หน้าแรกINSIDE - INSIGHTPM 2.5  วิกฤตซ้อนวิกฤติ  มหันตภัยเงียบ..!  เมื่อ "ค่าครองชีพ" พุ่งสูงสวนทางกับ "คุณภาพอากาศ" บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลใหม่ในการรับมือ 

PM 2.5  วิกฤตซ้อนวิกฤติ  มหันตภัยเงียบ..!  เมื่อ “ค่าครองชีพ” พุ่งสูงสวนทางกับ “คุณภาพอากาศ” บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลใหม่ในการรับมือ 

เผยแพร่

spot_img

เสียงสะท้อนจากปายและเชียงดาว ถึงมาตรการเชิงรุกที่ต้องเร่งด่วนและยั่งยืน

                             ในขณะที่พี่น้องประชาชนกำลังเผชิญกับภาระค่าครองชีพจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ภัยแทรกซ้อนอย่างฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 กลับทวีความรุนแรงขึ้นจนเข้าขั้นวิกฤตในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานไปหลายเท่าตัว 

                            สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว แต่ยังเป็น “มหันตภัยเงียบ” ที่คุกคามสุขภาวะของประชาชนอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นโจทย์ท้าทายลำดับต้นๆ ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต้องเร่งบูรณาการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

                           ปรากฏการณ์ฝุ่นพิษในเดือนมีนาคม 2569 นี้ มีที่มาสำคัญจากปัจจัยเกื้อหนุนหลายด้าน ทั้งจากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เป็นแอ่งกระทะในภาคเหนือตอนบน ซึ่งกักเก็บฝุ่นละอองจากจุดความร้อน ทั้งในและต่างประเทศเอาไว้ ผนวกกับสภาวะอากาศปิดและการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อเตรียมฤดูกาลผลิตใหม่ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลัง แต่ด้วยปริมาณฝุ่นข้ามพรมแดนที่มีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ความพยายามในการควบคุมเฉพาะภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการคลี่คลาย

สถานการณ์

                          ผลจากการสูดดมฝุ่นละอองขนาดเล็กต่อเนื่องกันหลายสัปดาห์ ส่งผลให้สถานพยาบาลในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มมีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มสูงขึ้น ฝุ่นเหล่านี้เปรียบเสมือนภัยเงียบที่แทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดและอวัยวะสำคัญ ซึ่งหากไม่มีการยกระดับมาตรการป้องกันที่เข้มข้นกว่าปัจจุบัน อาจนำไปสู่ปัญหาสาธารณสุขในระยะยาวที่รัฐต้องแบกรับงบประมาณมหาศาลในการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเหล่านี้

                          สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐบาลในขณะนี้ คือการขยับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ประคับประคองสถานการณ์ ไปสู่การเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง รัฐควรเร่งสนับสนุนงบประมาณและเครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อลดความจำเป็นในการเผาป่าและพื้นที่เกษตรกรรมอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งยกระดับการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถเบิกจ่ายงบประมาณฉุกเฉินมาดูแลสวัสดิภาพและแจกจ่ายอุปกรณ์ป้องกันคุณภาพสูงให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงที

                          เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนที่มีประสบการณ์การจัดการหมอกควันข้ามพรมแดน รัฐบาลไทยจำเป็นต้องใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ  อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น การเจรจาทางการทูตไม่ควรเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่ต้องนำไปสู่การกำหนดมาตรการร่วมกันในการลดจุดความร้อนอย่างมีดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อให้เกิด “อากาศที่สะอาด” ร่วมกันในภูมิภาค มิใช่เพียงการผลักดันภาระฝุ่นควันไปมาตามทิศทางลม

