หน้าแรกเสียงอิสระประชาชนเขมรเริ่มสติแตกโวยแหลกสื่อระดับโลกเข้าข้างไทย คนไทยหัวอ่อนเชื่อข่าวบิดเบือน

เขมรเริ่มสติแตกโวยแหลกสื่อระดับโลกเข้าข้างไทย คนไทยหัวอ่อนเชื่อข่าวบิดเบือน

เผยแพร่

spot_img

แคมโบเดียเนสส์ ( Cambodianess)รายงานในเหตุปะทะตามแนวชายแดนกัมพูชาและไทยเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฏาคม 2568 ไม่ใช่แค่การต่อสู้กันด้วยปืนใหญ่และแสนยานุภาพทางอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นการสู้รบกันในหนังสือพิมพ์ หน้าจอโทรทัศน์และทั่วสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมส่งเสียงโวยสื่อระดับโลกทั้งหลาย ให้ความสำคัญกับเรื่องเล่าของไทยมากกว่า และประชาชนคนไทยก็เชื่อตามนิยายคำบอกเล่าเหล่านั้น

รายงานของแคมโบเดียเนสส์ โวยวายว่าสุ้มเสียงของกัมพูชาผลักไสไล่ส่ง ผิดกับเรื่องเล่าของไทยกลายเป็นเรื่องใหญ่ และที่เลวร้ายกว่านั้น สำนักข่าวตะวันตกบางแห่งเพียงแค่ถ่ายทอดเรื่องเล่าแบบเดียวกันเหล่านั้นเฉยๆ ตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาคิดว่ามันเป็นความจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

แคมโบเดียเนสส์ บอกว่าข้อเป็นจริงมันซับซ้อนมากกว่าข่าวพาดหัว ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พิพากษา 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 1962 และอีกครั้งในปี 2013 ว่าประสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบเป็นของกัมพูชา (ข้อเท็จจริงคือ ศาลโลก ไม่ได้พิพากษาชี้ขาดเรื่องเส้นแดนระหว่างประเทศ และไม่ได้ตัดสินว่าเขตแดนต้องเป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000)

สืบเนื่องจากคำอธิบายในคำพิพากษา จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพื้นที่โดยรอบจึงยังอ่อนไหวอย่างมาก ตามรายงานของแคมโบเดียเนสส์ พร้อมระบุเมื่อครั้งทหารไทยและทหารกัมพูชาเปิดฉากปะทะกันในช่วงปลายเดือนกรกฏาคม รายงานข่าวของฝั่งไทยทำราวกับว่าข้อสงสัยทางกฎหมายดังกล่าวไม่มีอยู่จริง

แคมโบเดียเนสส์ อ้างว่ารูปแบบการรายงานข่าวลักษณะนี้ของสื่อมวลชนเริ่มเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ในนั้นรวมถึงกรณีที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์พาดหัวข่าวว่า “ทหารกัมพูชายั่วยุให้ตอบโต้ อ้างอิงคำกล่าวของกองทัพไทย” และ “กัมพูชาใช้พลเรือนรุกรานดินแดนไทย”

นอกจากนี้แล้วแคมโบเดเนสส์ ยังโวยวายกรณีที่หนังสือพิมพ์เดอะเนชัน พาดหัวข่าวว่า “กองทัพไทยรายงานเหตุระเบิดและยิงปืนใกล้ชายแดนกัมพูชา” และ “จะไม่มีการกลับมาเปิดชายแดนจนกว่ากัมพูชาจะหยุดเป็นภัยคุกคาม” ซึ่งพาดหัวข่าวเหล่านี้ เป็นการส่งสารแบบเดียวกัน นั่นคือ “กัมพูชาเป็นผู้ก่อปัญหา ส่วนไทย แค่ป้องกันตนเองเฉยๆ”

