วันพุธ, มกราคม 14, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกข่าว Short Newsเครื่องบินขับไล่ Gripen โมเดล A, รัฐบาลสวีเดนมอบให้พิพิธภัณฑ์เป็นที่ระลึก 100 ปีกองทัพอากาศ

เครื่องบินขับไล่ Gripen โมเดล A, รัฐบาลสวีเดนมอบให้พิพิธภัณฑ์เป็นที่ระลึก 100 ปีกองทัพอากาศ

เผยแพร่

spot_img

แม้ก่อนควันปืนจากสงครามโลกครั้งที่สองจะจางหาย สงครามที่คร่าชีวิตคนอย่างโหดเหี้ยมหลายล้านคนก็กระตุกต่อมมโนธรรมของผู้นำประเทศทั่วโลกว่า มนุษยชาติควรหากลไกจัดการเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติ เพื่อไม่ให้ลุกลามเป็นการทำลายล้างในระดับนี้อีก

ความเห็นพ้องต้องกันครั้งนี้ก่อเกิดเป็นอนุสัญญาเจนีวา 1949 รากฐานสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งอย่างหลังระบุในมาตรา 2(4) ว่า “ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐสมาชิกทั้งปวงจักต้องละเว้นการคุกคาม หรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งอาณาเขต หรือเอกราชทางการเมืองของรัฐใดๆ หรือการกระทำในลักษณะการอื่นใดที่ไม่สอดคล้องกับความมุ่งหมายของสหประชาชาติ” ยกเว้นว่าเป็นการใช้กำลังเพื่อป้องกันตัวเอง ตามหลักจารีตประเพณีหรือมาตรการรักษาสันติภาพร่วมกัน อันเป็นบทบาทของ “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ” (United Nations Security Council: UNSC) 

บทบาทและการทำงานของ UNSC อาจเป็นเรื่องไกลตัวคนไทย จนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เมื่อกัมพูชาส่งจดหมายด่วนขอ UNSC นัดประชุมด่วน กล่าวหาว่าไทย “โจมตีกัมพูชาก่อนโดยปราศจากการยั่วยุและมีการวางแผนล่วงหน้า” ส่วนไทยก็ตอบโต้ว่า กองทัพกัมพูชาต่างหากที่เปิดฉากเริ่มใช้กำลังก่อน ซึ่งนอกจากจะละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติแล้วยังละเมิดอนุสัญญาเจนีวาอีกด้วย เพราะเล็งเป้าพลเรือนรวมถึงโรงพยาบาล ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์ล้มตาย อีกทั้งยังละเมิดอนุสัญญาออตตาวาด้วยการวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย

ผลการประชุม UNSC ประเด็นนี้ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ไม่มีมติอย่างเป็นทางการ แต่สมาชิก UNSC เห็นพ้องหลักการว่า ให้คู่พิพาททั้งสองฝ่ายยับยั้งชั่งใจ หยุดยิง ใช้กลไกสันติวิธี, สนับสนุนบทบาทของอาเซียนในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และเห็นว่าสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นที่จะคุกคามสันติภาพของโลก

ข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชารอบนี้ปะทุขึ้นเป็นความขัดแย้งติดอาวุธ ส่งผลให้ทหารและพลเรือนบาดเจ็บล้มตาย กองกำลังกัมพูชายิงจรวดเข้ามาถล่มปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล และอาคารบ้านเรือนที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร ฝั่งไทยก็ตอบโต้ด้วยการส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 และ Gripen เข้าไปทิ้งระเบิด หรือที่ชาวเน็ตเรียกกันติดปากว่า “ทิ้งไข่” 

วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เป็นครั้งแรกที่คนไทยจำนวนมากได้เห็นแสนยานุภาพของ Saab JAS 39 Gripen เครื่องบินรบล้ำยุคจากสวีเดน ซึ่งกองทัพอากาศไทยมีประจำการ 12 ลำ อยู่ที่ฝูง 701 กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

