สโตรกเกิดได้กับทุกคนแม้สุขภาพแข็งแรง
โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” สาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย
ปัจจุบันพบแนวโน้มผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 45 ปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยแม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตาม
หัวใจสำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมองคือ “เวลา” เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่ไวต่อการขาดเลือดอย่างมาก และทุกๆ 1 นาทีที่สมองขาดเลือด จะมีเซลล์สมองตายลงประมาณ 1 ล้านเซลล์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นมักถาวร การรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดต้องเกิดขึ้นภายใน 4.5 ชั่วโมงแรก หรือที่เรียกว่า “หน้าต่างแห่งโอกาส” หากผู้ป่วยมาถึงเร็ว โอกาสฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติสูงถึง 70–80%”
โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
ภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตันจากลิ่มเลือด มักสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดแตก ทำให้เลือดออกในเนื้อสมองหรือช่องว่างรอบสมอง โดยมีปัจจัยสำคัญคือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) ที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ทราบมาก่อน
สำหรับการสังเกตอาการ โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ใช้หลัก B.E.F.A.S.T. ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เป็นสัญญาณเตือนชีวิต
B – Balance (การทรงตัวผิดปกติ) ผู้ป่วยอาจมีอาการเดินเซ เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่อยู่ หรือสูญเสียการประสานงานของร่างกายอย่างกะทันหัน เช่น หยิบของไม่ตรงตำแหน่ง กะระยะพลาด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีอาการใดๆ
E – Eyes (ความผิดปกติทางการมองเห็น) มีอาการมองเห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด ลานสายตาแคบลงทันทีทันใด หรือมีอาการตาดับไปข้างหนึ่ง บางรายรู้สึกเหมือนมีม่านมาบังสายตา
F – Face (ใบหน้าเบี้ยวผิดรูป) สังเกตจากมุมปากตก หน้าเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากสองข้างยกไม่เท่ากัน
A – Arm (แขนหรือขาอ่อนแรง) มีอาการแขนหรือขาอ่อนแรง ชา ยกไม่ขึ้น หรือกำมือไม่ได้ มักเกิดกับร่างกายเพียงครึ่งซีก หากให้ยกแขนสองข้างพร้อมกัน อาจพบว่าข้างหนึ่งตกลงโดยควบคุมไม่ได้
S – Speech (การพูดผิดปกติ) พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดติดขัด ใช้คำผิด พูดสลับคำ สื่อสารไม่รู้เรื่อง หรือฟังเข้าใจแต่ไม่สามารถตอบได้ถูกต้อง
T – Time (เวลา คือ ปัจจัยชี้ชะตา) หากพบอาการข้างต้นแม้เพียงข้อเดียวและเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่รอดูอาการ ไม่ควรให้ผู้ป่วยนอนพักหรือรับประทานยาเอง เพราะทุกนาทีที่ล่าช้าหมายถึงการสูญเสียเซลล์สมองจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดิน การพูด การมองเห็น และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
.
อาการสโตรกบางครั้งอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการมึนเมา เนื่องจากผู้ป่วยอาจเดินเซ พูดไม่ชัด หรือมีอาการเวียนศีรษะคล้ายคนเมา แต่ความแตกต่างสำคัญคือ สโตรกมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันโดยไม่มีการดื่มแอลกอฮอล์นำมาก่อน และมักมีอาการอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก ใบหน้าเบี้ยว หรือพูดผิดปกติร่วมด้วยอย่างชัดเจน ขณะที่อาการเมาจากแอลกอฮอล์มักสัมพันธ์กับปริมาณการดื่ม ไม่มีอาการหน้าเบี้ยวหรืออ่อนแรงครึ่งซีก และเมื่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดลดลง อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น
หากพบผู้ที่มีอาการคล้ายคนเมา แต่ไม่ทราบประวัติการดื่ม หรือมีอาการผิดปกติของใบหน้า แขนขา หรือการพูด ควรสงสัยสโตรกและรีบโทรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที
การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อยประมาณ 300 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เลิกสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตามอย่ารอให้มีสัญญาณเตือนแล้วค่อยดูแลตัวเอง เพราะสโตรกไม่เลือกอายุ ไม่เลือกเพศ และไม่เลือกว่าคุณดูแข็งแรงเพียงใด
#รู้ก่อนป่วย#รู้ก่อนป้องกันได้