สำนักข่าวแคมโบเดียเนสส์ โวยวายต่อว่าภาษาที่ใช้นั้นบอกเรื่องราวได้เป็นอย่างดี ครั้งที่ทหารไทยเคลื่อนไหวหรือเป็นฝ่ายยิง มันจะถูกให้คำจำกัดความว่าเป็นการ “ตอบสนอง” หรือ “ตอบโต้” แต่ครั้งที่กัมพูชาถูกกล่าวหาว่าทำแบบเดียวกัน สื่อมวลชนเหล่านั้นมักใช้ถ้อยคำที่รุนแรงกว่าอย่างเช่น “ยั่วยุ, ล่วงละเมิด และรุกราน”

ทางแคมโบเดียเนสส์ คร่ำครวญว่าพบเห็นความเป็น 2 มาตรฐานในรายงานข่าวของสื่อมวลชนไทยเกือบทั้งหมด เมื่อพวกเขารายงานในสิ่งที่รัฐบาล 2 ชาติพูด พวกเขาจะหยิบยกถ้อยแถลงนั้นและให้คำจำกัดความว่ามันเป็นข้อเท็จจริงในทันที โดยปราศจากการชั่งน้ำหนักอย่างเท่าเทียมกับคำพูดของอีกฝ่าย

ในส่วนรายงานข่าวของสื่อมวลชนตะวันตก แคมโบเดียเนสส์ชี้ว่าก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ โดยในวันแรกๆของเหตุปะทะสำนักข่าวนานาชาติบางแห่ง ในนั้นรวมถึงรอยเตอร์ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างของไทยที่ว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเป็นเรื่องนำ และเพียงเสริมคำปฏิเสธของฝ่ายกัมพูชาในตอนท้าย แถมบ่อยครั้งยังมีแค่บรรทัดเดียว

นอกจากนี้แล้วรายงานข่าวยังแทบไม่มีการพาดพิงถึงคำตัดสินทางกฎหมายของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และสำหรับพวกผู้อ่านภาคภาษาอังกฤษแล้ว มันก่อความคิดฝังใจว่ามันเป็นความผิดของกัมพูชามาตั้งแต่ต้น ตามคำกล่าวอ้างของแคมโบเดียเนสส์

แคมโบเดียเนสส์ ระบุว่าความลำเอียงนี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ แต่มันก่อผลแบบเดียวกันนั่นคือภาพแห่งความลำเอียงในความขัดแย้งนี้

ประเด็นนี้เป็นมากกว่าเรื่องชื่อเสียง คำจำกัดความของสื่อมวลชนเป็นการจัดกรอบความคิดของประชาชนและแนวทางดำเนินการของรัฐบาล ถ้าพลเมืองไทยได้รับการบอกเล่าอย่างต่อเนื่องว่ากัมพูชาเป็นผู้รุกราน เมื่อนั้นก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกผู้นำในกรุงเทพฯ ที่จะยกระดับความแข็งกร้าวขึ้น ปิดชายแดนหรือกระทั่งขู่ฉีกข้อตกลงต่างๆนานา

ถ้าข้อตกลงหยุดยิงถูกรายงานในแนวทางที่เน้นย้ำเพียงว่ามีการละเมิดโดยฝ่ายเดียว เมื่อนั้นการเสริมสร้างความไว้วางใจก็กลายเป็นเรื่องยากขึ้น และเมื่อประชาชนชาวกัมพูชาได้อ่านข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศที่เน้นย้ำคำกล่าวอ้างของไทยโดยปราศจากการให้ข้อมูลที่สมดุล ความไม่พอใจก็ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ แคมโบเดียเนสส์กล่าวอ้าง

รายงานของแคมโบเดียเนสส์ ระบุว่ากัมพูชาไม่ได้ร้องขอความเห็นใจจากสื่อมวลชนไทยและสื่อมวลชนนานาชาติ แต่กำลังร้องขอการรายงานข่าวที่ยุติธรรม ประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่ตามแนวชายแดน เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า พระสงฆ์และเด็กนักเรียน ที่ถูกบีบให้หลบหนีเมื่อเดือนกรกฏาคม เป็นกลุ่มคนที่ต้องชดใช้ราคาแrงที่สุด เมื่อเรื่องราวต่างๆถูกบอกเล่าผ่านมุมมองที่ลำเอียง

พวกเขาควรสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่บืดเบือนให้ตรงตามเรื่องเล่าของประเทศใดประเทศหนึ่ง ถ้าสื่อมวลชนไทยและสื่อมวลชนตะวันตกใส่ใจกับหลักจรรยาบรรณจริงๆ พวกเขาควรเริ่มต้นจากรายงานข่าวของตนเอง เพราะในความขัดแย้งนี้ การต่อสู้เพื่อดินแดนเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเรื่องราว การต่อสู้เพื่อความจริงก็สำคัญเช่นกัน และตอนนี้ เรากำลังสูญเสียความเป็นจริงในการต่อสู้มากเกินไปแล้ว แคมโบเดียเนสส์เขียนปิดท้าย

(ที่มา:แคมโบเดียเนสส์)

ข่าวล่าสุด

ทีมชาติอิหร่าน ฝาก จม. กินใจ ย้ำสันติภาพในบอลโลก2026

​"ขอบคุณนครลอสแอนเจลิส สำหรับการต้อนรับและความทรงจำที่ยอดเยี่ยม พวกเรามาด้วยความภูมิใจ และจากไปด้วยศักดิ์ศรี ขอให้สันติภาพจงบังเกิดระหว่างทุกประเทศทั่วโลก"

LINE ถือธง..ซ้อมเตือนภัยวิกฤต !  บทเรียนสูญ 2 ล้านล้าน เมื่อ “ความเงียบ” บดบังทางรอดคนไทย

ถอดรหัส จับมือ 15 องค์กร ดีเดย์ 26 มิย.นี้ พลิกโฉมการสื่อสารชาติก้าวข้ามหลุมดำภัยพิบัติ                                  บทเรียนราคาแพงลิ่วตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา บ่งชี้ชัดเจนว่าประเทศไทยต้องกลืนเลือดจากมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลกว่า 2 ล้านล้านบาท และกระทบต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชนกว่า 68 ล้านคน เพียงเพราะ...

PDPC จับมือ CIB ขยายผลทลายเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคล

แถลงข่าวขยายผลล้างเครือข่ายค้าข้อมูลทั่วประเทศ หลังพบข้อมูลส่วนบุคคลถูกใช้เป็นต้นตอสำคัญของอาชญากรรมไซเบอร์ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์ การหลอกลวงทางการเงิน และการสวมรอยทำธุรกรรม

เที่ยวญี่ปุ่นจ่ายแพงขึ้น มาตรการ “สองราคา”

"ระบบสองราคา" (Dual Pricing) ในประเทศญี่ปุ่น เป็นมาตรการที่กำลังถูกนำมาใช้และขยายผลอย่างจริงจังในปี 2026 นี้ เพื่อแก้ปัญหา "นักท่องเที่ยวล้นเมือง" (Overtourism)

ข่าวอื่นๆ

ซามูไรส่องคันฉ่องไทย  ทำไม 2+5 = 7

หลายวันก่อน มีการส่งต่อข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่าอดีตประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ประจำประเทศไทย เคยวิจารณ์ “จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการ”

บทเรียน จาก คดีลุงวิศวะ ถึง คดี ตชด. ยิง วิน

ยังเป็นเรื่องถกเถียงในสังคม เกี่ยวกับคดี ทะเลาะวิวาท ระหว่าง ตชด. กับ วินมอเตอร์ไซค์ จนนำไปสู่ความสลด เมื่อ ตชด. ยิงกระหน่ำ วินมอเตอร์ไซค์ เป็นเหตุเสียชีวิต เรื่องราว แบบนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ ที่เรียกกันติดปากว่า "คดีลุงวิศวะ"

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...