ชาวโลกก็ฮือฮาตามไปด้วยเนื่องจากปฏิบัติการนี้เป็นครั้งแรกที่ Gripen ถูกใช้ในการรบเป็นครั้งแรกของโลก

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 เดือนสิงหาคม 2568 คณะรัฐมนตรีอนุมัติการจัดซื้อ Gripen รุ่นล่าสุดคือ E/F อีก 4 ลำ วงเงิน 1.95 หมื่นล้านบาท เพื่อทดแทน F-16 ซึ่งบรรจุประจำการมานานกว่า 37 ปี

Gripen รุ่น E/F พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น C/D ที่เหินฟ้าไป “ทิ้งไข่” ในกัมพูชา มาพร้อมกับระบบเรดาห์และเซนเซอร์ที่ทันสมัย บินได้ไกลกว่า 1,500 กิโลเมตร ด้วยความเร็วกว่า 2,450 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ รองรับขีปนาวุธยิงไกล หน้าจอบินกว้าง นอกจากนี้ยังมีต้นทุนในการบินต่ำ โดยมีค่าใช้จ่ายในการบินเพียง 160,000 บาทต่อชั่วโมง บำรุงรักษาง่าย ใช้รันเวย์ในการขึ้นบินเพียง 400 เมตร และร่อนลง 600 เมตร 

อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศไม่ใช่มหาอำนาจอย่างไทยที่ต้องหาทางคลี่คลายความขัดแย้งชายแดนด้วยสันติวิธี เพราะไม่มีทางย้ายหนีประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะมีผู้นำเผด็จการบ้าอำนาจเพียงใด โดยเฉพาะในเมื่อเพื่อนบ้านที่พิพาทกันอย่างกัมพูชานั้นไม่มีเครื่องบินรบสักเครื่องเดียว – สมรรถนะในการโจมตีของ Gripen ไม่สำคัญเท่ากับสมรรถนะที่จะทำตาม “กฎการปะทะ” หรือ Rules of Engagement (ROE) 

กฎการปะทะหมายถึงคำสั่งหรือแนวทางกำกับวิธีที่กำลังทหารสามารถใช้กำลัง หรือดำเนินการที่อาจถูกมองว่าเป็นการยั่วยุได้ กฎการปะทะขาดไม่ได้ในการกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขที่จะใช้กำลังได้อย่างชอบธรรมและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ 

พูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ Gripen ต้องสามารถปฏิบัติภารกิจเฉพาะเท่าที่จำเป็นและได้ส่วนกับภัยคุกคาม โจมตีเป้าหมายทางทหารอย่างแม่นยำ เพื่อสร้างความชอบธรรมอย่างชัดเจนในสายตาชาวโลกว่า ไทยเพียงแต่ “ป้องกันตนเอง” ตามข้อยกเว้นการใช้กำลังในกฎบัตรสหประชาชาติ

ซึ่งก็โชคดีที่ความล้ำยุคของ Gripen ทำให้ทำตามกฎการปะทะได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่เรดาร์ ES-05 Raven AESA ที่ให้ความสามารถในการตรวจจับและติดตามเป้าหมายได้แม่นยำ รองรับการระบุประเภทอากาศยาน, ระบบ IFF (Identification Friend or Foe) ช่วยแยกแยะเพื่อนกับศัตรูได้อย่างชัดเจน และเซ็นเซอร์อินฟราเรด IRST สำหรับการตรวจจับแบบ passive ลดความเสี่ยงในการถูกตรวจพบ

ในด้านความสามารถในการควบคุมอาวุธ Gripen มีระบบควบคุมไฟที่ซับซ้อน ช่วยให้นักบินสามารถเลือกใช้อาวุธที่เหมาะสมตามกฎการปะทะ และสามารถรองรับอาวุธหลากหลายประเภท ตั้งแต่จรวดอากาศสู่อากาศ กระสุนปืนใหญ่ ไปจนถึงระเบิดที่มีความแม่นยำสูง 

ความคล่องตัวสูงของ Gripen ทำให้สามารถเข้า-ออกจากพื้นที่ปฏิบัติการได้รวดเร็ว ระบบนำร่องที่ทันสมัยช่วยให้ปฏิบัติตามเส้นทางและเขตห้ามบินได้อย่างแม่นยำ รวมถึงยังมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครื่องบินและระบบป้องกันภัยอื่นๆ

Gripen ทุกลำมาพร้อมกับ EWS39 ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งมาจากโรงงาน ระบบนี้ช่วยตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองต่อภัยคุกคามทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การแจมมิ่งรบกวนสัญญาณ สามารถเพิ่มเติมอุปกรณ์ใหม่ อัพเดทซอฟต์แวร์ ดาวน์โหลดข้อมูลมาเพื่อวิเคราะห์และอัพเดทแฟ้มภัยคุกคาม (threat library) อัพโหลดกลับเข้าไปใน Gripen ได้ ทำให้เครื่องบินขับไล่นี้ “ฉลาด” ขึ้นเรื่อยๆ รู้จักอุปกรณ์ก่อกวนของศัตรูและรับมือกับมันได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สมรรถนะเหล่านี้ทำให้ Gripen สามารถปฏิบัติตามกฎการปะทะที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นภารกิจสกัดกั้น การป้องกันน่านฟ้า หรือการสนับสนุนภาคพื้นดิน และพร้อมปรับบทบาททันทีที่สถานการณ์เปลี่ยน

Gripen รุ่นแรกของโลกคือรุ่น A จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ กรุงเทพฯ ลำนี้รัฐบาลสวีเดนมอบให้พิพิธภัณฑ์เป็นที่ระลึก ในโอกาสครบรอบ 100 ปี บุพการีทหารอากาศ ปี พ.ศ. 2555

นอกเหนือจาก “พระเอก” ล่าสุดในกองทัพอากาศไทย พิพิธภัณฑ์นี้ยังมีเครื่องบินจริงและเครื่องบินจำลองที่น่าสนใจอีกจำนวนมาก โดยนำเสนอประวัติศาสตร์ด้านการบินของไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2453 เมื่อนักบินชาวเบลเยี่ยมนำเครื่องบินมาแสดงการบินให้ชาวไทยได้ชมเป็นครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 6

นิทรรศการที่น่าสนใจมีมากมาย อาทิ เครื่องบินจริงสองลำที่ผ่านสมรภูมิการรบในกรณีพิพาท อินโดจีน-ฝรั่งเศส นั่นคือ เครื่องบินขับไล่แบบที่ 10 (HAWK III) และเครื่องบินโจมตีแบบที่ 1 (Corsair) ซึ่งปัจจุบันเครื่องบินทั้งสองแบบมีเหลือเพียงเครื่องเดียวในโลกเท่านั้น 

น่าสะท้อนใจไม่น้อยที่ Gripen เหินฟ้าปฏิบัติภารกิจเหนือน่านฟ้ากัมพูชาในปี พ.ศ. 2568 น่านฟ้าเดียวกันกับกรณีพิพาท อินโดจีน-ฝรั่งเศส (ซึ่งต่างชาติเรียกว่า สงครามฝรั่งเศส-ไทย) อันเป็นสมรภูมิทางอากาศครั้งแรกของกองทัพอากาศไทย ปี พ.ศ. 2483 – 2484 

ผ่านมา 85 ปี ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา หวนคืนมาเป็นการสู้รบอีกครั้ง เครื่องบินรบของกองทัพอากาศร่วมปฏิบัติภารกิจป้องกันอธิปไตยอีกรอบ

ท่ามกลางกระแส “คลั่งชาติ” ของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่โกรธแค้นกับเฟคนิวส์ ความถ่อยเถื่อนและกลับกลอกของฮุนเซน ผู้นำเผด็จการกัมพูชา เสียงชื่นชมสมรรถนะทางทหารของ Gripen หลายเสียงเชียร์ให้ไป “ทิ้งไข่” ถึงกรุงพนมเปญ ทำลายที่มั่นฮุนเซนให้ราบ ฯลฯ

กระแสนี้อาจเป็นการชดเชยความรู้สึกในเบื้องลึกของจิตใจคนไทยจำนวนมากว่า ประเทศกำลังอ่อนแอไร้ทิศทาง รัฐบาลก็ดูไม่น่าไว้วางใจ หันไปทางไหนก็ไม่เห็นมีสถาบันอะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ อาจมีเพียงการปะทะกับกัมพูชาที่พอจะหลอมรวมจิตใจคนไทยให้เป็นปึกแผ่น ยึดมั่นใน “ชาติ” ได้ เพราะมี “ศัตรูของชาติ” ที่เป็นภัยคุกคามชัดเจน

ในภาวะเช่นนี้ อาจเป็นการยากที่จะเตือนสติกันว่า การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยอย่าง Gripen ในทางที่สอดคล้องกับกฎการปะทะ สอดรับกับข้อตกลงระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศนั้น สำคัญยิ่งกว่าการเชียร์ให้ใช้สิ่งเหล่านี้เข่นฆ่าศัตรูให้ราบเป็นหน้ากลอง

เพราะยุทโธปกรณ์อย่าง Gripen ในโลกวันนี้ สำหรับประเทศอย่างไทย ควรเป็นส่วนหนึ่งของการแผ้วถางเส้นทางสู่สันติภาพ มิใช่เส้นทางสู่สงครามไม่รู้จบ.

ข้อมูลเพิ่มเติม: คู่มือกฎการใช้กำลัง (Rules of Engagement Handbook) (ฉบับแปลไทย)  https://iihl.org/wp-content/uploads/2022/12/RoE-Handbook-Thai.pdf

ข่าวล่าสุด

ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมืออีกต่อไป

Gartner ได้เผยรายงาน “Top 10 Strategic Technology Trends for 2026” ชี้ให้เห็น 10 เทรนด์เทคโนโลยีที่องค์กรทั่วโลกต้องจับตา

“ปฏิรูป” สงฆ์ไทย…“ถอนราก” พุทธพาณิชย์  มหาเถรสมาคมรับ “สังฆราโชบาย 12 ข้อ“

มติมหาเถรสมาคมล่าสุด น้อมรับพระสังฆราโชบาย 12 ข้อ ของสมเด็จพระสังฆราช เป็นมากกว่าการจัดระเบียบกิจการสงฆ์ หากแต่เป็นการ ถอนรากถอนโคนบทบาทวัดทั่วประเทศ

จีนประณามการใช้กำลังในตะวันออกกลาง

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ขู่ที่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีประเทศอิหร่าน เพื่อตอบโต้สถานการณ์การประท้วงที่กำลังบานปลายในประเทศดังกล่าว

รัสเซีย! ทุ่ม 2.7 พันล้านดอลลาร์ ‘ซื้อขีปนาวุธ-โดรน อิหร่าน’ หนุนสงครามยูเครนยืดเยื้อ

อิหร่านได้ส่งมอบขีปนาวุธให้แก่รัสเซียคิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ในการทำสงครามยูเครนที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปี

ข่าวอื่นๆ

จากวาสนา นาน่วม ถึง ‘น้องนักข่าว’

วาสนา นาน่วม นักหนังสือพิมพ์อาวุโส เมื่อ ๙ กันยายน ๒๕๖๙ โพสต์ข้อความในบัญชี @Wassana Nanuam เรื่อง ‘คำขอโทษจากน้องนักข่าว’ ดังนี้

สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ แถลงการณ์ เรื่อง การแอบอ้างชื่อองค์กรสื่อมวลชนเรียกรับผลประโยชน์

สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ แถลงการณ์ เรื่อง การแอบอ้างชื่อองค์กรสื่อมวลชนเรียกรับผลประโยชน์

สรุปข่าวทั่วไปวันที่ 6 มกราคม 2569

นายกฯได้แจ้งให้ครม.รับทราบว่าได้รับแจ้งมีวัตถุกระสุนและวัตถุระเบิดจากทางฝั่งกัมพูชามาตกที่ทางฝั่งไทย ฝ่ายความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์