หน้าแรกวัฒนธรรม ชีวิต“ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม” ฝรั่งทั้งครอบครัวโอนใจเป็นไทย!…ตั้งโรงเรียนแพทย์…คิดพิมพ์ดีดภาษาไทย!!…

“ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม” ฝรั่งทั้งครอบครัวโอนใจเป็นไทย!…ตั้งโรงเรียนแพทย์…คิดพิมพ์ดีดภาษาไทย!!…

เผยแพร่

spot_img

สมัยที่ประเทศไทยยังไม่มีความสะดวกสบายเหมือนทางตะวันตก แต่วิถีชีวิตความเป็นไทยก็มีเสน่ห์ ทำให้คนหลายชาติหลายภาษาเลือกเอาเมืองไทยเป็นเรือนตายแทนถิ่นเกิด หลายคนกลายเป็นต้นสกุลไทยในวันนี้ และได้สร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศไทยไว้มากราย…

ที่จะเล่าในวันนี้ต่างโอนใจเป็นไทยทั้งครอบครัว ตั้งแต่พ่อแม่ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมากับลูกชายหญิงอีก ๔ คนที่เกิดในเมืองไทย ต่างก็สร้างผลงานให้เป็นที่ระลึกไว้จนถึงวันนี้ พร้อมหนังสือชีวประวัติที่ประกาศว่า “ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม”…

ครอบครัวที่ว่านี้ก็คือครอบครัว “แมคฟาร์แลนด์” เริ่มด้วยรุ่นพ่อรุ่นแม่ คือ ศาสนาจารย์ แซมมูเอล แกมเบิล แมคฟาร์แลนด์ และ เจนนี แมคฟาแลนด์ ภรรยา ซึ่งเป็นมิชชันนารีอเมริกัน ได้เดินทางเข้ามาในปี ๒๔๐๓ สมัยรัชกาลที่ ๔…

ในปีต่อมาจึงได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งสถานีมิชชันนารีขึ้นที่จังหวัดเพชรบุรี ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน ๔ คน เกิดในเมืองไทยทั้งหมด ๓ คนแรกเป็นชาย คนที่ ๔ เป็นหญิง เติบโตที่จังหวัดเพชรบุรี จนพูดภาษาไทยเป็นสำเนียงคนเมืองเพชร์…

คนสำคัญในพี่น้องทั้ง ๔ คนนี้ก็คือคนที่ ๓ ชื่อ ยอร์ช บรัดเลย์ แมคฟาแลนด์ เหตุที่มีชื่อกลางว่าบรัดเลย์นั้น ก็เนื่องจากตอนคลอดมีปัญหาบางอย่างที่บิดามารดาเกรงว่าการแพทย์ที่เพชรบุรียังไม่ปลอดภัยพอ จึงนั่งเรือ ๓ วัน ๒ คืนมากรุงเทพฯให้หมอบรัดเลย์ทำคลอดให้ เลยเอาชื่อหมอบรัดเลย์มาเป็นชื่อด้วยเหมือนผู้ให้กำเนิด…

เมื่อยอร์ช บรัดเลย์ แมคฟาร์แลนด์อายุได้ ๙ ขวบ ได้ไปอเมริกาพร้อมกับครอบครัวทั้ง ๖ คน แต่กลับมาแค่ ๔ เพราะวิลเลียมและเอ็ดวินพี่ชายอยู่เรียนที่อเมริกา…

ยอร์ชกลับมาได้เข้าโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯโปรดให้ตั้งขึ้นที่พระราชวังนันทอุทยาน ฝั่งธนบุรี เพื่อเป็นที่เรียนของพระบรมวงศานุวงศ์และบุตรขุนนางข้าราชการ โดยมีศาสนาจารย์แซมมูเอลบิดาของยอร์ชเป็นอาจารย์ใหญ่…

เมื่อจบแล้วยังช่วยสอนอยู่ ๒ ปีก่อนจะไปศีกษาต่อที่อเมริกาในปี ๒๔๒๗ ได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์แล้ว ได้ไปฝึกการผ่าตัด พร้อมศึกษาวิชาทำฟันได้ปริญญาทันตแพทย์มาอีกปริญญาหนึ่ง…

