เผยความลับทำไมดาวเทียมจีนถึงรอดเงื้อมมือการคว่ำบาตร… ทั้งที่อยากทำลายใจจะขาด!
ในขณะที่ Huawei โดนอเมริกาสั่งแบนชิปจนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก แต่ระบบนำทาง เป่ยโต่ว (BeiDou) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับท็อปของจีนกลับดูเหมือนจะ “ลอยตัว” เหนือการคว่ำบาตร ทั้งที่สเปกหลายอย่างแซงหน้า GPS ของสหรัฐฯ ไปแล้ว
อะไรคือเหตุผลที่ทำให้อเมริกา “ไม่กล้า” หรือ “ทำอะไรไม่ได้”? นี่คือเบื้องหลังที่ต้องขุดลึกถึงรากเหง้าครับ
1. บาดแผลจาก ‘คดีเรือหยินเหอ’ (Yinhe Incident): จุดเริ่มต้นของการพึ่งพาตัวเอง
ย้อนกลับไปปี 1993 เรือสินค้าหยินเหอของจีนถูกสหรัฐฯ สั่งหยุดกลางมหาสมุทรอินเดีย โดยอ้างข้อหาลอยๆ ว่าขนอาวุธเคมี
• ไม้ตายของสหรัฐฯ: อเมริกาตัดสัญญาณ GPS ของเรือลำนั้นทันที ทำให้เรือเคว้งคว้างกลางทะเลเหมือนคนตาบอดเกือบ 2 เดือน
• บทเรียนราคาแพง: จีนตระหนักทันทีว่า “ถ้ายังยืมจมูกคนอื่นหายใจ (GPS) เราจะไม่มีวันมีอิสระ” โครงการเป่ยโต่วจึงถือกำเนิดขึ้นในปี 1994 เพื่อทำลายการผูกขาดนี้
2. หมัดเด็ดที่เหนือกว่า GPS: ความแม่นยำและระบบสื่อสาร
ผ่านไป 30 ปี เป่ยโต่วพัฒนาจนครอบคลุมทั่วโลก:
• แม่นยำระดับเซนติเมตร: ความละเอียดในการระบุตำแหน่งอยู่ที่ 1 เมตร ซึ่งสูงกว่า GPS ภาคพลเรือนทั่วไป
• ระบบสื่อสารสองทาง: นี่คือสิ่งที่ GPS ทำไม่ได้ ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เวิ่นชวน (Wenchuan) มณฑลเสฉวน เมื่อการสื่อสารล่มหมด มีเพียงเป่ยโต่วที่สามารถส่งข้อความสั้นและระบุตำแหน่งเพื่อช่วยชีวิตคนได้
3. ทำไมอเมริกาถึงคว่ำบาตรไม่ได้?
เหตุผลที่ทำให้เป่ยโต่ว “แตะต้องไม่ได้” ต่างจาก Huawei มีดังนี้:
• เทคโนโลยีที่ ‘Made in China’ 100%: ในอดีตสวิตเซอร์แลนด์เคยพยายาม “แบน” ไม่ส่งออก #นาฬิกาอะตอมไฮโดรเจน (Hydrogen Atomic Clock) ที่มีความแม่นยำสูงให้จีน แต่ทีมวิจัยเป่ยโต่วใช้เวลาเพียง 1 ปี สร้างนาฬิกาอะตอมที่ประสิทธิภาพดีกว่าขึ้นมาเองได้สำเร็จ ตั้งแต่ชิปนำทางไปจนถึงจรวดขนส่ง จีนคุมเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอนจนอเมริกาหาช่อง “เตะตัดขา” ไม่เจอ
• มันคือ ‘กระดูกสันหลัง’ ของความมั่นคงชาติ: เป่ยโต่วไม่ได้ทำเพื่อกำไรเหมือนบริษัทเอกชน แต่มันฝังรากลึกอยู่ในโครงข่ายไฟฟ้า, รถไฟความเร็วสูง และฐานสถานี 5G ทั่วประเทศจีน หากอเมริกาจะแซงก์ชันเป่ยโต่ว ก็เท่ากับต้องประกาศสงครามกับโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของจีน ซึ่งเป็นดีลที่อเมริกา “ไม่กล้าแลก” เพราะความเสี่ยงสูงเกินไป
