เปิดปฏิบัติการปราบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติ
แต่คำถามยังคงอยู่…ใครคือเจ้ามือในแผ่นดินไทย?
ปฏิบัติการทางทหารของกองกำลังเมียนมาและกองกำลังกะเหรี่ยงที่บุกเข้าทลายฐาน “KK Park” ในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งถูกระบุว่าเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายสแกมเมอร์และค้ามนุษย์ข้ามชาติ ได้ส่งแรงสะเทือนถึงชายแดนไทยอย่างฉับพลัน
หลังการสู้รบทำให้แรงงานต่างชาติและผู้ต้องสงสัยกว่า 1,500 คนหลบหนีเข้าสู่พื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ฝ่ายความมั่นคงไทยจึงเร่งคัดกรองและควบคุมสถานการณ์ พร้อมตรวจสอบการมีส่วนเกี่ยวข้องของกลุ่มทุนเทาในภูมิภาค โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 650 ล้านบาท ที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย “ลี ยงพัด” สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ตัดท่อน้ำเลี้ยง” ทุนผิดกฎหมายในภูมิภาคนี้
เหตุการณ์ “KK Park แตก” สะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของไทยในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งยังขาดความต่อเนื่องและความจริงจังในเชิงนโยบาย นักวิชาการด้านความมั่นคงชี้ว่า “ทุนเทา” เหล่านี้ได้สร้างเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนกับเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองบางส่วน ทำให้มาตรการบังคับใช้กฎหมายของไทยยังไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเด็ดขาดเหมือนประเทศอื่น
นอกจากนี้ ความร่วมมือระดับภูมิภาคยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเมื่อประเทศต้นทางของปัญหาบางแห่งเองก็ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเกี่ยวพันกับอาชญากรรมออนไลน์ จึงทำให้ไทยต้องรับภาระทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ในเวทีนานาชาติ
ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้รัฐบาลไทยยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และเครือข่ายทุนเทาเป็น “วาระแห่งชาติด้านความมั่นคง” โดยต้องใช้กลไกทางกฎหมาย การทูต และการข่าวอย่างจริงจัง เพื่อสืบสวนถึงผู้มีอิทธิพลตัวจริงในประเทศ พร้อมเปิดเผยผลการดำเนินงานต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
ขณะเดียวกันจำเป็นต้องเร่งปรับระบบคัดกรองและเยียวยาผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์และหลอกลวงออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม ประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งได้พิสูจน์แล้วว่าการ “ปราบเชิงโครงสร้าง” สามารถทำได้ หากผู้นำมีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน ไทยจึงอยู่ในจุดชี้ชะตาว่า จะเลือกยืนอยู่ในฝั่งของ “ผู้ปราบ” อย่างแท้จริง หรือยังคงเป็นเพียง “ผู้เฝ้าดู” ที่ปล่อยให้เจ้ามือในเงามืดดำเนินเกมต่อไปบนผืนแผ่นดินนี้



