วันพุธ, มกราคม 14, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกเสียงอิสระประชาชนเขมรเริ่มสติแตกโวยแหลกสื่อระดับโลกเข้าข้างไทย คนไทยหัวอ่อนเชื่อข่าวบิดเบือน

เขมรเริ่มสติแตกโวยแหลกสื่อระดับโลกเข้าข้างไทย คนไทยหัวอ่อนเชื่อข่าวบิดเบือน

เผยแพร่

spot_img

แคมโบเดียเนสส์ ( Cambodianess)รายงานในเหตุปะทะตามแนวชายแดนกัมพูชาและไทยเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฏาคม 2568 ไม่ใช่แค่การต่อสู้กันด้วยปืนใหญ่และแสนยานุภาพทางอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นการสู้รบกันในหนังสือพิมพ์ หน้าจอโทรทัศน์และทั่วสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมส่งเสียงโวยสื่อระดับโลกทั้งหลาย ให้ความสำคัญกับเรื่องเล่าของไทยมากกว่า และประชาชนคนไทยก็เชื่อตามนิยายคำบอกเล่าเหล่านั้น

รายงานของแคมโบเดียเนสส์ โวยวายว่าสุ้มเสียงของกัมพูชาผลักไสไล่ส่ง ผิดกับเรื่องเล่าของไทยกลายเป็นเรื่องใหญ่ และที่เลวร้ายกว่านั้น สำนักข่าวตะวันตกบางแห่งเพียงแค่ถ่ายทอดเรื่องเล่าแบบเดียวกันเหล่านั้นเฉยๆ ตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาคิดว่ามันเป็นความจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

แคมโบเดียเนสส์ บอกว่าข้อเป็นจริงมันซับซ้อนมากกว่าข่าวพาดหัว ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พิพากษา 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 1962 และอีกครั้งในปี 2013 ว่าประสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบเป็นของกัมพูชา (ข้อเท็จจริงคือ ศาลโลก ไม่ได้พิพากษาชี้ขาดเรื่องเส้นแดนระหว่างประเทศ และไม่ได้ตัดสินว่าเขตแดนต้องเป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000)

สืบเนื่องจากคำอธิบายในคำพิพากษา จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพื้นที่โดยรอบจึงยังอ่อนไหวอย่างมาก ตามรายงานของแคมโบเดียเนสส์ พร้อมระบุเมื่อครั้งทหารไทยและทหารกัมพูชาเปิดฉากปะทะกันในช่วงปลายเดือนกรกฏาคม รายงานข่าวของฝั่งไทยทำราวกับว่าข้อสงสัยทางกฎหมายดังกล่าวไม่มีอยู่จริง

แคมโบเดียเนสส์ อ้างว่ารูปแบบการรายงานข่าวลักษณะนี้ของสื่อมวลชนเริ่มเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ในนั้นรวมถึงกรณีที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์พาดหัวข่าวว่า “ทหารกัมพูชายั่วยุให้ตอบโต้ อ้างอิงคำกล่าวของกองทัพไทย” และ “กัมพูชาใช้พลเรือนรุกรานดินแดนไทย”

นอกจากนี้แล้วแคมโบเดเนสส์ ยังโวยวายกรณีที่หนังสือพิมพ์เดอะเนชัน พาดหัวข่าวว่า “กองทัพไทยรายงานเหตุระเบิดและยิงปืนใกล้ชายแดนกัมพูชา” และ “จะไม่มีการกลับมาเปิดชายแดนจนกว่ากัมพูชาจะหยุดเป็นภัยคุกคาม” ซึ่งพาดหัวข่าวเหล่านี้ เป็นการส่งสารแบบเดียวกัน นั่นคือ “กัมพูชาเป็นผู้ก่อปัญหา ส่วนไทย แค่ป้องกันตนเองเฉยๆ”

สำนักข่าวแคมโบเดียเนสส์ โวยวายต่อว่าภาษาที่ใช้นั้นบอกเรื่องราวได้เป็นอย่างดี ครั้งที่ทหารไทยเคลื่อนไหวหรือเป็นฝ่ายยิง มันจะถูกให้คำจำกัดความว่าเป็นการ “ตอบสนอง” หรือ “ตอบโต้” แต่ครั้งที่กัมพูชาถูกกล่าวหาว่าทำแบบเดียวกัน สื่อมวลชนเหล่านั้นมักใช้ถ้อยคำที่รุนแรงกว่าอย่างเช่น “ยั่วยุ, ล่วงละเมิด และรุกราน”

ทางแคมโบเดียเนสส์ คร่ำครวญว่าพบเห็นความเป็น 2 มาตรฐานในรายงานข่าวของสื่อมวลชนไทยเกือบทั้งหมด เมื่อพวกเขารายงานในสิ่งที่รัฐบาล 2 ชาติพูด พวกเขาจะหยิบยกถ้อยแถลงนั้นและให้คำจำกัดความว่ามันเป็นข้อเท็จจริงในทันที โดยปราศจากการชั่งน้ำหนักอย่างเท่าเทียมกับคำพูดของอีกฝ่าย

ในส่วนรายงานข่าวของสื่อมวลชนตะวันตก แคมโบเดียเนสส์ชี้ว่าก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ โดยในวันแรกๆของเหตุปะทะสำนักข่าวนานาชาติบางแห่ง ในนั้นรวมถึงรอยเตอร์ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างของไทยที่ว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเป็นเรื่องนำ และเพียงเสริมคำปฏิเสธของฝ่ายกัมพูชาในตอนท้าย แถมบ่อยครั้งยังมีแค่บรรทัดเดียว

นอกจากนี้แล้วรายงานข่าวยังแทบไม่มีการพาดพิงถึงคำตัดสินทางกฎหมายของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และสำหรับพวกผู้อ่านภาคภาษาอังกฤษแล้ว มันก่อความคิดฝังใจว่ามันเป็นความผิดของกัมพูชามาตั้งแต่ต้น ตามคำกล่าวอ้างของแคมโบเดียเนสส์

แคมโบเดียเนสส์ ระบุว่าความลำเอียงนี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ แต่มันก่อผลแบบเดียวกันนั่นคือภาพแห่งความลำเอียงในความขัดแย้งนี้

ประเด็นนี้เป็นมากกว่าเรื่องชื่อเสียง คำจำกัดความของสื่อมวลชนเป็นการจัดกรอบความคิดของประชาชนและแนวทางดำเนินการของรัฐบาล ถ้าพลเมืองไทยได้รับการบอกเล่าอย่างต่อเนื่องว่ากัมพูชาเป็นผู้รุกราน เมื่อนั้นก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกผู้นำในกรุงเทพฯ ที่จะยกระดับความแข็งกร้าวขึ้น ปิดชายแดนหรือกระทั่งขู่ฉีกข้อตกลงต่างๆนานา

ถ้าข้อตกลงหยุดยิงถูกรายงานในแนวทางที่เน้นย้ำเพียงว่ามีการละเมิดโดยฝ่ายเดียว เมื่อนั้นการเสริมสร้างความไว้วางใจก็กลายเป็นเรื่องยากขึ้น และเมื่อประชาชนชาวกัมพูชาได้อ่านข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศที่เน้นย้ำคำกล่าวอ้างของไทยโดยปราศจากการให้ข้อมูลที่สมดุล ความไม่พอใจก็ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ แคมโบเดียเนสส์กล่าวอ้าง

รายงานของแคมโบเดียเนสส์ ระบุว่ากัมพูชาไม่ได้ร้องขอความเห็นใจจากสื่อมวลชนไทยและสื่อมวลชนนานาชาติ แต่กำลังร้องขอการรายงานข่าวที่ยุติธรรม ประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่ตามแนวชายแดน เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า พระสงฆ์และเด็กนักเรียน ที่ถูกบีบให้หลบหนีเมื่อเดือนกรกฏาคม เป็นกลุ่มคนที่ต้องชดใช้ราคาแrงที่สุด เมื่อเรื่องราวต่างๆถูกบอกเล่าผ่านมุมมองที่ลำเอียง

พวกเขาควรสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่บืดเบือนให้ตรงตามเรื่องเล่าของประเทศใดประเทศหนึ่ง ถ้าสื่อมวลชนไทยและสื่อมวลชนตะวันตกใส่ใจกับหลักจรรยาบรรณจริงๆ พวกเขาควรเริ่มต้นจากรายงานข่าวของตนเอง เพราะในความขัดแย้งนี้ การต่อสู้เพื่อดินแดนเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเรื่องราว การต่อสู้เพื่อความจริงก็สำคัญเช่นกัน และตอนนี้ เรากำลังสูญเสียความเป็นจริงในการต่อสู้มากเกินไปแล้ว แคมโบเดียเนสส์เขียนปิดท้าย

(ที่มา:แคมโบเดียเนสส์)

ข่าวล่าสุด

ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมืออีกต่อไป

Gartner ได้เผยรายงาน “Top 10 Strategic Technology Trends for 2026” ชี้ให้เห็น 10 เทรนด์เทคโนโลยีที่องค์กรทั่วโลกต้องจับตา

“ปฏิรูป” สงฆ์ไทย…“ถอนราก” พุทธพาณิชย์  มหาเถรสมาคมรับ “สังฆราโชบาย 12 ข้อ“

มติมหาเถรสมาคมล่าสุด น้อมรับพระสังฆราโชบาย 12 ข้อ ของสมเด็จพระสังฆราช เป็นมากกว่าการจัดระเบียบกิจการสงฆ์ หากแต่เป็นการ ถอนรากถอนโคนบทบาทวัดทั่วประเทศ

จีนประณามการใช้กำลังในตะวันออกกลาง

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ขู่ที่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีประเทศอิหร่าน เพื่อตอบโต้สถานการณ์การประท้วงที่กำลังบานปลายในประเทศดังกล่าว

รัสเซีย! ทุ่ม 2.7 พันล้านดอลลาร์ ‘ซื้อขีปนาวุธ-โดรน อิหร่าน’ หนุนสงครามยูเครนยืดเยื้อ

อิหร่านได้ส่งมอบขีปนาวุธให้แก่รัสเซียคิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ในการทำสงครามยูเครนที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปี

ข่าวอื่นๆ

ปรากฏการณ์ “พลังบวก” ท่วมโซเชียล คนรุ่นใหม่แห่ขอโทษ–แสดงความจงรักภักดีต่อในหลวง ร.10

โลกออนไลน์กำลังพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลังคลิป พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ถูกเผยแพร่ออกมา

จีนไม่ได้ช่วยเขมร แต่จีนกำลัง “จัดระเบียบเขมร”

ภาพที่คนส่วนใหญ่เห็น คือจีนเข้ามาไกล่เกลี่ย ทำให้สถานการณ์ไม่บานปลาย ดูเหมือนเป็นผู้ช่วย เป็นคนกลาง เป็นมิตร แต่ความจริงคือ จีนไม่ได้เข้ามาปกป้องกัมพูชา จีนเข้ามาเพื่อ หยุดความเสียหายของทั้งระบบ และจัดระเบียบผู้เล่นที่กำลังทำเกมพัง

เปิดข้อตกลง16ข้อไม่ใช่การยึดได้ตรงไหนได้พื้นที่ตรงนั้น

ข้อตกลงหยุดยิง 16 ข้อ ไทย–กัมพูชา ต้องทำความเข้าใจให้ชัดก่อนว่า ไม่ใช่ข้อตกลงเรื่องการได้–เสียอธิปไตย และไม่ใช่หลักฐานว่า ใครยึดพื้นที่ได้ตรงไหนแล้วจะครอบครองตรงนั้น ข้อตกลงนี้เป็นเพียงการ “หยุดการใช้กำลัง”