เมื่อกลับมาเมืองไทยในปลายปี ๒๔๓๔ ก็ได้รับภาระจากนายแพทย์เฮย์วาร์ด เฮย์ หรือ “หมอเฮย์” แพทย์ประจำราชสำนักซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งโรงเรียนการแพทย์ขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราช เริ่มเปิดสอนในปี ๒๔๓๓ มีชื่อว่า “โรงเรียนแพทยากร”…

แต่หมอเฮย์เพิ่งมาเมืองไทยได้ ๒ ปี พูดภาษาไทยยังไม่แข็งแรง เลยสอนด้วยความยากลำบาก ทำให้นักเรียนที่สนใจมาเรียนพากันทยอยออกไป เลยมอบภาระนี้ให้หมอยอร์ช หมอหนุ่มวัย ๒๖ รับภาระต่อ…

หมอยอร์ชได้แก้ปัญหาโดยเรียบเรียงตำราแพทย์ขึ้น บัญญัติศัพท์ต่างๆ เป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่าย นอกจากนั้นยังนำอุปกรณ์การสอนสมัยใหม่มาใช้ อย่างเครื่องฉายกระจกสไลด์ ทำให้ได้รับความสนใจและก้าวหน้าขึ้น เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนราชแพทย์วิทยาลัย…

จนกลายเป็น “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล” ในปัจจุบัน ซึ่ง ศ.นพ.อวย เกตุสิงห์ ยกย่องท่านว่าเป็น “อิฐก้อนแรกของศิริราช”

ท่านผลิตนักศึกษาแพทย์อยู่ถึง ๓๕ ปี จนเกษียณอายุราชการในปี ๒๔๖๙ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานยศเป็นมหาอำมาตย์เอก และศักดิ์เป็น พระอาจวิทยาคม…

นอกจากนี้ หมอยอร์ชยังได้ชื่อว่าเป็นหมอฟันอเมริกันคนแรกของบางกอกด้วย โดยใช้เวลาช่วงบ่ายเปิดสำนักงานทำฟันขึ้นที่ปากคลองตลาดในปี ๒๔๓๕ ช่วยบรรเทาโรคปวดฟันให้ประชาชนทั่วไป ตลอดจนถึงในพระราชวังได้มาก…

ทั้งยังสั่งฟันเทียมสีดำตามความนิยมเข้ามาด้วย แต่ก็ต้องเลิกกิจการไปในปี ๒๔๓๙ เพราะต้องพาบิดาไปอเมริกา…

เมื่อกลับมาหมอยอร์ชมีภรรยากลับมาด้วย ชื่อ แมรี รูท แต่อยู่ด้วยกัน ๒๒ ปีเธอก็เสียชีวิต หมอยอร์ชแต่งงานใหม่อีกครั้งกับ เบอร์ทา เบล๊านท์ ครูใหญ่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย…

ซึ่งหมอยอร์ชมีส่วนช่วยส่งเสริมโรงเรียนนี้มาตั้งแต่ย้ายมาจากวังหลัง นอกจากขายที่ดินให้ในราคาที่ซื้อมาแล้ว ยังบริจาคที่ดินให้อีกเป็นจำนวนมาก…นอกจากนี้หมอยอร์ชกับภรรยาคนหลัง ยังได้สร้างโรงเรียนขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ซี่งบันทึกไว้ว่า…

“ข้าพเจ้าได้ซื้อที่ดินเล็กๆ แปลงหนึ่งได้ที่สะพานสว่าง ข้าพเจ้ากับภรรยาได้เป็นผู้สนับสนุนในการเงินให้ตั้งโรงเรียนสตรีที่นั่น แหม่มโคล์เป็นผู้ควบคุม…ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๑๙๒๒ ข้าพเจ้าก็ยกโรงเรียนเป็นกรรมสิทธิ์ให้แก่อเมริกันเพรสไบทีเรียนเพื่อความมั่นคงสืบไปในอนาคต…

และขอร้องให้เขาใช้ชื่อว่า โรงเรียนเยนเฮส์เมมโมเรียล เพื่อเป็นอนุสรณ์ของมารดาผู้ได้พลีกำลังในชีวิตของท่าน เพื่อการศึกษาของหญิงในจังหวัดเพชรบุรี”

เมื่อสมัยบิดาไปเปิดสถานีมิชชันนารีที่เมืองเพชรบุรี มารดาของท่านได้เปิดโรงเรียนฝึกหัดสตรีขึ้นที่นั่น สอนวิชาการทั่วไปและการเย็บปักถักร้อย โดยนำจักรเย็บผ้ามาใช้เป็นครั้งแรก นั่นก็คือจุดกำเนิดของโรงเรียนอรุณประดิษฐในปัจจุบัน…

มารดาของท่านยังสอนบุตรธิดาทุกคนให้สำนึกว่า สยามคือแผ่นดินแม่ ต้องทดแทนบุญคุณ ลูกทุกคนที่ไปศึกษาที่อเมริกาจึงกลับมารับราชการทุกคน…

วิลเลี่ยม ลูกชายคนโต เข้ารับราชการในกระทรวงกลาโหมอยู่ ๗ ปี เป็นผู้เขียนคู่มือสำหรับเรียนภาษาอังกฤษและภาษาไทยขึ้น ทั้งยังคิดคำที่ใช้ในการทหารในภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยขึ้น เช่น กลับหลังหัน วันทยาวุธ เป็นต้น…

เอ็ดวิน ลูกชายคนที่ ๒ เข้ารับราชการในกระทรวงธรรมการ ในตำแหน่งเลขานุการในพระองค์กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดี…ในปี ๒๔๓๔ เอ็ดวินได้ขอลาราชการไปอเมริกา และได้เห็นเครื่องพิมพ์เอกสารที่เรียกว่า Typewriter หรือ พิมพ์ดีด เกิดความคิดว่าน่าจะทำแบบเป็นภาษาไทยได้บ้าง…

จึงติดต่อกับบริษัทสมิธพรีเมียร์ ซึ่งเพิ่งผลิตรุ่นแรกออกมาในปี ๒๔๓๓ หาทางทำเป็นภาษาไทยซึ่งมีอักษรและพยัญชนะมากกว่าภาษาอังกฤษถึง ๒ เท่า แม้ทำแป้นพิมพ์เป็น ๗ แถวๆ ละ ๑๒ ตัวก็ยังเกินแป้นอีก ๒ ตัว…

ในที่สุดเอ็ดวินก็ตัดสินใจตัดตัวอักษรบางตัวซึ่งไม่ค่อยได้ใช้ออกไป จนสำเร็จในปี ๒๔๓๕ นำมาทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพอพระราชหฤทัยมาก รับสั่งให้ทำมาอีก ๑๗ เครื่องใช้ในราชการ…

เมื่อเอ็ดวินถึงแก่กรรม ได้ทำพินัยกรรมมอบกรรมสิทธิ์เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยให้หมอยอร์ชผู้น้องชาย ซึ่งได้ทำอย่างจริงจังเปิดเป็นห้างขายในชื่อ “ห้างสมิธพรีเมียร์” ในปี ๒๔๔๐ ปรากฏว่าขายได้เป็นพันๆ เครื่อง ต่อมาจึงขายลิขสิทธิ์ให้บริษัทเรมิงตัน…

ในบั้นปลายชีวิต หมอยอร์ชมีสุขภาพไม่ค่อยสมบูรณ์นัก และล้มป่วยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขณะถูกกักตัวอยู่ในบ้าน หลังจากกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ามาเพราะมีเชื้อชาติเป็นอเมริกัน อาการไส้เลื่อนของคุณหมอได้กำเริบขึ้น ต้องได้รับการผ่าตัดด่วน…

 แต่กว่าญาติมิตรจะขออนุญาตนำไปถึง ร.พ.จุฬาลงกรณ์ได้ คุณหมอก็ต้องรอคอยด้วยความเจ็บปวดอยู่ถึง ๑๒ ชั่วโมง…