• ศักยภาพในการตอบโต้บนอวกาศ: เป่ยโต่วประกอบด้วยดาวเทียมหลายร้อยดวง หากดวงไหนถูกทำลาย จีนมีจรวด ไคว่โจว (Kuaizhou) ที่สามารถส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นไปทดแทนได้ภายใน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้จีนยังมีขีปนาวุธทำลายดาวเทียมและหุ่นยนต์อวกาศที่พร้อมจะสอยดาวเทียมสหรัฐฯ เป็นการตอบโต้ ซึ่งจะทำให้เกิดขยะอวกาศมหาศาลจนดาวเทียมทั่วโลก (รวมถึงของอเมริกาเอง) พังพินาศตามไปด้วย
บทสรุป: จากวันที่ถูก ‘บีบคอ’ สู่ผู้กำหนดชะตาชีวิตตัวเอง
ความสำเร็จของเป่ยโต่วพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “อาวุธที่ร้ายแรงที่สุดไม่ใช่กระสุนปืน แต่คือการถือครองเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ด้วยตัวเอง” “อเมริกาไม่ได้ ‘มองข้าม’ #เป่ยโต่ว แต่พวกเขา ‘มองด้วยความหวาดระแวง’ และรู้ดีว่านี่คือป้อมปราการที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะใช้ไม้ตายการคว่ำบาตรแบบเดิมๆ มาสยบได้ครับ!”
#หมายเหตุ: ความละเอียด (Accuracy) ของ #GPS (ของสหรัฐฯ) กับ #BeiDou (ของจีน) ในปี 2026 คือ
1. ความละเอียดระดับพลเรือน (Civilian Service)
• GPS (L1 C/A code): โดยมาตรฐานจะมีความแม่นยำอยู่ที่ประมาณ 3 – 5 เมตร ในที่โล่งแจ้ง
• BeiDou (B1C): ในปัจจุบัน BeiDou ของจีนให้ความละเอียดในระดับ 2 – 3 เมตร เป็นมาตรฐาน และในบางพื้นที่ของเอเชียแปซิฟิกอาจลงไปถึง 1 เมตร
2. ความละเอียดระดับสูงและการทหาร (Military & High-Precision)
• GPS (L5 & M-Code): สัญญาณความถี่ใหม่ของ GPS (L5) ช่วยลดความคลาดเคลื่อนลงเหลือประมาณ 30 เซนติเมตร
• BeiDou (PPP & RTK): จีนได้ติดตั้งสถานีฐานบนพื้นดินจำนวนมหาศาลเพื่อช่วยส่งสัญญาณปรับปรุงค่าความถูกต้อง (Augmentation) ทำให้ระบบ BeiDou สามารถให้บริการระบุตำแหน่งระดับ “เซนติเมตร” (1 – 10 ซม.) สำหรับงานวิศวกรรม รถยนต์ไร้ขับเคลื่อน และการเกษตรอัจฉริยะ
เพิ่มเติบเมื่อวันที่ 22 กพ. 2026 เพื่อตอบข้อข้องใจของแฟน ๆ ที่่ว่าทำไมกัปตันไม่ใช่ระบบ manual เดินทาง แต่กลับลอยเคว้งคว้างในทะเลเกือบสองเดือน ซึ่งฟังดูไม่สมเหตุสมผล
เหตุผลที่เรือ Yinhe (อิ๋นเหอ) ต้อง “ลอยเคว้ง” นานเกือบสองเดือนนั้น ไม่ใช่เพราะกัปตัน “ขับไม่เป็น” แต่เพราะมันคือ “กับดักทางการเมือง” ครับ ผู้เขียนขอชำแหละเหตุผลที่ลึกกว่าเรื่องเทคนิคการเดินเรือดังนี้:
1. ไม่ได้หลงทาง แต่ “ถูกสั่งให้หยุด”
ในกรณีเรือ Yinhe สหรัฐฯ ไม่ได้แค่แอบตัดสัญญาณ GPS แล้วปล่อยให้เรือหลงนะครับ แต่เขาเอา เรือรบและเครื่องบินรบมาล้อมไว้ พร้อมกล่าวหาว่าเรือลำนี้ขนสารเคมีอันตรายไปอิหร่าน
• กัปตันจีนกางแผนที่ขับต่อได้ไหม? ได้ครับ
• แต่จะขับไปไหน? ในเมื่อสหรัฐฯ ประกาศว่า “ห้ามเข้าท่าเรือปลายทาง” และกดดันประเทศพันธมิตรในตะวันออกกลาง (เช่น ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ไม่ให้เรือลำนี้เข้าจอดเพื่อเติมน้ำมันหรือส่งสินค้า
• การลอยลำอยู่กลางทะเลจึงไม่ใช่เพราะหาทิศไม่เจอ แต่เพราะ “ไม่มีที่ให้ลง” และถูกขัดขวางโดยกำลังทหารครับ
2. สภาวะ “ตาบอด” ในจุดยุทธศาสตร์
จุดที่เรือ Yinhe ถูกตัดสัญญาณคือช่วงทางเข้า อ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นน่านน้ำที่มีความขัดแย้งสูงและมีการวางทุ่นระเบิดหรือแนวปะการังซับซ้อน
• การใช้ Manual (แผนที่ + ไจโร) ในน่านน้ำสากลโล่งๆ นั้นทำได้สบายครับ
• แต่การเดินเรือขนาดใหญ่ในช่องแคบที่ถูกเรือรบสหรัฐฯ ประกาศเขตห้ามผ่าน และต้องคอยระวังการยั่วยุทางการทหาร การมี GPS ที่แม่นยำคือ “ความปลอดภัยขั้นต่ำ” ที่กัปตันต้องการ หากขับสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วเกิดอุบัติเหตุหรือล้ำเส้นเพียงนิดเดียว สหรัฐฯ จะมีข้ออ้างในการ “ใช้กำลังเข้ายึดเรือ” ทันที
3. สงครามจิตวิทยา (The Humiliation)
รัฐบาลจีนในตอนนั้นสั่งให้กัปตันหยุดเรือเพื่อรอดูท่าทีทางการทูตครับ เพราะ:
• จีนไม่อยากให้สหรัฐฯ ขึ้นตรวจเรือ (เพราะถือเป็นอธิปไตย)
• สหรัฐฯ ก็ไม่ยอมปล่อย จนกว่าจะได้ตรวจ
• การตัด GPS คือการ “ขังบริเวณ” เชิงเทคนิค เพื่อบีบให้กัปตันและรัฐบาลจีนยอมสยบว่า “ถ้าไม่มีเทคโนโลยีของเรา คุณก็ไปไหนลำบาก”
สรุป:
ถ้าเป็นเรือประมงหรือเรือสินค้าในภาวะปกติ GPS เสีย กัปตันกางแผนที่ขับกลับบ้านได้แน่นอนครับ แต่ Yinhe คือ “ตัวประกันลอยน้ำ”:
1. โดนล้อมด้วยกำลังทหาร: ขยับไปไหนก็โดนเรือรบขวาง
2. โดนแบนจากท่าเรือ: ไม่มีใครให้เข้าจอด
3. โดนตัดสัญญาณ: เพื่อดิสเครดิตและสร้างความกดดัน
ที่ลอยอยู่นาน 2 เดือน จึงไม่ใช่เพราะกัปตันคำนวณไม่เป็น แต่เพราะ “การทูตยังตกลงกันไม่ได้” และจีนพยายามยื้อไม่ให้สหรัฐฯ ขึ้นตรวจเรือจนถึงที่สุด (ซึ่งสุดท้ายก็ต้องยอมให้ตรวจที่ท่าเรือในซาอุฯ และพบว่า “ไม่มีสารเคมีอย่างที่กล่าวหา” เลยแม้แต่นิดเดียว)
เหตุการณ์นี้จึงเป็นความแค้นที่ฝังลึก และเป็นแรงขับเคลื่อนที่จะต้องสร้างเป่ยโต่ว ระบบนำทางของตัวเอง
#ChinaFocus #เป่ยโต่ว
Ref.: NSSA/ GNSS Monitor/ BeiDou White Paper/ Global Times