                       เพื่อให้การเตือนภัยเข้าถึงหัวใจของปัญหาและกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เราอาจต้องตั้งคำถามที่ลึกซึ้งว่า “เรากำลังชินชากับความผิดปกติหรือไม่?” การที่เด็กเล็กในพื้นที่ปายหรือเชียงดาวต้องเติบโตมาในห้องเรียนที่ปิดสนิทพร้อมเครื่องฟอกอากาศ หรือการที่ผู้สูงอายุต้องใช้ชีวิตภายใต้หน้ากากอนามัยเกือบตลอดปี ไม่ควรเป็นสิ่งที่สังคมมองว่าเป็นเรื่อง “ปกติ” ตามฤดูกาล

                       มาตรการจากรัฐที่ล่าช้าเปรียบเสมือนการส่ง “ร่ม” ให้ประชาชนในขณะที่พายุกำลังโหมกระหน่ำ ซึ่งแม้จะช่วยบรรเทาได้บ้าง แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือการ “สร้างหลังคาที่แข็งแรง” หรือการแก้ไขปัญหาที่ต้นตออย่างยั่งยืน หากการสื่อสารเตือนภัยของภาครัฐยังคงติดอยู่ในกรอบของตัวเลขดัชนี ที่ประชาชนเริ่มเข้าไม่ถึงความรู้สึก การเปลี่ยนมาเน้นย้ำถึงสิทธิในการเข้าถึงอากาศบริสุทธิ์และการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในฐานะ “พลเมืองโลก” อาจเป็นทางออกที่ช่วยให้การแก้ปัญหาได้รับแรงสนับสนุนและเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงในที่สุด

2569-04-01  ผู้เขียน  “ชัยทัศน์”  

ข่าวล่าสุด

คนไทย “คลั่งกาแฟ” ล้นเมือง  แต่ไทยผลิตเมล็ดกาแฟไม่พอ  ช่องว่าง 8 หมื่นตันกำลังบอกอะไร?

คนไทยบริโภคกาแฟเฉลี่ยมากกว่า 340 แก้วต่อคนต่อปี และมูลค่าตลาดกาแฟไทยในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.33% จากปีก่อน

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

เรื่องสั้น  “ตามล่า..มาเฟีย” |  “ชัยทัศน์”

เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มเงียบในป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยกิเลส ภารกิจขุดรากถอนโคนแก๊งยาเสพติดข้ามชาติที่ชื่อว่า "โทนี่" ลากยาวมาหลายเดือน ข้อมูลเดียวที่เขามีคือมันร่อนเร่ไปตามแหล่งบันเทิง และมี "นกต่อ" เป็นสาวสวยคอยกรองลูกค้าชั้นดี มันคือ “มาเฟีย..” ที่เขาต้องขจัดให้ได้

อนุทินเดินสาย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์   สร้างความเชื่อมั่นนอกบ้าน  แต่อย่าทิ้ง..ต้องปัดกวาดบ้าน !

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 องคาพยพการทูต “อนุทิน” ข้ามสมุทรแปซิฟิก   รื้อฟื้นสะพานเชื่อมมหาอำนาจกลาง สู่เกมสมดุลพลิกเกมคานอำนาจโลก                            ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลกที่ทวีความตึงเครียด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินเกมรุกทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ด้วยกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ...

ข่าวอื่นๆ

คนไทย “คลั่งกาแฟ” ล้นเมือง  แต่ไทยผลิตเมล็ดกาแฟไม่พอ  ช่องว่าง 8 หมื่นตันกำลังบอกอะไร?

คนไทยบริโภคกาแฟเฉลี่ยมากกว่า 340 แก้วต่อคนต่อปี และมูลค่าตลาดกาแฟไทยในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.33% จากปีก่อน

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

อนุทินเดินสาย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์   สร้างความเชื่อมั่นนอกบ้าน  แต่อย่าทิ้ง..ต้องปัดกวาดบ้าน !

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 องคาพยพการทูต “อนุทิน” ข้ามสมุทรแปซิฟิก   รื้อฟื้นสะพานเชื่อมมหาอำนาจกลาง สู่เกมสมดุลพลิกเกมคานอำนาจโลก                            ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลกที่ทวีความตึงเครียด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินเกมรุกทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ด้วยกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ...