วันจันทร์, มีนาคม 30, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกวัฒนธรรม ชีวิต“ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม” ฝรั่งทั้งครอบครัวโอนใจเป็นไทย!…ตั้งโรงเรียนแพทย์…คิดพิมพ์ดีดภาษาไทย!!…

“ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม” ฝรั่งทั้งครอบครัวโอนใจเป็นไทย!…ตั้งโรงเรียนแพทย์…คิดพิมพ์ดีดภาษาไทย!!…

เผยแพร่

spot_img

สมัยที่ประเทศไทยยังไม่มีความสะดวกสบายเหมือนทางตะวันตก แต่วิถีชีวิตความเป็นไทยก็มีเสน่ห์ ทำให้คนหลายชาติหลายภาษาเลือกเอาเมืองไทยเป็นเรือนตายแทนถิ่นเกิด หลายคนกลายเป็นต้นสกุลไทยในวันนี้ และได้สร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศไทยไว้มากราย…

ที่จะเล่าในวันนี้ต่างโอนใจเป็นไทยทั้งครอบครัว ตั้งแต่พ่อแม่ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมากับลูกชายหญิงอีก ๔ คนที่เกิดในเมืองไทย ต่างก็สร้างผลงานให้เป็นที่ระลึกไว้จนถึงวันนี้ พร้อมหนังสือชีวประวัติที่ประกาศว่า “ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม”…

ครอบครัวที่ว่านี้ก็คือครอบครัว “แมคฟาร์แลนด์” เริ่มด้วยรุ่นพ่อรุ่นแม่ คือ ศาสนาจารย์ แซมมูเอล แกมเบิล แมคฟาร์แลนด์ และ เจนนี แมคฟาแลนด์ ภรรยา ซึ่งเป็นมิชชันนารีอเมริกัน ได้เดินทางเข้ามาในปี ๒๔๐๓ สมัยรัชกาลที่ ๔…

ในปีต่อมาจึงได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งสถานีมิชชันนารีขึ้นที่จังหวัดเพชรบุรี ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน ๔ คน เกิดในเมืองไทยทั้งหมด ๓ คนแรกเป็นชาย คนที่ ๔ เป็นหญิง เติบโตที่จังหวัดเพชรบุรี จนพูดภาษาไทยเป็นสำเนียงคนเมืองเพชร์…

คนสำคัญในพี่น้องทั้ง ๔ คนนี้ก็คือคนที่ ๓ ชื่อ ยอร์ช บรัดเลย์ แมคฟาแลนด์ เหตุที่มีชื่อกลางว่าบรัดเลย์นั้น ก็เนื่องจากตอนคลอดมีปัญหาบางอย่างที่บิดามารดาเกรงว่าการแพทย์ที่เพชรบุรียังไม่ปลอดภัยพอ จึงนั่งเรือ ๓ วัน ๒ คืนมากรุงเทพฯให้หมอบรัดเลย์ทำคลอดให้ เลยเอาชื่อหมอบรัดเลย์มาเป็นชื่อด้วยเหมือนผู้ให้กำเนิด…

เมื่อยอร์ช บรัดเลย์ แมคฟาร์แลนด์อายุได้ ๙ ขวบ ได้ไปอเมริกาพร้อมกับครอบครัวทั้ง ๖ คน แต่กลับมาแค่ ๔ เพราะวิลเลียมและเอ็ดวินพี่ชายอยู่เรียนที่อเมริกา…

ยอร์ชกลับมาได้เข้าโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯโปรดให้ตั้งขึ้นที่พระราชวังนันทอุทยาน ฝั่งธนบุรี เพื่อเป็นที่เรียนของพระบรมวงศานุวงศ์และบุตรขุนนางข้าราชการ โดยมีศาสนาจารย์แซมมูเอลบิดาของยอร์ชเป็นอาจารย์ใหญ่…

เมื่อจบแล้วยังช่วยสอนอยู่ ๒ ปีก่อนจะไปศีกษาต่อที่อเมริกาในปี ๒๔๒๗ ได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์แล้ว ได้ไปฝึกการผ่าตัด พร้อมศึกษาวิชาทำฟันได้ปริญญาทันตแพทย์มาอีกปริญญาหนึ่ง…

