ล้านบาท ที่ปรากฏในหน้าข่าวนั้น อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของดีลที่ต้องจ่ายแพงกว่าราคาตลาดปกติถึง 30-40%

                           หากเหลียวมองเพื่อนบ้านในอาเซียน จะพบภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง   เวียดนาม อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย ต่างมีการปิดดีลไปล่วงหน้าแล้วหลายปีภายใต้กลไกทางธุรกิจที่ชัดเจน โดยมีสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่เป็นแกนนำจัดการสิทธิประโยชน์อย่างมืออาชีพ   ทำให้ประชาชนได้รับชมอย่างทั่วถึงโดยไม่ต้องลุ้นระทึกนาทีสุดท้าย ขณะที่ไทยยังคงติดหล่มอยู่กับวัฒนธรรม “รอส่วนกลางเคาะงบ” ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวในการวางยุทธศาสตร์สื่อสารมวลชนระยะยาวอย่างสิ้นเชิง

                           ความพยายามของรัฐบาลที่จะใช้โมเดล “ระดมทุนกึ่งบังคับ” จากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและเอกชนรายใหญ่ในนาทีสุดท้าย ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสูตรสำเร็จที่ใช้แก้ผ้าเอาหน้ารอดมาทุกทัวร์นาเมนต์ การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างภาระทางภาษีโดยไม่จำเป็น แต่ยังเป็นการทำลายหลักการวิจัยและพัฒนาของกองทุน กทปส. ที่ควรจะนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีให้เกิดความยั่งยืน มากกว่าการนำมาละลายพฤติกรรมเพื่อซื้อความสุขชั่วคราวเพียงไม่กี่สัปดาห์

                           นักวิเคราะห์บอกว่า การที่รัฐบาลยอมทุ่มเงินมหาศาลเช่นนี้ มักถูกเคลือบด้วยคำอ้างเรื่อง “Soft Power” และการส่งเสริมการกีฬา แต่ลึกๆ แล้วมันคือการบริหารจัดการ “คะแนนนิยม” มากกว่าการคำนึงถึงความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ เพราะหากการเจรจาล้มเหลวและเกิด “จอดำ” ขึ้นมาจริงๆ ผลกระทบที่จะตามมาอาจรุนแรงถึงขั้นสั่นคลอนความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลในวงกว้าง   ดังนั้นการได้ดูบอลครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่ชัยชนะของแฟนบอล แต่เป็นเพียงการจ่ายเงินมหาศาลเพื่ออุดรอยรั่วทางการเมืองเท่านั้น

                            สุดท้ายแล้ว มหกรรมลูกหนังโลกที่กำลังจะมาถึง คงเปรียบได้กับการที่ผู้นำครอบครัวยอม “กู้นอกระบบ” มาซื้อเค้กก้อนโตเพื่อประดับโต๊ะอาหารให้ดูโก้หรู ในขณะที่กับข้าวหลักบนจานของสมาชิกในบ้านยังคงฝืดเคืองเต็มทน 

                            เรากำลังเฉลิมฉลองชัยชนะบนหน้าจอทีวีด้วยเงิน 1,300 ล้านบาท ที่หยิบยืมมาจากอนาคต เพื่อพิสูจน์ว่าต่อให้เศรษฐกิจจะฝืดเคืองเพียงใด แต่ถ้าเป็นเรื่องของ “ความพึงพอใจทางเมือง” รัฐบาลไทยก็พร้อมจะจ่าย “ค่าโง่” ในราคาพรีเมียมได้เสมอ   เพราะสำหรับบางคนแล้ว “ความสุขหน้าจอ” สำคัญกว่า “ความมั่นคงในกระเป๋าตังค์” ของคนทั้งชาติเป็นไหนๆ !

2569-05-16  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

อาบป่าฮีลใจ ให้ธรรมชาตินำทางสู่การฟื้นฟู

"อาบป่า" (Forest Bathing) การใช้เวลาในธรรมชาติอย่างมีสติ เพื่อเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ช่วยผ่อนคลายร่างกาย จิตใจ ลดความเครียด และชาร์จพลังชีวิต

 รัฐให้ ข้าราชการ “หัวโต-ตัวลีบ“ เออลี่-รีไทร์  กับดักงบประจำ 70% ที่แก้ไม่ตก หากไม่ยอมปรับลดตำแหน่งบริหารซ้ำซ้อน

นโยบายเร่งรัด “เออลี่รีไทร์” ข้าราชการภายในปีงบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ถูกส่งสัญญาณออกมาในฐานะมาตรการสำคัญเพื่อควบคุมเสถียรภาพทางการคลัง หลังพบว่างบรายจ่ายประจำในส่วนของเงินเดือน สวัสดิการ และบำเหน็จบำนาญ มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของงบรายจ่ายประจำทั้งหมด

“โมเดล-ขนมชั้น” สุขภาพคนไทยไม่เท่าเทียม ?   Medical Hub ความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวด

ระบบสาธารณสุขไทยกลายสภาพเป็น “โมเดลขนมชั้น” ที่แบ่งแยกชนชั้นและทอดทิ้งประชาชนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง ความเหลื่อมล้ำของ 3 กองทุนสุขภาพ (บัตรทอง-ประกันสังคม-ข้าราชการ)

มหากาพย์คชบาล เมื่อ“ช้างป่า” ล้นผืนไพร  และ“ช้างบ้าน”ไร้สวัสดิภาพ !

วิกฤตการณ์ "ช้างไทย" ในปัจจุบัน ภาพสะท้อนที่เด่นชัดที่สุดกลับไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขประชากรที่ผันผวน หากแต่คือ "ความย้อนแย้งเชิงนโยบาย"

ข่าวอื่นๆ

 รัฐให้ ข้าราชการ “หัวโต-ตัวลีบ“ เออลี่-รีไทร์  กับดักงบประจำ 70% ที่แก้ไม่ตก หากไม่ยอมปรับลดตำแหน่งบริหารซ้ำซ้อน

นโยบายเร่งรัด “เออลี่รีไทร์” ข้าราชการภายในปีงบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ถูกส่งสัญญาณออกมาในฐานะมาตรการสำคัญเพื่อควบคุมเสถียรภาพทางการคลัง หลังพบว่างบรายจ่ายประจำในส่วนของเงินเดือน สวัสดิการ และบำเหน็จบำนาญ มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของงบรายจ่ายประจำทั้งหมด

“โมเดล-ขนมชั้น” สุขภาพคนไทยไม่เท่าเทียม ?   Medical Hub ความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวด

ระบบสาธารณสุขไทยกลายสภาพเป็น “โมเดลขนมชั้น” ที่แบ่งแยกชนชั้นและทอดทิ้งประชาชนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง ความเหลื่อมล้ำของ 3 กองทุนสุขภาพ (บัตรทอง-ประกันสังคม-ข้าราชการ)

มหากาพย์คชบาล เมื่อ“ช้างป่า” ล้นผืนไพร  และ“ช้างบ้าน”ไร้สวัสดิภาพ !

วิกฤตการณ์ "ช้างไทย" ในปัจจุบัน ภาพสะท้อนที่เด่นชัดที่สุดกลับไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขประชากรที่ผันผวน หากแต่คือ "ความย้อนแย้งเชิงนโยบาย"