วันจันทร์, มีนาคม 30, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกวัฒนธรรม ชีวิตท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา ผู้ถูกคัดเลือกไปเรียนการฝีมือที่ญี่ปุ่นสมัย ร.๖

ท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา ผู้ถูกคัดเลือกไปเรียนการฝีมือที่ญี่ปุ่นสมัย ร.๖

เผยแพร่

spot_img

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ ช่วงนั้น ร.๖ ได้เสด็จประพาสญี่ปุ่น ระหว่างที่เสด็จกลับจากอังกฤษ ทรงเห็นความก้าวหน้าของงานหัตถกรรมและศิลปะญี่ปุ่น จึงมากราบบังคมทูล และรับสั่งกับสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ พระราชมารดาความว่า ถ้าสมเด็จมีเด็กที่มีแววทางนี้ก็น่าจะทรงส่งให้ไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเรียนจบกลับมาแล้วจะได้มาสอนคนไทยบ้าง

สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงเห็นชอบในพระราชดำริ จึงทรงเลือกกุลสตรี 4 คน ซึ่งประกอบไปด้วย คุณหลี, คุณพิศ, คุณนวล, และคุณขจร หรือท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา

ท่านผู้หญิงขจรกับคุณพิศ ไปเรียนวิชาปักสะดึง และวาดเขียนแบบญี่ปุ่น ส่วนคุณหลีและคุณนวล ไปเรียนการทำดอกไม้แห้ง

ในการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นสมัยนั้นมีอยู่ทางเดียวคือไปโดยเรือเดินสมุทร ซึ่งใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือน

ท่านผู้หญิงขจรเป็นธิดาของร้อยโทจร กับหวาน ทับเป็นไท เกิดเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2433 บิดารับราชการในกองมหาดเล็ก รับใช้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างใกล้ชิดอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยเหตุนี้เมื่อท่านผู้หญิงขจรกำพร้าบิดาลงขณะอายุเพียง 10 เดือน สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงพระกรุณาโปรดให้ท่านผู้หญิงขจรเข้ามาอยู่ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เข้าไปเป็นข้าหลวงและเป็นพระสหายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่อายุได้ 7 ปี ทั้งยังมีพระเมตตาให้เรียนหนังสือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ครั้นเมื่ออายุได้ 13 ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าพิธีโกนจุกกับเจ้านายชั้นหม่อมเจ้า ตามขนบประเพณีไทยสมัยนั้น ต่อมามีพระราชประสงค์จะส่งกุลสตรีไปศึกษาวิชาการช่าง ณ ประเทศญี่ปุ่น ก็ได้ทรงเลือกท่านผู้หญิงขจรซึ่งขณะนั้นอายุได้ 14 ปี พระราชทานทุนให้ไปเรียนวิชาเขียนภาพ ปักสะดึง และการฝีมือ นับเป็นหญิงไทยรุ่นแรกรวมสี่คนที่ได้ไปศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น จนอายุได้ 18 ปี ท่านผู้หญิงขจรจึงกลับมารับราชการฉลองพระเดชพระคุณโดยเป็นครูสอนวิชาการฝีมือ ณ โรงเรียนราชินี

เมื่ออายุได้ 22 ปี ท่านผู้หญิงขจรได้เข้าพิธีสมรสกับหลวงอภิบาลบุริมศักดิ์ (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) ต่อมาเป็นพระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) โดยสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงสวมมงคลและประทานน้ำสังข์ นอกจากทำหน้าที่เป็นศรีภรรยาที่ดีงามแล้ว ยังเป็นมารดาที่ประเสริฐให้ความรัก ความห่วงใย อบรมดูแลบุตร-ธิดาอย่างใกล้ชิดสนิทสนม ให้การศึกษาอย่างดีที่สุด สั่งสอนให้อยู่ในคุณงามความดีในทุกวิถีทาง ทำให้ชีวิตของบุตร-ธิดาทุกคนประสบความสำเร็จภายใต้คุณธรรมด้วยดีทุกคน ท่านผู้หญิงขจรและพระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) มีบุตร-ธิดา 4 คน คือ

กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา

อายุส อิศรเสนา ณ อยุธยา

สุคนธา โบเยอร์

ท่านผู้หญิงทัศนีย์ บุณยคุปต์ (อดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนจิตรลดา)

ท่านผู้หญิงขจรได้ปฏิบัติหน้าที่ของภรรยาที่ดีโดยครบถ้วนตลอดมา บำเพ็ญตนในทางที่ดีงาม สนับสนุนส่งเสริมและเป็นกำลังของสามีในทุกหน้าที่ของท่าน เมื่อสามีไปรับราชการเป็นผู้ดูแลนักเรียนในประเทศอังกฤษ ท่านผู้หญิงขจรก็ได้ให้ความอบอุ่นเป็นกันเองแก่บรรดาคนไทยที่ไกลบ้าน จนเป็นที่รักใครนับถือโดยทั่วไป 

เมื่อสามีกลับมาเป็นผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธ ท่านผู้หญิงขจรก็รับดูแลสวัสดิการของนักเรียน ดูแลตกแต่งสถานที่ด้วยพื้นฐานวิชาศิลปะที่ท่านได้เล่าเรียนมา ทำให้โรงเรียนวชิราวุธซึ่งทรุดโทรมลงเต็มทีในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง กลับมีชีวิตแจ่มใสงดงามเป็นสง่าแก่ผู้พบเห็นขึ้นอีกวาระหนึ่ง ในด้านสังคมสงเคราะห์

