หน้าแรกการเมือง'สี จิ้นผิง' ต้อนรับผู้นำก๊กมินตั๋งเยือนปักกิ่ง 

‘สี จิ้นผิง’ ต้อนรับผู้นำก๊กมินตั๋งเยือนปักกิ่ง 

เผยแพร่

spot_img

ย้ำประชาชนสองฝั่งช่องแคบล้วนเป็น ‘ชาวจีน’ ที่ต้องการสันติภาพ ลั่นไม่มีวันยอมให้ไต้หวันแยกตัวเป็นเอกราช

จิ้ง ลี่เหวิน ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวัน เข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 10 เม.ย. โดยผู้นำจีนได้กล่าวกับ เจิ้ง ว่า ประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบล้วนแต่เป็นชาวจีน และอนาคตของความสัมพันธ์นั้นอยู่ในมือของประชาชนชาวจีน

เจิ้ง ซึ่งเป็นประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) พรรคฝ่ายค้านใหญ่ที่สุดของไต้หวัน อยู่ระหว่างเยือนจีนเพื่อภารกิจสันติภาพที่เธอระบุว่าจะช่วยลดความตึงเครียดในห้วงเวลาที่ปักกิ่งเพิ่มแรงกดดันทางทหารต่อเกาะประชาธิปไตยที่จีนอ้างว่าเป็นดินแดนของตน

ระหว่างการพบปะกันที่มหาศาลาประชาชน ประธานาธิบดี สี กล่าวกับ เจิ้ง ว่า โลกในปัจจุบันไม่ได้สงบสุขโดยสมบูรณ์ และสันติภาพนั้นเป็นสิ่งมีค่า

“เพื่อนร่วมชาติทั้งสองฝั่งช่องแคบล้วนเป็นชาวจีน เป็นประชาชนในครอบครัวเดียวกันที่ต้องการสันติภาพ การพัฒนา การแลกเปลี่ยน และความร่วมมือ” สี กล่าวในถ้อยแถลงที่ถูกออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ของไต้หวันด้วย

“นี่คือเสียงร่วมของประชาชนของเรา ผู้นำของทั้งสองพรรคของเราพบกันในวันนี้เพื่อปกป้องสันติภาพและความมั่นคงของบ้านเกิดเมืองนอนของเรา เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างสันติของความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ และเพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีอนาคตที่สดใสและงดงาม”

สี จิ้นผิง กล่าวด้วยว่า จีนยินดีที่จะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและการเจรจาหารือร่วมกับพรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงพรรคก๊กมินตั๋ง บนพื้นฐานทางการเมืองร่วมกันของการต่อต้านการแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวัน “เพื่อยึดมั่นในอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบไว้ในมือของประชาชนชาวจีนเอง”

สี เอ่ยเสริมว่า ดินแดนทั้งสองฝั่งช่องแคบล้วนแต่เป็น “จีนเดียว”

“เมื่อครอบครัวปรองดองกัน ทุกสิ่งก็จะเจริญรุ่งเรือง” เขากล่าว “การแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวันจะเป็นสาเหตุหลักที่บ่อนทำลายสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน เราจะไม่ยอมรับ หรือเห็นชอบอย่างเด็ดขาด”

จีนปฏิเสธที่จะเจรจากับประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ โดยกล่าวหาว่าเขาเป็นนักแบ่งแยกดินแดน รัฐบาลของ ไล่เรียกร้องให้ เจิ้ง ช่วยบอกจีนให้หยุดการข่มขู่ และกล่าวว่าปักกิ่งควรมีส่วนร่วมกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในไทเป

พรรคก๊กมินตั๋งเคยปกครองจีนทั้งหมด จนกระทั่งรัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่พรรคนี้เป็นผู้นำได้ลี้ภัยไปยังไต้หวันในปี 1949 หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์ของเหมา เจ๋อตง ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

ไม่มีการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพหรือการหยุดยิงใดๆ และจนถึงทุกวันนี้ และรัฐบาลทั้งสองฝ่ายยังไม่ยอมรับอีกฝ่ายอย่างเป็นทางการ

เจิ้ง ลี่เหวิน กล่าวกับ สี จิ้นผิง ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบที่เป็นประโยชน์ร่วมกันคือสิ่งที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายปรารถนา และการปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนควรเป็นไปในลักษณะต่างตอบแทน

“ดิฉัน ลี่เหวิน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สักวันหนึ่งในอนาคต ดิฉันจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพต้อนรับเลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง และทุกท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ ในไต้หวัน” เธอกล่าว โดยเรียก สี ด้วยตำแหน่งผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์

เจิ้ง กล่าวด้วยว่า เธอหวังว่าด้วยความพยายามของทั้งสองฝ่าย ช่องแคบไต้หวันจะกลายไม่เป็นจุดศูนย์กลางของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นอีกต่อไป และจะไม่กลายเป็น “กระดานหมากรุกให้กองกำลังภายนอกเข้ามาแทรกแซง” อย่างแน่นอน

เธอกล่าวเสริมว่า ทั้งสองฝั่งช่องแคบควรวางแผนและสร้างกลไกการเจรจาและความร่วมมือที่เป็นระบบและยั่งยืนต่อไป

สหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนและผู้จัดหาอาวุธที่สำคัญที่สุดของไต้หวัน แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ และปักกิ่งเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้วอชิงตันหยุดการจัดหาอาวุธให้ไทเป

สหรัฐฯ สนับสนุนแผนการของรัฐบาลไต้หวันในการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม

ที่มา: รอยเตอร์

ข่าวล่าสุด

“ซิม” จดทะเบียนทะลุ “100 ล้านเบอร์“  สวนทางประชากรจริงและกลุ่มวัยผู้ใช้

วิกฤตประชากรเสมือน เมื่อสถิติเลขหมายสะท้อนรอยรั่วความมั่นคงดิจิทัล กสทช. เร่งล้อมคอกซิมม้าภายใต้ประกาศใหม่ ท่ามกลางความท้าทายของสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

ข่าวอื่นๆ

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

รำลึก 34 ปี เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม

รำลึก 34 ปี เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569 ณ สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ

เก้าอี้สั่นคลอน! ‘สุริยะ’ ส่อแววปลิว รมว.เกษตรฯ หลังอธิบดีฝนหลวงฯ แฉหมดเปลือก 

มีคำสั่งด่วนเด้งอธิบดีกรมฝนหลวงฯ พ้นเก้าอี้แบบสายฟ้าแลบ อธิบดีจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกพร้อมแฉเบื้องหลังว่าโดนกดดันอย่างหนัก เพราะไม่ยอมเซ็นอนุมัติงบซ่อมบำรุงเครื่องบินปี 2570 ให้กับ "หลาน รมต."