เมื่อกลับมาเมืองไทยในปลายปี ๒๔๓๔ ก็ได้รับภาระจากนายแพทย์เฮย์วาร์ด เฮย์ หรือ “หมอเฮย์” แพทย์ประจำราชสำนักซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งโรงเรียนการแพทย์ขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราช เริ่มเปิดสอนในปี ๒๔๓๓ มีชื่อว่า “โรงเรียนแพทยากร”…

แต่หมอเฮย์เพิ่งมาเมืองไทยได้ ๒ ปี พูดภาษาไทยยังไม่แข็งแรง เลยสอนด้วยความยากลำบาก ทำให้นักเรียนที่สนใจมาเรียนพากันทยอยออกไป เลยมอบภาระนี้ให้หมอยอร์ช หมอหนุ่มวัย ๒๖ รับภาระต่อ…

หมอยอร์ชได้แก้ปัญหาโดยเรียบเรียงตำราแพทย์ขึ้น บัญญัติศัพท์ต่างๆ เป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่าย นอกจากนั้นยังนำอุปกรณ์การสอนสมัยใหม่มาใช้ อย่างเครื่องฉายกระจกสไลด์ ทำให้ได้รับความสนใจและก้าวหน้าขึ้น เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนราชแพทย์วิทยาลัย…

จนกลายเป็น “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล” ในปัจจุบัน ซึ่ง ศ.นพ.อวย เกตุสิงห์ ยกย่องท่านว่าเป็น “อิฐก้อนแรกของศิริราช”

ท่านผลิตนักศึกษาแพทย์อยู่ถึง ๓๕ ปี จนเกษียณอายุราชการในปี ๒๔๖๙ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานยศเป็นมหาอำมาตย์เอก และศักดิ์เป็น พระอาจวิทยาคม…

นอกจากนี้ หมอยอร์ชยังได้ชื่อว่าเป็นหมอฟันอเมริกันคนแรกของบางกอกด้วย โดยใช้เวลาช่วงบ่ายเปิดสำนักงานทำฟันขึ้นที่ปากคลองตลาดในปี ๒๔๓๕ ช่วยบรรเทาโรคปวดฟันให้ประชาชนทั่วไป ตลอดจนถึงในพระราชวังได้มาก…

ทั้งยังสั่งฟันเทียมสีดำตามความนิยมเข้ามาด้วย แต่ก็ต้องเลิกกิจการไปในปี ๒๔๓๙ เพราะต้องพาบิดาไปอเมริกา…

เมื่อกลับมาหมอยอร์ชมีภรรยากลับมาด้วย ชื่อ แมรี รูท แต่อยู่ด้วยกัน ๒๒ ปีเธอก็เสียชีวิต หมอยอร์ชแต่งงานใหม่อีกครั้งกับ เบอร์ทา เบล๊านท์ ครูใหญ่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย…

ซึ่งหมอยอร์ชมีส่วนช่วยส่งเสริมโรงเรียนนี้มาตั้งแต่ย้ายมาจากวังหลัง นอกจากขายที่ดินให้ในราคาที่ซื้อมาแล้ว ยังบริจาคที่ดินให้อีกเป็นจำนวนมาก…นอกจากนี้หมอยอร์ชกับภรรยาคนหลัง ยังได้สร้างโรงเรียนขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ซี่งบันทึกไว้ว่า…

“ข้าพเจ้าได้ซื้อที่ดินเล็กๆ แปลงหนึ่งได้ที่สะพานสว่าง ข้าพเจ้ากับภรรยาได้เป็นผู้สนับสนุนในการเงินให้ตั้งโรงเรียนสตรีที่นั่น แหม่มโคล์เป็นผู้ควบคุม…ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๑๙๒๒ ข้าพเจ้าก็ยกโรงเรียนเป็นกรรมสิทธิ์ให้แก่อเมริกันเพรสไบทีเรียนเพื่อความมั่นคงสืบไปในอนาคต…

และขอร้องให้เขาใช้ชื่อว่า โรงเรียนเยนเฮส์เมมโมเรียล เพื่อเป็นอนุสรณ์ของมารดาผู้ได้พลีกำลังในชีวิตของท่าน เพื่อการศึกษาของหญิงในจังหวัดเพชรบุรี”

