ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง AlixPartners ได้พยากรณ์อนาคตที่น่าตกใจเอาไว้
จากผู้ผลิตรถยนต์พลังงานทางเลือกกว่า 129 รายในประเทศจีน อาจจะมีเพียง 15 บริษัทเท่านั้นที่จะสามารถยืนหยัดอยู่รอดได้จนถึงปี 2030…
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่โหดร้าย แบรนด์ที่อ่อนแอก็จะถูกคัดออกไปตามกลไกตลาด
แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง BYD หรือ Xpeng อาจจะเป็นชื่อแรกที่หลายคนนึกถึงว่าจะรอด
แต่มีอีกหนึ่งแบรนด์ที่น่าจับตามองและมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ทรงพลังอย่างมาก แบรนด์นั้นคือ “Geely”…
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากชายหนุ่มที่ชื่อ Li Shufu ในปี 1982 เขาไม่ได้เติบโตมาในครอบครัววิศวกรหรือมีเงินทุนมหาศาล
เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มในเมืองไทโจว มณฑลเจ้อเจียง ที่เพิ่งเรียนจบและใช้เงินของขวัญวันเรียนจบไปซื้อกล้องถ่ายรูปยี่ห้อ Seagull ซึ่งเป็นแบรนด์ยอดนิยมในยุคนั้น
เขาไม่ได้แค่ซื้อมาถ่ายรูปเล่น แต่เขามองเห็นโอกาสทางธุรกิจ
Li Shufu เริ่มต้นธุรกิจแรกด้วยการรับจ้างถ่ายรูปให้นักท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ด้วยสายตาที่เฉียบคม เขาเปลี่ยนเงินลงทุนก้อนเล็กให้กลายเป็นร้านถ่ายรูป
เขาทำเงินล้านหยวนแรกในชีวิตได้สำเร็จในเวลาเพียงไม่กี่ปี ประสบการณ์จากร้านถ่ายรูปสอนให้เขารู้จักการมองหาโอกาสและปรับตัวตามความต้องการของตลาดอยู่เสมอ…
เมื่อประเทศจีนเริ่มเปิดกว้างและเศรษฐกิจกำลังเติบโต คนจีนเริ่มมีฐานะดีขึ้นและมองหาสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้าน สินค้าที่ทุกคนใฝ่ฝันในตอนนั้นคือตู้เย็น
ลองจินตนาการถึงยุคที่เครื่องใช้ไฟฟ้าคือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง Li Shufu มองเห็นโอกาสทองนี้ จึงนำเงินทุนที่ได้จากร้านถ่ายรูปไปเปิดโรงงานผลิตชิ้นส่วนตู้เย็นในปี 1984
ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วมากจนเขาตัดสินใจสร้างแบรนด์ตู้เย็นของตัวเองในชื่อ Arctic ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย จนกระทั่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น…
ในปี 1989 รัฐบาลกลางของจีนเริ่มเข้ามาควบคุมและบังคับใช้นโยบายเรื่องใบอนุญาตการผลิตตู้เย็น แบรนด์ Arctic ของเขาไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น
การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เพียงครั้งเดียวทำให้ธุรกิจตู้เย็นของเขาต้องหยุดชะงักลงทันที หลายคนอาจจะยอมแพ้และกลับไปทำร้านถ่ายรูป แต่ไม่ใช่กับชายคนนี้…
Li Shufu ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค เขาหันไปตั้งโรงงานผลิตแผ่นอะลูมิเนียมร่วมกับครอบครัว เพื่อรักษาฐานการผลิตและเงินทุนเอาไว้ ก่อนที่ความฝันที่ใหญ่กว่าจะก่อตัวขึ้นในปี 1993
เขาอยากผลิตรถยนต์ แต่ในยุคนั้นอุตสาหกรรมรถยนต์ในจีนถูกควบคุมโดยรัฐอย่างเข้มงวดและไม่อนุญาตให้บริษัทเอกชนเข้าไปแข่งขัน เขาจึงต้องลดขนาดความฝันลงมาเป็นการผลิตรถมอเตอร์ไซค์แทน
Li Shufu ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการโรงงานผลิตมอเตอร์ไซค์ของรัฐที่กำลังจะล้มละลาย และเริ่มต้นศึกษาการทำงานของเครื่องยนต์ด้วยวิธีที่เรียบง่ายที่สุด
นั่นคือการแกะชิ้นส่วนออกมาดูว่ามันทำงานอย่างไร แล้วนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาพัฒนาต่อยอดจนสามารถสร้างมอเตอร์ไซค์แบรนด์ Geely คันแรกได้สำเร็จ
