หน้าแรกINSIDE - INSIGHTPM 2.5   “ต้องอยู่” คู่..เมืองไทย ?  จีนโมเดล ทุบโต๊ะ…ดับฝุ่นพิษ หายเกลี้ยง !

PM 2.5   “ต้องอยู่” คู่..เมืองไทย ?  จีนโมเดล ทุบโต๊ะ…ดับฝุ่นพิษ หายเกลี้ยง !

เผยแพร่

spot_img

เมื่อ เจ้าภาพหลัก ไร้ดาบอาญาสิทธิ์ขจัดมลพิษซ้ำซ้อน ผู้นำจะกล้าแลกผลประโยชน์ทุนใหญ่เพื่อลมหายใจประชาชนหรือไม่?

                              วิกฤตฝุ่นควันมลพิษ PM 2.5 ที่ยังคงปกคลุมหนาทึบตามฤดูกาล ได้จุดประกายคำถามสำคัญจากสาธารณชนทุกสารทิศ

ถึงความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐเมื่อเปรียบเทียบกับความสำเร็จของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่สามารถคืนฟ้าใสให้ประชาชนได้ภายในทศวรรษเดียว 

                            รายงานของนักวิชาการอุตุนิยมวิทยา  วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบตามมาตรฐานสากลพบว่า ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือเม็ดเงิน หากแต่เป็นเรื่องโครงสร้างอำนาจที่เบ็ดเสร็จและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ซึ่งเมื่อหันกลับมามองบริบทของประเทศไทย ปัญหาเสื่อมโทรมกลับถูกแช่แข็งไว้ด้วยระบบราชการที่ทำงานซ้ำซ้อน ทับซ้อน และวัฒนธรรมการเมืองแบบ “เกรงใจกลุ่มทุน” ที่ทำให้มาตรการเยียวยาอากาศสะอาดกลายเป็นเพียงภาพสะท้อนของการลูบหน้าปะจมูกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

                            รายงานแนะให้มอง “จีนโมเดล” ในมาตรการข้อแรก จะพบว่าหัวใจแห่งความสำเร็จเกิดจากการสถาปนาระบบสั่งการจากบนลงล่าง (Top-Down) ที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุด โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศให้การแก้ไขมลพิษเป็นวาระแห่งชาติขั้นสูงสุด พร้อมทั้งรื้อเกณฑ์การประเมินผลงาน (KPI) ของผู้ว่าราชการมณฑลและข้าราชการท้องถิ่นใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ มาผูกติดกับดัชนีคุณภาพอากาศในพื้นที่อย่างเด็ดขาด หากพื้นที่ใดปล่อยให้ค่าฝุ่นวิกฤตโดยไม่มีการจัดการที่เห็นผล เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะต้องเผชิญกับการถูกสั่งย้ายหรือหมดอนาคตทางการเมืองทันที กลไกนี้จึงบังคับให้ทุกฟันเพืองราชการขยับขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันโดยไม่มีข้อยกเว้น

                             มาตรการข้อที่สอง จีนได้แสดงความกล้าหาญทางนโยบายในการทุ่มงบประมาณและใช้อำนาจรัฐหักดิบเพื่อรื้อฟื้นโครงสร้างพลังงานและอุตสาหกรรมอย่างถอนรากถอนโคน รัฐบาลจีนสั่งย้ายโรงงานอุตสาหกรรมหนักและโรงไฟฟ้าถ่านหินออกนอกเขตเมืองหลวง พร้อมทั้งบังคับเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะและรถบรรทุกขนส่งในเมืองใหญ่ให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบ 100% ควบคู่ไปกับการออกมาตรการอุดหนุนและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบ เพื่อตัดวงจรข้ออ้างในการละเลยกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างสิ้นเชิง

                             กลับมาที่ประเทศไทย โครงสร้างการทำงานกลับดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงด้วยปัญหาระบบราชการที่แยกส่วนและทับซ้อน  ปัจจุบันภารกิจการดูแลอากาศถูกแบ่งกระจายไปตามกระทรวงต่าง ๆ อย่างสะเปะสะปะ อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่เพียงตรวจวัดและประกาศค่าฝุ่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลเรื่องการเผาในที่โล่ง กระทรวงคมนาคมคุมไอเสียรถยนต์ และกระทรวงอุตสาหกรรมกำกับดูแลโรงงาน โดยไม่มี “เจ้าภาพหลัก” ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการบังคับบัญชาตัดข้ามกระทรวง ส่งผลให้การประสานงานกลายเป็นการโยนกลองและเกียร์ว่างเมื่อถึงคราวต้องบังคับใช้มาตรการเชิงรุก

                                ความซ้ำซ้อนเชิงโครงสร้างนี้ สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานปฏิบัติการ ซึ่งเมื่อพิจารณาควบคู่กับรายงานผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนโดยคณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร. ที่ระบุข้อมูลเชิงสถิติว่า มีชื่อของหน่วยงานที่ดูแลมิติด้านมลพิษปรากฏในลำดับต้น ๆ ของทำเนียบการเรียกรับผลประโยชน์แฝงเฉลี่ยต่อครั้งในเกณฑ์ที่สูง ยิ่งเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนว่า ช่องโหว่จากการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการอนุมัติอนุญาตเชิงพาณิชย์ เช่น การรับรองมาตรฐานหรือรายงาน EIA อาจส่งผลให้กลไกการตรวจสอบและบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายต่อแหล่งกำเนิดมลพิษขาดความเข้มงวดเท่าที่ควร 