ในที่สุด นายแพทย์ ยอร์ช บรัดเลย์ แมคฟาร์แลนด์ หรือ มหาอำมาตย์เอก พระอาจวิทยาคม ก็จากไปในวัย ๗๕ ปี ตายในสยามบ้านเกิด ที่คุณหมอได้สร้างคุณประโยชน์ให้มาตลอดชีวิต…

สมดังชื่อหนังสืออัตชีวประวัติที่คุณหมอตั้งชื่อว่า >>  “ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม”…

**หนังสือเล่มนี้เขียนโดย เบอร์ธ่า เบล๊านท์ แม็คฟาร์แลนด์ ภรรยาคนที่ ๒ ของท่าน (อดีตครูใหญ่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย)…ผู้แปลและเรียบเรียง: เด็กวัฒนาฯ รุ่น ๑๐๐…

ข่าวล่าสุด

ประกาศเป็นทางการ  เตือนทั่วโลกเอลนิโญรุนแรงมาก

ประกาศเป็นทางการแล้ว NOAA ออกประกาศเตือนทั่วโลก ถึงภัยขั้นรุนแรง จาก “เอลนีโญ” ซึ่งมาแล้ว และมีโอกาส 63% จะเป็นซูเปอร์เอลนีโญ

ปปช. ชู…”ไม่รับ ไม่ให้ ไม่สน” 

แคมเปญประชาสัมพันธ์และกองทุนล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ภายใต้คำขวัญอันเฉียบคมว่า “ไม่รับ ไม่ให้ ไม่สน”

ประเทศไทย ในรอบสัปดาห์( 13-20 มิ.ย.)

​* สถานการณ์ในประเทศ - ​เหตุผนังอุโมงค์รถไฟดอยหลวงถล่ม: เกิดเหตุสะเทือนขวัญเมื่อผนังอุโมงค์ดอยหลวง (โครงการรถไฟทางคู่สายเหนือ) เกิดพังถล่มลงมาทับคนงาน ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้แสดงความเสียใจและเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมตรวจสอบหาสาเหตุโครงสร้างถล่มอย่างเร่งด่วน - ​เฝ้าระวังตึกทรุดใกล้วัดไตรมิตรฯ: เจ้าหน้าที่ทำการสั่งปิดกั้นพื้นที่ 5 คูหา...

โลกในรอบสัปดาห์ ( 13-20 มิ.ย.) 

โลกจับตาไปที่ ข้อตกลงยุติสงคราม สหรัฐ-อิหร่าน ขณะที่ ประเด็นสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคม มีหลายประเด็นน่าติดตาม  ​1. วิกฤตการณ์ตะวันออกกลางและข้อตกลงนิวเคลียร์ (US-Iran & Israel-Hezbollah) ​สัปดาห์นี้มี * สถานการณ์พลิกผันครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง หลังจากมีรายงานว่าอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้สำเร็จเมื่อวันที่...

ข่าวอื่นๆ

ดูหนัง ฟังเพลง (ตอนที่ 1)  My Fair Lady : เมื่อหนังเพลงพาเราย้อนมองโลกยุคจักรวรรดินิยม

หนังเพลงคลาสสิกเรื่อง My Fair Lady ไม่ได้เล่าเพียงเรื่องความรักของหญิงขายดอกไม้กับสุภาพบุรุษผู้ดีอังกฤษ แต่กำลังตั้งคำถามสำคัญว่า “มนุษย์มีคุณค่าเพราะกำเนิด หรือเพราะโอกาสที่ได้รับ”

 Time  ยกย่อง จีโน นักกอลฟ สาวไทยเป็นยอดนักกีฬา

นักกีฬาไทยคนหนึ่งได้รับเลือกจาก TIME ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการกีฬาโลก จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา

กรมศิลปากรเปิดม่านโรงละครแห่งชาติ หลังปิดปรับปรุงครั้งใหญ่

สำหรับการปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อให้โรงละครแห่งชาติมีคุณภาพทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดอยู่ในมาตรฐานของยุโรปที่นิยมใช้กันในโรงละครชั้นนำทั่วโลก