ธุรกิจมอเตอร์ไซค์กลายเป็นเครื่องจักรทำเงินที่สำคัญและเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ความฝันที่แท้จริงของเขาในการสร้างรถยนต์สัญชาติจีนที่โลกต้องจดจำ…
ความมุ่งมั่นที่จะสร้างรถยนต์ยังคงลุกโชนอยู่เสมอ ในช่วงปลายยุค 1990 ตลาดรถยนต์ในจีนยังคงถูกผูกขาดโดยรัฐวิสาหกิจที่ร่วมทุนกับแบรนด์ต่างชาติ
การที่บริษัทเอกชนเล็กๆ จะลุกขึ้นมาสร้างรถยนต์ถือเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ Li Shufu ชื่นชมแบรนด์ระดับโลกอย่าง Mercedes-Benz มาก
เขาถึงขั้นลงทุนซื้อรถ Mercedes-Benz มาคันหนึ่งเพื่อสั่งให้ทีมงานแกะและแยกชิ้นส่วนออกมาศึกษาแบบเดียวกับที่เคยทำกับมอเตอร์ไซค์
แต่รถยนต์มีความซับซ้อนกว่ามาก ทีมงานของเขาไม่สามารถประกอบมันกลับคืนได้
ความล้มเหลวครั้งนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่าอาย แต่มันกลับกลายเป็นบทเรียนที่มีค่ามหาศาล…
ในที่สุดปี 1998 รถยนต์รุ่นแรกที่ชื่อว่า Haoqing ก็ได้เปิดตัวออกสู่ตลาด โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากรถยนต์ Daihatsu Charade ซึ่งมีจุดเด่นเพียงอย่างเดียวคือราคาที่เข้าถึงได้ง่าย
รถยนต์ในยุคแรกของ Geely แม้จะขายได้ด้วยราคาที่ถูก แต่ก็ตามมาด้วยปัญหาด้านคุณภาพที่มากมายมหาศาล
รถยนต์ของเขาถูกผู้บริโภคชาวจีนด้วยกันเองมองว่าเป็นเพียงสินค้าที่ไม่มีมาตรฐาน
เคยสงสัยไหมว่าแบรนด์จะอยู่รอดได้อย่างไรถ้าคนในประเทศตัวเองยังไม่เชื่อมั่น จุดวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในช่วงต้นยุค 2000
เมื่อรถยนต์ของ Geely ถูกนำไปทดสอบการชน และผลลัพธ์ที่ออกมานั้นน่าผิดหวังอย่างยิ่ง ข่าวลือและภาพลักษณ์เรื่องความปลอดภัยที่ย่ำแย่กระจายไปทั่วประเทศ
Geely กลายเป็นสัญลักษณ์ของสินค้าราคาถูกที่คุณภาพไม่น่าไว้ใจ นำมาซึ่งความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุด หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป อนาคตของบริษัทคงต้องจบลงอย่างแน่นอน…
นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท เมื่อรู้ตัวว่าการแข่งขันด้วยราคาไม่สามารถสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนได้
ในปี 2007 Geely ได้ออกแถลงการณ์ประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันในชื่อ “Ningbo Declaration” แถลงการณ์นี้คือคำมั่นสัญญาว่าบริษัทจะเลิกพึ่งพากลยุทธ์การหั่นราคา
พวกเขาจะหันมาทุ่มเทให้กับคุณภาพ เทคโนโลยี และความน่าเชื่อถืออย่างเต็มรูปแบบ นี่ไม่ใช่แค่วาทกรรมสวยหรู แต่บริษัทได้ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
พนักงานจำนวนมากถูกโยกย้ายไปอยู่แผนกวิจัยและพัฒนา มีการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อยกระดับมาตรฐานโรงงานและเทคโนโลยีความปลอดภัย
แม้ในช่วงแรกหลายคนจะยังคงตั้งข้อกังขา แต่ Geely ก็ค่อยๆ พิสูจน์ตัวเองผ่านรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีมาตรฐานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด…
และแล้วโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ก็มาถึง วิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 ทำให้ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกันอย่าง Ford ต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินอย่างหนัก
จนต้องตัดสินใจขายแบรนด์รถยนต์หรูในเครือทิ้งไป หนึ่งในนั้นคือ Volvo แบรนด์รถยนต์จากสวีเดนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของความปลอดภัยระดับโลก
Li Shufu มองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤตนี้ทันที การได้ครอบครอง Volvo ไม่ใช่แค่การมีแบรนด์หรูมาประดับบารมี แต่มันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ…
มันคือทางลัดที่จะทำให้ Geely เข้าถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงสุด หลังจากใช้เวลาเจรจาอย่างยาวนาน ในที่สุดปี 2010 ดีลสะท้านโลกก็เกิดขึ้น
Geely ประกาศเข้าซื้อกิจการ Volvo ด้วยมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดีลครั้งนี้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์…
หลายคนตั้งคำถามว่าบริษัทรถยนต์จากจีนที่เคยถูกปรามาสว่าผลิตแต่สินค้าราคาถูก จะสามารถบริหารแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Volvo ได้อย่างไร
บางคนถึงกับทำนายว่านี่คือจุดเริ่มต้นของจุดจบสำหรับ Volvo แต่ Li Shufu กลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดในวงการธุรกิจ
เขาไม่ได้ส่งทีมงานจากจีนเข้าไปครอบงำหรือรื้อโครงสร้างการบริหารของ Volvo เลยแม้แต่น้อย เขาเลือกใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่าปล่อยเสือเข้าป่า หรือการให้อิสระอย่างเต็มที่
สำนักงานใหญ่ยังคงอยู่ที่สวีเดน ทีมวิศวกรและการออกแบบยังคงเป็นความรับผิดชอบของคนท้องถิ่น สิ่งที่ Geely ทำคือการสนับสนุนด้านเงินทุน
รวมถึงการเปิดประตูสู่ตลาดประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
การดำเนินงานร่วมกันระหว่างระบบบริหารที่มีวิสัยทัศน์และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง…
ไม่นานนัก Volvo ก็กลับมาผงาดและทำกำไรได้อีกครั้ง ยอดขายพุ่งทะยานขึ้นทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น ความร่วมมือระหว่างสองบริษัทยังนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมชิ้นเอก
นั่นคือสถาปัตยกรรมยานยนต์ที่ชื่อว่า “Compact Modular Architecture” แพลตฟอร์มนี้เปรียบเสมือนโครงกระดูกอัจฉริยะที่สามารถนำไปปรับใช้กับรถยนต์ได้หลากหลายรุ่น
ไม่ว่าจะเป็นรถของ Volvo รถของ Geely หรือแม้แต่แบรนด์ใหม่อย่าง Lynk & Co แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ทุกแบรนด์ในเครือสามารถใช้งานร่วมกันได้…
การแบ่งปันเทคโนโลยีความปลอดภัยและสมรรถนะระดับสูงร่วมกัน เป็นการลดต้นทุนและประหยัดเวลาในการพัฒนาไปได้อย่างมหาศาล และความสำเร็จจากการบริหาร Volvo ทำให้ Geely ค้นพบสูตรลับ
พวกเขาเริ่มใช้โมเดลการเป็นพันธมิตรที่เคารพในตัวตนของแบรนด์ไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนอื่นๆ ในปี 2017 Geely สร้างความฮือฮาอีกครั้ง
ด้วยการเข้าซื้อหุ้นใหญ่ใน Lotus แบรนด์รถสปอร์ตระดับตำนานจากอังกฤษที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน แทนที่จะเข้าไปรื้อระบบ พวกเขาเลือกที่จะเชื่อมั่น
Geely อัดฉีดเงินทุนและปล่อยให้ทีมวิศวกรของ Lotus ได้ทำในสิ่งที่พวกเขาถนัดที่สุด จนเกิดเป็นโปรเจกต์พลิกชีวิตอย่างการสร้างรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า Eletre
สิ่งนี้ดึง Lotus กลับมาโลดแล่นในตลาดโลกได้อีกครั้ง นอกจากนี้ Geely ยังขยายขอบเขตการลงทุนด้วยการเข้าไปถือหุ้นใน Aston Martin แบรนด์รถยนต์หรูระดับโลก
การตัดสินใจครั้งนี้เพื่อเรียนรู้วิธีการทำตลาดระดับบน และในขณะเดียวกันก็ช่วยเปิดประตูตลาดจีนให้กับพันธมิตรตะวันตก…
จากที่เคยต้องแอบซื้อรถ Mercedes-Benz มาแกะชิ้นส่วนในวันนั้น วันนี้ Geely ได้ก้าวขึ้นมาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ทัดเทียมกับค่ายดาวสามแฉก
ทั้งสองบริษัทได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อพลิกโฉมแบรนด์ Smart ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยให้ Mercedes-Benz รับผิดชอบด้านการออกแบบ
ในขณะที่ Geely รับหน้าที่ดูแลด้านวิศวกรรมและการผลิตทั้งหมด นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าโลกของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เปลี่ยนไปแล้ว

บริษัทจากจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามที่คอยลอกเลียนแบบอีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดทิศทางของเทคโนโลยีร่วมกับแบรนด์ชั้นนำของโลก…
ในวันนี้ Geely ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ แต่กำลังทรานส์ฟอร์มตัวเองไปสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีการเดินทางอย่างเต็มรูปแบบ
ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Smart Geely 2025” บริษัทตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำในยุคของยานยนต์ไฟฟ้าผ่านแบรนด์พรีเมียมอย่าง Zeekr และซีรีส์ Geely Galaxy
พวกเขาไม่ได้มองแค่การสร้างรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า แต่มองข้ามช็อตไปถึงการสร้างระบบนิเวศการเดินทางที่สมบูรณ์แบบเพื่ออนาคต
ท่ามกลางคู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง BYD หรือผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Xiaomi การสร้างความแตกต่างจึงเป็นเรื่องสำคัญในการเอาตัวรอด
Geely ถึงขั้นลงทุนมหาศาลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เพื่อให้รถยนต์ทุกคันสามารถเชื่อมต่อสื่อสารกันได้แบบไร้รอยต่อ
เทคโนโลยีนี้จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับระบบการขับขี่อัตโนมัติในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่ายรถยนต์ทั่วโลกกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด…
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทาง จากเด็กหนุ่มที่เดินถือกล้องถ่ายรูป Seagull รับจ้างถ่ายภาพนักท่องเที่ยว สู่การล้มลุกคลุกคลานในธุรกิจตู้เย็น Arctic
การเริ่มต้นประกอบรถมอเตอร์ไซค์ การฝ่าฟันอุปสรรคในวันที่สร้างรถยนต์รุ่น Haoqing จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของแบรนด์ระดับโลก
และร่วมกำหนดทิศทางยานยนต์แห่งอนาคต เรื่องราวของ Li Shufu และ Geely พิสูจน์ให้เห็นอะไรหลายอย่างที่ทรงคุณค่า
การจะเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจไม่ได้มาจากการหั่นราคาเพื่อเอาชนะคู่แข่งเพียงชั่วคราว แต่มันมาจากการยอมรับจุดอ่อนของตัวเอง และความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลง
การแสวงหาพันธมิตรที่ชาญฉลาด และที่สำคัญที่สุดคือการให้เกียรติและเคารพในคุณค่าของผู้อื่น สิ่งเหล่านี้คือรากฐานที่มั่นคง
นี่คือเคล็ดลับที่เปลี่ยนอดีตมวยรองให้กลายมาเป็นผู้ท้าชิงมงกุฎในสังเวียนอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ…
References : [reuters, bloomberg, forbes, geely, chinacarhistory]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม ‘กดไลก์’
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม ‘กดแชร์’
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
#Geely #รถยนต์ไฟฟ้า #LiShufu #ประวัติธุรกิจ #ธุรกิจรถยนต์ #รถEV #Volvo #กลยุทธ์ธุรกิจ #กรณีศึกษา #สาระธุรกิจ