ท่านผู้หญิงขจรก็เข้าร่วมกิจกรรมตามความเหมาะสมเสมอมา เช่น เป็นอาสากาชาด เป็นกรรมการสมาคมไทย-ญี่ปุ่น อยู่หลายสมัย ร่วมในคณะบำเพ็ญประโยชน์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ร่วมในการบำเพ็ญกุศลประโยชน์ในกิจการแห่งพระพุทธศาสนา ทำนุบำรุงสถาบันต่าง ๆ เพื่อความยั่งยืนถาวรแห่งศาสนาและสังคมไทยที่ดีงาม 

ในด้านความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์นั้น ท่านผู้หญิงขจรถือเป็นเรื่องสำคัญที่ใกล้จิตใจเป็นที่สุดตลอดชีวิต เมื่อเธอได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าชั้นสายสะพายนั้นครั้งหนึ่ง และได้เข้ารับพระราชทานน้ำสังข์จากพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสอายุครบแปดรอบ อีกครั้งหนึ่ง ประมาณสองเดือนก่อนที่เธอจะถึงแก่อนิจกรรม เป็นวาระสุดท้ายที่ยังความปลาบปลื้มอบอุ่นใจในพระมหากรุณาธิคุณเป็นที่สุด

( ที่มา เจาะเวลาหาอดีต -เรียบเรียงและRestore ภาพ)

ข่าวล่าสุด

“โสภณ” อดีตมือแก้วิกฤตน้ำมันยุคป๋าเปรม อัดรัฐบาลขึ้นราคาเอื้อนายทุน ปล่อยฟันกำไรสต๊อกเก่ากว่า 1.6 หมื่นล้าน ชี้ “น้ำมันไม่ขาด แต่ขาดความสุจริต”

นายโสภณ สุภาพงษ์ อดีตรองผู้ว่าการ ปตท. และผู้ก่อตั้งบริษัท บางจากฯ เจ้าของรางวัลรามอน แมกไซไซ ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันผ่านเพจเฟซบุ๊ก "วิถีคิด" อย่างดุเดือด โดยชี้ว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันล่าสุดโดยไม่มีการตรวจสอบสต๊อกเก่า เป็นการเปิดทางให้กลุ่มผู้ค้าน้ำมันและนักการเมืองกวาดกำไรจากประชาชนไปมากกว่า 16,000 ล้านบาทในทันที

“สูตรเด็ด ? ” ปลุกไทยประหยัดน้ำมัน “ครอบครัวละ 1 ลิตร” อนุทิน อ้างช่วยชาติวันละ 600 ล้านบาท ดีเดย์พ่วงงบ “คนละครึ่งพลัส” กู้ศรัทธาหลังเลิกตรึงราคา

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันที เมื่อนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เปิดทำเนียบรัฐบาลจัดวง "Meet the Press" เพื่อเช็กอุณหภูมิความเดือดร้อนท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การหยิบยกตัวเลขสถิติมาสร้างแรงจูงใจแนวใหม่ ขอความร่วมมือให้ 10 ล้านครอบครัวไทยช่วยกันประหยัดน้ำมันเพียงครอบครัวละ 1 ลิตรต่อวัน

เรือไทย ดังข้ามโลก

ความภาคภูมิใจ ของ เรือไทย เมื่อ Red Bull เครื่องดื่มชูกำลัง แบรนด์ระดับโลก เลือก แม่น้ำเจ้าพระยา และ เรือสำราญสุดหรูของไทย Wonderful Pearl cruise เป็น โลเคชั่น ถ่ายทำโฆษณาชุดใหม่ ออกเผยแพร่ทั่วโลก

ชำแหละกำไรโรงกลั่น ? ลาภลอยบนหยาดเหงื่อ  และทางออกที่รัฐ (ต้อง) กล้าเลือก !

เมื่อหนี้ “แสนล้าน” เป็นของประชาชน แต่ส่วนต่าง “ แสนสุข" เป็นของทุนพลังงาน ? ต่อเนื่องจากวิกฤตการณ์ที่ กบน. ประกาศขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ทิ้งให้สังคมจมอยู่กับคำถามถึงความยุติธรรมในโครงสร้างราคา

ข่าวอื่นๆ

เพลง ” นางรอง ” ส่งให้ทูล ทองใจ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน

เพลง " นางรอง " ขับร้องโดยทูล ทองใจ แต่งคำร้องและทำนองโดยครูพยงค์ มุกดา บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี 2506 ครูพยงค์ท่านรังสรรค์คำร้องได้อย่างยอดเยี่ยม

เพลง John Barleycorn Must Die ของวงร็อคอังกฤษ

เพลง John Barleycorn Must Die ของวงร็อคอังกฤษ Traffic เพลงนี้ออกจำหน่ายในปีพ.ศ. 2513 และในปี 2517 วงดนตรีคาราวาน โดย หงา สุรชัย ได้นำทำนองเพลงนี้มาใส่เนื้อเพลง ให้ชื่อเพลงว่า จิตร ภูมิศักดิ์

“อารยธรรมจีนที่พกติดตัวข้ามโลก”

สำหรับคนจีนในหลายชุมชน โดยเฉพาะชุมชนจีนโพ้นทะเล คำถามหนึ่งที่ได้ยินบ่อยเป็นพิเศษคือ “คุณแซ่อะไร”