เมื่อสมัยบิดาไปเปิดสถานีมิชชันนารีที่เมืองเพชรบุรี มารดาของท่านได้เปิดโรงเรียนฝึกหัดสตรีขึ้นที่นั่น สอนวิชาการทั่วไปและการเย็บปักถักร้อย โดยนำจักรเย็บผ้ามาใช้เป็นครั้งแรก นั่นก็คือจุดกำเนิดของโรงเรียนอรุณประดิษฐในปัจจุบัน…

มารดาของท่านยังสอนบุตรธิดาทุกคนให้สำนึกว่า สยามคือแผ่นดินแม่ ต้องทดแทนบุญคุณ ลูกทุกคนที่ไปศึกษาที่อเมริกาจึงกลับมารับราชการทุกคน…

วิลเลี่ยม ลูกชายคนโต เข้ารับราชการในกระทรวงกลาโหมอยู่ ๗ ปี เป็นผู้เขียนคู่มือสำหรับเรียนภาษาอังกฤษและภาษาไทยขึ้น ทั้งยังคิดคำที่ใช้ในการทหารในภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยขึ้น เช่น กลับหลังหัน วันทยาวุธ เป็นต้น…

เอ็ดวิน ลูกชายคนที่ ๒ เข้ารับราชการในกระทรวงธรรมการ ในตำแหน่งเลขานุการในพระองค์กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดี…ในปี ๒๔๓๔ เอ็ดวินได้ขอลาราชการไปอเมริกา และได้เห็นเครื่องพิมพ์เอกสารที่เรียกว่า Typewriter หรือ พิมพ์ดีด เกิดความคิดว่าน่าจะทำแบบเป็นภาษาไทยได้บ้าง…

จึงติดต่อกับบริษัทสมิธพรีเมียร์ ซึ่งเพิ่งผลิตรุ่นแรกออกมาในปี ๒๔๓๓ หาทางทำเป็นภาษาไทยซึ่งมีอักษรและพยัญชนะมากกว่าภาษาอังกฤษถึง ๒ เท่า แม้ทำแป้นพิมพ์เป็น ๗ แถวๆ ละ ๑๒ ตัวก็ยังเกินแป้นอีก ๒ ตัว…

ในที่สุดเอ็ดวินก็ตัดสินใจตัดตัวอักษรบางตัวซึ่งไม่ค่อยได้ใช้ออกไป จนสำเร็จในปี ๒๔๓๕ นำมาทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพอพระราชหฤทัยมาก รับสั่งให้ทำมาอีก ๑๗ เครื่องใช้ในราชการ…

เมื่อเอ็ดวินถึงแก่กรรม ได้ทำพินัยกรรมมอบกรรมสิทธิ์เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยให้หมอยอร์ชผู้น้องชาย ซึ่งได้ทำอย่างจริงจังเปิดเป็นห้างขายในชื่อ “ห้างสมิธพรีเมียร์” ในปี ๒๔๔๐ ปรากฏว่าขายได้เป็นพันๆ เครื่อง ต่อมาจึงขายลิขสิทธิ์ให้บริษัทเรมิงตัน…

ในบั้นปลายชีวิต หมอยอร์ชมีสุขภาพไม่ค่อยสมบูรณ์นัก และล้มป่วยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขณะถูกกักตัวอยู่ในบ้าน หลังจากกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ามาเพราะมีเชื้อชาติเป็นอเมริกัน อาการไส้เลื่อนของคุณหมอได้กำเริบขึ้น ต้องได้รับการผ่าตัดด่วน…

 แต่กว่าญาติมิตรจะขออนุญาตนำไปถึง ร.พ.จุฬาลงกรณ์ได้ คุณหมอก็ต้องรอคอยด้วยความเจ็บปวดอยู่ถึง ๑๒ ชั่วโมง…

ในที่สุด นายแพทย์ ยอร์ช บรัดเลย์ แมคฟาร์แลนด์ หรือ มหาอำมาตย์เอก พระอาจวิทยาคม ก็จากไปในวัย ๗๕ ปี ตายในสยามบ้านเกิด ที่คุณหมอได้สร้างคุณประโยชน์ให้มาตลอดชีวิต…

สมดังชื่อหนังสืออัตชีวประวัติที่คุณหมอตั้งชื่อว่า >>  “ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม”…

**หนังสือเล่มนี้เขียนโดย เบอร์ธ่า เบล๊านท์ แม็คฟาร์แลนด์ ภรรยาคนที่ ๒ ของท่าน (อดีตครูใหญ่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย)…ผู้แปลและเรียบเรียง: เด็กวัฒนาฯ รุ่น ๑๐๐…

ข่าวล่าสุด

“โสภณ” อดีตมือแก้วิกฤตน้ำมันยุคป๋าเปรม อัดรัฐบาลขึ้นราคาเอื้อนายทุน ปล่อยฟันกำไรสต๊อกเก่ากว่า 1.6 หมื่นล้าน ชี้ “น้ำมันไม่ขาด แต่ขาดความสุจริต”

นายโสภณ สุภาพงษ์ อดีตรองผู้ว่าการ ปตท. และผู้ก่อตั้งบริษัท บางจากฯ เจ้าของรางวัลรามอน แมกไซไซ ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันผ่านเพจเฟซบุ๊ก "วิถีคิด" อย่างดุเดือด โดยชี้ว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันล่าสุดโดยไม่มีการตรวจสอบสต๊อกเก่า เป็นการเปิดทางให้กลุ่มผู้ค้าน้ำมันและนักการเมืองกวาดกำไรจากประชาชนไปมากกว่า 16,000 ล้านบาทในทันที

“สูตรเด็ด ? ” ปลุกไทยประหยัดน้ำมัน “ครอบครัวละ 1 ลิตร” อนุทิน อ้างช่วยชาติวันละ 600 ล้านบาท ดีเดย์พ่วงงบ “คนละครึ่งพลัส” กู้ศรัทธาหลังเลิกตรึงราคา

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันที เมื่อนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เปิดทำเนียบรัฐบาลจัดวง "Meet the Press" เพื่อเช็กอุณหภูมิความเดือดร้อนท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การหยิบยกตัวเลขสถิติมาสร้างแรงจูงใจแนวใหม่ ขอความร่วมมือให้ 10 ล้านครอบครัวไทยช่วยกันประหยัดน้ำมันเพียงครอบครัวละ 1 ลิตรต่อวัน

เรือไทย ดังข้ามโลก

ความภาคภูมิใจ ของ เรือไทย เมื่อ Red Bull เครื่องดื่มชูกำลัง แบรนด์ระดับโลก เลือก แม่น้ำเจ้าพระยา และ เรือสำราญสุดหรูของไทย Wonderful Pearl cruise เป็น โลเคชั่น ถ่ายทำโฆษณาชุดใหม่ ออกเผยแพร่ทั่วโลก

ชำแหละกำไรโรงกลั่น ? ลาภลอยบนหยาดเหงื่อ  และทางออกที่รัฐ (ต้อง) กล้าเลือก !

เมื่อหนี้ “แสนล้าน” เป็นของประชาชน แต่ส่วนต่าง “ แสนสุข" เป็นของทุนพลังงาน ? ต่อเนื่องจากวิกฤตการณ์ที่ กบน. ประกาศขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ทิ้งให้สังคมจมอยู่กับคำถามถึงความยุติธรรมในโครงสร้างราคา

ข่าวอื่นๆ

เพลง ” นางรอง ” ส่งให้ทูล ทองใจ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน

เพลง " นางรอง " ขับร้องโดยทูล ทองใจ แต่งคำร้องและทำนองโดยครูพยงค์ มุกดา บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี 2506 ครูพยงค์ท่านรังสรรค์คำร้องได้อย่างยอดเยี่ยม

เพลง John Barleycorn Must Die ของวงร็อคอังกฤษ

เพลง John Barleycorn Must Die ของวงร็อคอังกฤษ Traffic เพลงนี้ออกจำหน่ายในปีพ.ศ. 2513 และในปี 2517 วงดนตรีคาราวาน โดย หงา สุรชัย ได้นำทำนองเพลงนี้มาใส่เนื้อเพลง ให้ชื่อเพลงว่า จิตร ภูมิศักดิ์

“อารยธรรมจีนที่พกติดตัวข้ามโลก”

สำหรับคนจีนในหลายชุมชน โดยเฉพาะชุมชนจีนโพ้นทะเล คำถามหนึ่งที่ได้ยินบ่อยเป็นพิเศษคือ “คุณแซ่อะไร”