ทุกครั้งที่ถึงฤดูกาลการเลือกตั้ง เราก็จะคิดถึง โซเครตีส นักปราชญ์เมื่อ 2500 ปีที่แล้ว ผู้เตือนเรื่องประชาธิปไตย
ในหน้าประวัติศาสตร์ปรัชญาตะวันตก โซเครตีส (Socrates) มักถูกจดจำในฐานะบิดาแห่งปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ แต่สิ่งหนึ่งที่มักถูกเข้าใจผิดคือทัศนคติของเขาที่มีต่อระบอบ “ประชาธิปไตย” ในกรุงเอเธนส์ โซเครตีสไม่ได้มองว่าประชาธิปไตยคือระบอบที่สมบูรณ์แบบ กลับกัน เขามองเห็น “จุดอ่อนร้ายแรง” ที่อาจนำพารัฐไปสู่หายนะ หากปราศจากองค์ประกอบสำคัญนั่นคือ “ปัญญา” (Wisdom)
จากการบันทึกในงานเขียนของเพลโต (Plato) โดยเฉพาะในหนังสือ The Republic (อุตมรัฐ) และ Gorgias โซเครตีสได้นำเสนอข้อโต้แย้งที่แหลมคมและยังคงทันสมัยจนถึงปัจจุบัน ดังนี้
1. การลงคะแนนคือ “ทักษะ” มิใช่ “สัญชาตญาณ”
หัวใจสำคัญของข้อวิจารณ์จากโซเครตีส คือความเชื่อที่ว่า “การบริหารรัฐคืองานช่างศิลป์แขนงหนึ่ง” (Statecraft as a Techne)
โซเครตีสเปรียบเทียบว่า หากเราต้องการรองเท้า เราจะไปหาช่างทำรองเท้า หากเราเจ็บป่วย เราจะไปหาแพทย์ ผู้มีความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง แต่เหตุใดในเรื่องที่สำคัญที่สุดอย่าง “การบริหารบ้านเมือง” เราจึงอนุญาตให้ใครก็ได้—ไม่ว่าจะมีความรู้หรือวิจารณญาณหรือไม่—เป็นผู้ตัดสินใจ?
เขาไม่ได้ต่อต้านการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่เขาต่อต้าน “การมีส่วนร่วมโดยปราศจากการศึกษา” โซเครตีสเชื่อว่าสิทธิในการเลือกตั้งควรมาพร้อมกับหน้าที่ในการแสวงหาความรู้ หากมอบอำนาจให้ผู้ที่ขาดความเข้าใจ ย่อมเหมือนการยื่นอาวุธให้เด็กเล็ก
2. อุปมานิทัศน์เรื่อง “นาวารัฐ” (The Ship of State)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด โซเครตีสเปรียบเทียบรัฐเหมือน “เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่”
ในหนังสือ The Republic เล่มที่ 6 เขาอธิบายองค์ประกอบของเรือลำนี้ไว้ว่า:
• เจ้าของเรือ (ประชาชน): เป็นคนตัวใหญ่และแข็งแรง แต่หูตึง สายตาสั้น และไม่มีความรู้เรื่องการเดินเรือเลย
• ลูกเรือ (นักการเมือง): ทะเลาะเบาะแว้งกันเพื่อแย่งชิงพังงาเรือ ต่างคนต่างอ้างว่าตนควรเป็นคนบังคับเรือ ทั้งที่ไม่เคยเรียนรู้วิชาการเดินเรือมาเลย พวกเขาใช้วิธีมอมเหล้าเจ้าของเรือ (ให้สินบน/นโยบายประชานิยม) เพื่อให้เจ้าของเรือยอมยกอำนาจให้
• ต้นหนตัวจริง (นักปราชญ์): ผู้ที่รู้จักดวงดาว ทิศทางลม และฤดูกาล ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการนำเรือรอดพ้นพายุ กลับถูกลูกเรือคนอื่นๆ เยาะเย้ยว่าเป็นพวกเพ้อเจ้อและไม่มีประโยชน์
โซเครตีสชี้ให้เห็นว่า ในระบอบประชาธิปไตยที่ขาดสติปัญญา “ลูกเรือที่พูดเก่งและเอาใจเจ้าของเรือ” มักจะได้เป็นกัปตัน แทนที่จะเป็น “ผู้ที่มีความสามารถในการเดินเรือจริงๆ”
3. วาทกรรมระหว่าง “แพทย์” กับ “พ่อค้าขนมหวาน”
ในบทสนทนาเรื่อง Gorgias โซเครตีสเตือนถึงอันตรายของ Demagoguery (การปลุกปั่นมวลชน) โดยเปรียบเทียบการเลือกตั้งเหมือนการหาเสียงแข่งกันระหว่าง แพทย์ กับ พ่อค้าขนมหวาน ต่อหน้าผู้ตัดสินที่เป็นเด็ก (ประชาชนที่ขาดวุฒิภาวะ)
พ่อค้าขนมหวาน จะกล่าวโจมตีแพทย์ว่า: “คนคนนี้ทำร้ายพวกเธอ เขาจะเอาของขมๆ ให้เธอกิน ห้ามไม่ให้เธอกินของอร่อย แต่ฉันจะมีงานเลี้ยงและขนมหวานให้เธอเสมอ”
แพทย์ จะแก้ต่างอย่างไร?: หากแพทย์พูดความจริงว่า “ฉันทำให้เธอเจ็บปวดและต้องห้ามใจเธอ เพื่อสุขภาพที่ดีของเธอเอง” เด็กๆ ย่อมไม่พอใจและโห่ไล่แพทย์ทันที
โซเครตีสสรุปว่า ในระบอบที่ตัดสินด้วยความพึงพอใจชั่วคราว นักการเมืองที่นำเสนอ “ความจริงที่เจ็บปวด” (ยาขม) มักจะพ่ายแพ้ต่อนักการเมืองที่นำเสนอ “ความสุขจอมปลอม” (ขนมหวาน) เสมอ
บทสรุป: โศกนาฏกรรมแห่งความไม่รู้
คำเตือนของโซเครตีสกลายเป็นความจริงอันน่าเศร้า เมื่อปี 399 ก่อนคริสตกาล เขาถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีในข้อหา “มอมเมาเยาวชนและดูหมิ่นศาสนา”
คณะลูกขุนชาวเอเธนส์จำนวน 501 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของระบอบประชาธิปไตย ได้ลงคะแนนเสียง (ด้วยอารมณ์และความเชื่อที่ถูกชักจูง) ตัดสินประหารชีวิตชายผู้มีปัญญามากที่สุดในยุคสมัยด้วยยาพิษ
การเสียชีวิตของโซเครตีสจึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญทางรัฐศาสตร์ที่ย้ำเตือนว่า ประชาธิปไตยจะเป็นระบอบที่ดีที่สุดได้ ก็ต่อเมื่อประกอบไปด้วย “พลเมืองที่มีการศึกษาและวิจารณญาณ” เท่านั้น มิฉะนั้น มันอาจกลายเป็นเพียงเครื่องมือของคนหมู่มากในการทำลายล้างสังคมตนเอง
…………………
ช่วยเผยแพร่ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้มีสติ ใช้ปัญญาในการเลือกตั้ง



