8 กพ.เลือกตั้งและประชามติ บททดสอบใหญ่หลังปิดหีบ
ตัวเลขล่วงหน้าสะท้อน “ฐานผู้ตั้งใจ” ขณะ กกต. ชุดใหญ่ถูกจับตาบทบาทเชิงรุก
ก่อนความเชื่อมั่นสาธารณะจะถูกตัดสินในวันลงคะแนนจริง การเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ดำเนินมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเรียบร้อยกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ชี้ให้เห็นว่าความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ความสงบในคูหา แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทั้งระบบ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.ต้องแสดงความเป็นมืออาชีพในการขจัดอุปสรรคทุกรูปแบบ เพื่อประกันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างราบรื่นที่สุด โดยไม่ปล่อยให้ข้อบกพร่องทางธุรการกลายเป็นกำแพงขวางกั้นเจตจำนงของประชาชน
ในจุดนี้ บทบาทของ “กรรมการ กกต.” ทั้งคณะจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเหนือกว่าฝ่ายธุรการ สังคมคาดหวังที่จะเห็นกรรมการแต่ละท่านออกมาแสดงความกระตือรือร้นในการกำกับดูแลงานตามขอบเขตรับผิดชอบเชิงนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างทันท่วงทีและสื่อสารเชิงรุกต่อสาธารณะ แทนการปล่อยให้เลขาธิการ กกต. ออกมาชี้แจงหรือโต้เถียงเพียงลำพังจนกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียล ซึ่งหากความคลุมเครือในบทบาทผู้นำองค์กรยังดำรงอยู่ ย่อมส่งผลโดยตรงต่อการลดทอนความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับวันลงคะแนนจริง เจ้าหน้าที่รัฐและกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง กปน. พึงสังวรไว้เสมอว่า ผู้มาใช้สิทธิคือผู้มา “แสดงเจตจำนง” ในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย การปฏิบัติหน้าที่จึงควรเน้นไปที่การอำนวยความสะดวกและ “แนะนำ” มากกว่า “จ้องจับผิด” ทุกอิริยาบท ทัศนคติเชิงบวกของเจ้าหน้าที่ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เพียงแต่จะช่วยลดความตึงเครียดในหน่วยลงคะแนน แต่ยังเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดที่อาจลุกลามเป็นข้อพิพาททางกฎหมายโดยไม่จำเป็น
ขณะเดียวกัน ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงต้องเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้น เนื่องจากครั้งนี้มีความซับซ้อนจากการจัดเลือกตั้ง สส. ควบคู่กับการลงประชามติ การศึกษาข้อมูลพรรคการเมืองและขั้นตอนการเข้าคูหาเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการออกเสียงประชามติที่มีช่องให้เลือกถึง 3 ช่องตามความประสงค์ ความเข้าใจที่ชัดเจนก่อนก้าวเข้าสู่คูหาจะช่วยป้องกันความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การทำผิดกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และเป็นการรักษาสิทธิของตนเองให้มีผลสมบูรณ์ที่สุด
เมื่อปิดหีบในเวลา 17.00 น. สนามการเมืองจะย้ายจากคูหาไปสู่กระบวนการตรวจสอบและพิจารณาคำร้อง การตีความกฎหมายและการลำดับความสำคัญของคดีจะกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการวัดความเที่ยงธรรม ในสังคมที่ความไว้วางใจเปราะบาง ความรวดเร็ว แม่นยำ และโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรมทางเลือกตั้งจะถูกแปลความหมายได้มากกว่าตัวบทกฎหมาย เพราะความล่าช้าหรือความเงียบเกินควรอาจถูกตีความเป็นสัญญาณทางการเมืองที่ทำลายความชอบธรรมของผลการเลือกตั้งได้
ท้ายที่สุด การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อาจผ่านไปโดยไม่มีเหตุวุ่นวายบนท้องถนน แต่บททดสอบที่แท้จริงของประเทศจะอยู่ในช่วงเวลาถัดจากนั้น ว่ารัฐและ กกต. จะสามารถประคับประคองความเชื่อมั่นให้ข้ามผ่านคืนแห่งการนับคะแนนไปได้อย่างสง่างามเพียงใด เพราะในระบอบประชาธิปไตย การนับคะแนนอาจสิ้นสุดลงในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ความชอบธรรมของการใช้อำนาจรัฐที่ได้มานั้น จะถูกติดตามและตรวจสอบไปอีกยาวนาน
“แต่ภายใต้โครงสร้างความรับผิดชอบนี้ ในทางปฏิบัติหน้าคูหากลับมีความซับซ้อนที่แฝงไปด้วยความเสี่ยงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อ “บัตร 3 ใบ 3 สี” และ “2 กระบวนการ” ถูกนำมารวมไว้ในที่เดียวกัน… ติดตามการวิเคราะห์เจาะลึกความเสี่ยงหน้าคูหาได้ในวันพรุ่งนี้”
2569-02-07 “ชัยทัศน์” ผู้เขียน