                             ตราบใดที่ระบบการกำกับดูแลยังติดหล่มอยู่กับขั้นตอนเชิงเทคนิคที่เอื้อต่อผลประโยชน์ทับซ้อน มาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันจึงดำเนินไปได้เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มากกว่าการรื้อโครงสร้างเพื่อแก้ไขอย่างยั่งยืน

                            ยิ่งเมื่อกวาดสายตาไปดูต้นตอฝุ่นภาคการเกษตรและการเผาไหม้ข้ามพรมแดน ความจริงยิ่งบาดลึกเข้าไปอีก เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยทุนใหญ่ไม่กี่ตระกูลที่ผูกโยงกับภาคการเกษตรพันธสัญญา นโยบายของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยจึงขับเคลื่อนไปด้วยความเด็ดขาดที่แห้งแล้ง ทำได้เพียง “ขอความร่วมมือ” อย่างนุ่มนวลและเกรงอกเกรงใจ แทนที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด แบนหรือเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าเกษตรที่มาจากการเผา ตราบใดที่สายสัมพันธ์ระหว่างผู้กำหนดนโยบายและกลุ่มทุนยังแยกกันไม่ขาด มาตรการหักดิบแบบจีนจึงเป็นได้เพียงแค่ภาพฝัน

                           วัฒนธรรมการดำเนินงานแก้ไขปัญหามลพิษของภาครัฐไทยที่ผ่านมา มักเน้นหนักไปที่การรณรงค์ประชาสัมพันธ์และการดำเนินมาตรการเชิงสัญลักษณ์ในระยะสั้น เช่น การฉีดพ่นละอองน้ำหรือการแจกจ่ายอุปกรณ์ป้องกัน ซึ่งไม่อาจแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้างที่มีการเผาไหม้ในพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่และฝุ่นควันข้ามพรมแดนได้อย่างมีนัยสำคัญ 

                           ดังนั้น บทสรุปของแนวทางการจัดการวิกฤต PM 2.5 ในประเทศไทย จึงมิใช่เพียงเรื่องของขีดความสามารถทางเทคโนโลยีหรือข้อจำกัดด้านงบประมาณ หากแต่เป็นเรื่องของความมุ่งมั่นและความกล้าหาญทางนโยบายของผู้บริหารประเทศ ในการบูรณาการอำนาจเพื่อขับเคลื่อนกฎหมายอย่างเด็ดขาด เท่าเทียม และปราศจากความเกรงใจทางการเมืองต่อกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ 

                            ตราบใดที่ภาครัฐยังไม่สามารถยกระดับมาตรการทางนโยบายให้เข้มงวดเทียบเท่ามาตรฐานสากล เช่น โมเดลความสำเร็จของต่างประเทศ การคืนสิทธิขั้นพื้นฐานด้านอากาศสะอาดให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืนก็ยังคงเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่ยากจะบรรลุผลสำเร็จในระยะเวลาอันใกล้ และคงต้องรอคอยปาฏิหาริย์จากสายลมแสงแดดตามฤดูกาลต่อไป

2569-06-30   “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

แห่ตุนสินค้า เพราะเห็นแก่ตัว…หรือไม่เชื่อรัฐบาล..?  

ชั้นวางสินค้าทุกห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ที่ว่างลงในกรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วมวันที่ 26 กันยายน 2569 ไม่ควรถูกอ่านเพียงว่าเป็นภาพของ “ความเห็นแก่ตัว” เพราะเบื้องหลังคือความกังวลของประชาชนต่อการเดินทางที่ติดขัด น้ำท่วมหลายพื้นที่

15,500 ล้าน…รัฐกำลัง “ป้องกันภัย” หรือรอจ่ายเมื่อภัยมา ?

อนุมัติกรอบงบประมาณ 15,500 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้ที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ย

ฝนมา…ความเสียหายมาก่อน Cell Broadcast?  บททดสอบใหญ่ “ระบบเตือนภัย” เตือนทัน หรือช้าเกินไป

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 กันยายน  2569                                ฝนกระหน่ำหนักระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ถูกกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนล่วงหน้า ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง...

ศรัทธาสั่นคลอน… แต่จิตวิญญาณไม่เคยทิ้ง “ศาสนา”

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 26 กันยายน  2569 วิกฤต “ผ้าเหลือง” เขย่าความเชื่อมั่น เมื่อโลกดิจิทัลทำให้ทุกความผิดถูกมองเห็น                          ข่าวพระภิกษุเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดวินัยหรือกฎหมาย ตั้งแต่เรื่องทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ไปจนถึงคดีอาญา กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่นต่อองค์กรสงฆ์ไทย...

ข่าวอื่นๆ

แห่ตุนสินค้า เพราะเห็นแก่ตัว…หรือไม่เชื่อรัฐบาล..?  

ชั้นวางสินค้าทุกห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ที่ว่างลงในกรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วมวันที่ 26 กันยายน 2569 ไม่ควรถูกอ่านเพียงว่าเป็นภาพของ “ความเห็นแก่ตัว” เพราะเบื้องหลังคือความกังวลของประชาชนต่อการเดินทางที่ติดขัด น้ำท่วมหลายพื้นที่

15,500 ล้าน…รัฐกำลัง “ป้องกันภัย” หรือรอจ่ายเมื่อภัยมา ?

อนุมัติกรอบงบประมาณ 15,500 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้ที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ย

ฝนมา…ความเสียหายมาก่อน Cell Broadcast?  บททดสอบใหญ่ “ระบบเตือนภัย” เตือนทัน หรือช้าเกินไป

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 กันยายน  2569                                ฝนกระหน่ำหนักระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ถูกกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนล่วงหน้า ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง...