วันจันทร์, มีนาคม 30, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกวัฒนธรรม ชีวิตวันก่อนไม่ทราบว่าทำไม แต่ผมนึกถึงแฟชั่นของบ้านเรา ในระยะปีพ.ศ. ๒๕๐๐ พยายามจำว่าแฟชั่นของบ้านเราในตอนนั้นเป็นอย่างไรเอ่ย  

วันก่อนไม่ทราบว่าทำไม แต่ผมนึกถึงแฟชั่นของบ้านเรา ในระยะปีพ.ศ. ๒๕๐๐ พยายามจำว่าแฟชั่นของบ้านเราในตอนนั้นเป็นอย่างไรเอ่ย  

เผยแพร่

spot_img

ก็ปรากฏว่าจำอะไรไม่ได้เลย เพราะแฟชั่นโชว์ยังไม่เกิดที่บ้านเราเอาเสียเลย 

๖๘ ปีมาแล้ว บ้านเราเงียบสงัดนะครับ ยังเชยแสนเชย ที่โทรทัศน์ขาวดำเพิ่งเริ่มมีเพียงช่องเดียวคือช่องสี่บางขุนพรมในปีพ.ศ.๒๔๙๘  และเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ของปชช.ที่จะมีตู้โทรทัศน์ ซึ่งฉายคืนละสี่ชั่วโมงเท่านั้น ในขณะที่ประชาชนของทั้งประเทศมีเพียง ๒๐ กว่าล้านคน (ในปัจจุบัน ๗๑ ล้านคน) …

รถรางยังวิ่งกันทั้งเมือง ตุ๊ก ตุ๊กก็ยังไม่ทันเกิด มอเตอร์ไซด์แทบไม่มีเลย มีก็แต่รถจักรยาน ที่มีมากที่สุดคือรถสามล้อ 

หนังสือพิมพ์ก็มีอยู่เพียงไม่กี่ฉะบับ นิตยสารปกอาบมันก็เหมือนกัน …เพราะฉะนั้นเราไม่มีข่าวคราวอะไรกันมากมายนัก โดยเฉพาะข่าวแฟชั่น เพราะเราไม่มีดีไซเนอร์หนึ่งใดที่ติดตลาดในระดับโด่งดังเป็นจริงเป็นจัง  มีเพียงท่านแรกและท่านเดียวของสมัยนั้น ก็คือม.จ.ไกรสิงห์ วุฒิชัย

ฉะนั้นตามอายุขัยของข้าพเจ้าซึ่งจะครบ ๘๒ ปีในเดือนพฤศจิกายนที่กำลังจะมาถึง จึงขอเรียนว่าปี พ.ศ. ๒๕๐๐ นั่นแหละ ที่บ้านเรามีแฟชั่นโชว์ หรือใช้คำว่า”แฟชั่นโชว์”เป็นครั้งแรก 

หรือครั้งแรกที่เรา ๆ ได้ยินคำว่า”แฟชั่นโชว์” ก็คืองานมอบรางวัลตุ๊กตาทองครั้งแรกของบ้านเรา ที่ลุมพินีสถาน   …ในปีนั้น 

งานนี้ดังมาก ดังมโหฬาร ประการแรกเพราะมันเป็นงานแรกของตุ๊กตาทอง 

และแฟชั่นโชว์แรกสุดของหม่อมเจ้าไกรสิงห์ วุฒิชัยด้วยเสร็จสรรพ แสดงแบบโดยดาราภาพยนตร์สวยงามที่สุดของตอนนั้น ๔ คน คือวิไลวรรณ วัฒนพาณิชย์ ผู้ชนะเลิศจาก”สาวเครือฟ้า” งามตา ศุภพงศ์ นางเอกของ”ชั่วฟ้าดินสลาย” ประภาพรรณ นาคทอง/หญิงเล็กคนแรกของ”บ้านทรายทอง” และเยาวนารถ ปัญยโชติ  นางรองของรักริษยา …หนึ่งในสี่ของนักแสดงไทยในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง”สะพานข้ามแม่น้ำแคว” ซึ่งก็ออกฉายในปีพ.ศ. ๒๕๐๐ 

ในขณะที่แฟชั่นโชว์ที่เวทีตุ๊กตาทองดังกล่าวที่สวนลุมพินีสถาน ก็เดินกันเพียงชุดเดียว ก็คือชุดที่แต่งกันในคืนนั้นนั่นแหละ กล่าวคือมันก็ยังไม่เป็นแฟชั่นโชว์เป็นจริงเป็นจังอยู่ดี 

แต่ที่กำลังดังในวงสังคมชั้นสูง เรียกง่าย ๆ ว่าเราส่วนมากเข้ากันไปไม่ถึง คือแฟชันโชว์ระบบ exclusive  คราวนี้แทบเป็นจริงเป็นจัง จัดเสนอและแสดงโดยลูกท่านสามเธอสามคน อันมีคุณพัฒศรี บุนนาค …ม.ร.ว.สุพินดา จักรพันธุ์ และม.ล.เทพิน จาตุรจินดา  ในแฟชั่นแบรนด์เนมจากเมืองนอก จัดกันในสโมสรหรูหราสำหรับสมัยนั้นตอนเวลาน้ำชา 

ในขณะที่คำว่าไฮโซฯยังไม่เกิด ในสมัยนั้นเราเรียกไฮโซฯกันว่าเป็น”ดาวสังคม” 

แต่แฟชั่นของเราจะมาแรงมากเพราะสมาชิกของราชวงศ์ดั่งม.จ.ไกรสิงห์ …ประกบไปกับนางหงส์ไทยในขณะนั้น/สามใบเถาลูกท่านหลานเธอ/สามเกลอดังกล่าวที่ร่วมกันสร้างข่าวแฟชั่น …

เพราะแฟชั่นประจำวันของบ้านเราในตอนนั้น 

คุณเอ๋ย …ว่ากันตรง ๆ ก็คือแฟชั่นแสนเฉิ่ม(คำนี้ก็ยังไม่เกิดในตอนนั้น)   …เพราะอย่าลืมว่าเรายังไม่มีห้างสรรพสินค้า บูทิ้ค อาจมีห้องเสื้อวิเศษโด่งดังหรูหราดั่ง”กรแก้ว”แต่ดีไซเนอร์ของที่นั่น/คุณหญิงอุไร ไม่เคยจัดแฟชั่นโชว์ 

ฉะนั้นตลาดใหญ่ที่สุดของเสื้อผ้าของผู้คนธรรมดา ๆ ก็คือสะพานหัน ในเมื่อเรายังไม่มีแฟชั่นสำเร็จรูปขายกันเกลื่อนเหมือนปัจจุบัน  

ทุกอย่างจึงเป็นเรื่องของการซื้อผ้า แล้วสั่งตัดที่ร้านตัดเสื้อ 

ซึ่งบางร้านจะเริ่มการสอนการตัดเย็บ …คอร์ส์ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นเดือน ๆ แล้วจะมีการแจกปริญญาบัตรเมื่อจบการศึกษา …นั่นแหละคือแฟชั่นโชว์ระดับมาตรฐานของบ้านเรา …ก่อนการเกิดของห้องเสื้อ”เดซีเร่”ของท่านชายไกรสิงห์ 

เพราะนักศึกษาจะมารับปริญญาในชุดที่ตนตัดเย็บ/ออกแบบเองทั้งหมด เพื่อแสดงความสามารถของตน ก็จะเดินออกไปรับปริญญาในชุดดังกล่าว แล้วก็จะถ่ายภาพหมู่ในชุดนั้นด้วย …และนั่นคือแฟชั่นโชว์ที่ผมว่าสุดเฉิ่มแบบเดียวของบ้านเรา …ก่อนคืนแจกตุ๊กตาทองในปีพ.ศ. ๒๕๐๐  

ท่านชายไกรสิงห์จะทรงเสนอแฟชั่นโชว์งานตุ๊กตาทองครั้งที่สอง …ที่ท่านเองทรงรับตุ๊กตาทองจากการออกแบบเครื่องแต่งกายให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง”รักริษยา” ปีนั้นคุณอาอมรา อัศวนนท์ บุรานนท์ ชนะเลิศจากบทของ”ปัทมา”ในรักริษยา  

จึงมาถึงแฟชั่นโชว์ของท่านชายทางโทรทัศน์ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยพอควรทีเดียว ในโทรทัศน์ขาวดำ  แต่ก็ยังแสดงแบบกันโดยดาราภาพยนต์และทีวีของสมัยนั้นอยู่ดี 

หรืออาชีพนางแบบยังไม่ทันเกิดที่บ้านเรา   

ดั่งภาพประกอบ อันมี จากซ้าย ท่านแรกผมจำไม่ได้ว่าเป็นใคร ถัดไปคือสุทิน  ผมจำนามสกุลไม่ได้ …แต่ต่อจากนั้นคือประภาพรรณ นาคทอง วิไลวรรณ วัฒนพาณิชย์ สวลี ผกาพันธุ์ สุพรรณ บูรณพิมพ์ เกศริน ปัทมวรรณ และบุศรา นฤมิตร   หากผมจำผิดจำถูก ก็บอกกันมานะครับ 

แต่นั่นแหละคือแฟชั่นโชว์ที่โด่งดังแรกสุดของบ้านเรา ไม่มีอะไรมากมายไปกว่านั้น

หรือทำไปทำมา …นั่นคือประวัติทั้งหมดของแฟชั่นโชว์ของบ้านเรา เริ่มในปีค.ศ. ๒๕๐๐ 

สุขสันต์วันศุกร์นะครับ ทุก ๆ ท่าน

( Cr: Kiccha Buranond )

ข่าวล่าสุด

“โสภณ” อดีตมือแก้วิกฤตน้ำมันยุคป๋าเปรม อัดรัฐบาลขึ้นราคาเอื้อนายทุน ปล่อยฟันกำไรสต๊อกเก่ากว่า 1.6 หมื่นล้าน ชี้ “น้ำมันไม่ขาด แต่ขาดความสุจริต”

นายโสภณ สุภาพงษ์ อดีตรองผู้ว่าการ ปตท. และผู้ก่อตั้งบริษัท บางจากฯ เจ้าของรางวัลรามอน แมกไซไซ ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันผ่านเพจเฟซบุ๊ก "วิถีคิด" อย่างดุเดือด โดยชี้ว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันล่าสุดโดยไม่มีการตรวจสอบสต๊อกเก่า เป็นการเปิดทางให้กลุ่มผู้ค้าน้ำมันและนักการเมืองกวาดกำไรจากประชาชนไปมากกว่า 16,000 ล้านบาทในทันที

“สูตรเด็ด ? ” ปลุกไทยประหยัดน้ำมัน “ครอบครัวละ 1 ลิตร” อนุทิน อ้างช่วยชาติวันละ 600 ล้านบาท ดีเดย์พ่วงงบ “คนละครึ่งพลัส” กู้ศรัทธาหลังเลิกตรึงราคา

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันที เมื่อนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เปิดทำเนียบรัฐบาลจัดวง "Meet the Press" เพื่อเช็กอุณหภูมิความเดือดร้อนท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การหยิบยกตัวเลขสถิติมาสร้างแรงจูงใจแนวใหม่ ขอความร่วมมือให้ 10 ล้านครอบครัวไทยช่วยกันประหยัดน้ำมันเพียงครอบครัวละ 1 ลิตรต่อวัน

เรือไทย ดังข้ามโลก

ความภาคภูมิใจ ของ เรือไทย เมื่อ Red Bull เครื่องดื่มชูกำลัง แบรนด์ระดับโลก เลือก แม่น้ำเจ้าพระยา และ เรือสำราญสุดหรูของไทย Wonderful Pearl cruise เป็น โลเคชั่น ถ่ายทำโฆษณาชุดใหม่ ออกเผยแพร่ทั่วโลก

ชำแหละกำไรโรงกลั่น ? ลาภลอยบนหยาดเหงื่อ  และทางออกที่รัฐ (ต้อง) กล้าเลือก !

เมื่อหนี้ “แสนล้าน” เป็นของประชาชน แต่ส่วนต่าง “ แสนสุข" เป็นของทุนพลังงาน ? ต่อเนื่องจากวิกฤตการณ์ที่ กบน. ประกาศขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ทิ้งให้สังคมจมอยู่กับคำถามถึงความยุติธรรมในโครงสร้างราคา

ข่าวอื่นๆ

เพลง ” นางรอง ” ส่งให้ทูล ทองใจ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน

เพลง " นางรอง " ขับร้องโดยทูล ทองใจ แต่งคำร้องและทำนองโดยครูพยงค์ มุกดา บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี 2506 ครูพยงค์ท่านรังสรรค์คำร้องได้อย่างยอดเยี่ยม

เพลง John Barleycorn Must Die ของวงร็อคอังกฤษ

เพลง John Barleycorn Must Die ของวงร็อคอังกฤษ Traffic เพลงนี้ออกจำหน่ายในปีพ.ศ. 2513 และในปี 2517 วงดนตรีคาราวาน โดย หงา สุรชัย ได้นำทำนองเพลงนี้มาใส่เนื้อเพลง ให้ชื่อเพลงว่า จิตร ภูมิศักดิ์

“อารยธรรมจีนที่พกติดตัวข้ามโลก”

สำหรับคนจีนในหลายชุมชน โดยเฉพาะชุมชนจีนโพ้นทะเล คำถามหนึ่งที่ได้ยินบ่อยเป็นพิเศษคือ “คุณแซ่อะไร”