หน้าแรกวัฒนธรรม ชีวิต“อ่อนกันไว้ก่อนดีกว่า”

“อ่อนกันไว้ก่อนดีกว่า”

เผยแพร่

spot_img

จากคำตรัสเล่าของ ม.จ. ไกรสิงห์ วุฒิชัย ครั้งหนึ่ง ท่านชายทรงเล่าว่า เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาแต่งตั้ง “สมเด็จย่า” ให้ขึ้นเป็น “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” ก็เผอิญมีงานหลวง ที่ทั้งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในรัชกาลที่ ๙ จะเสด็จฯ แต่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จถึงก่อน

เมื่อเสด็จตรงไปที่ประทับ ก็ทอดพระเนตรเห็นเก้าอี้ประทับ ๒ ที่เหมือนๆ​ กัน แต่ทว่า ที่ประทับที่หนึ่งขยับตัวเยื้องมาอยู่ข้างหลัง ไม่เท่าเทียมกัน สมเด็จฯจึงตรัสแก่ท่านชายในภายหลังว่า ด้วยเพราะบ้านเราไม่เคยมียศตำแหน่ง “ศรีนครินทรา” มาก่อน พระองค์จึงตัดสินพระทัยไม่ถูก ไม่ทรงทราบว่าจะประทับที่ใดดี

ด้วยความ “อ่อนกันไว้ก่อนดีกว่า” ในความงดงามของการเป็นคนไทย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี จึงทรงประทับลง ณ เก้าอี้ที่ตั้งถัดเยื้องมาข้างหลัง

สักพักสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จมาถึง ก็ทรงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่งเมื่อทอดพระเนตรเห็นว่าสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงประทับ ณ พระที่นั่งที่ตั้งเยื้องอยู่ข้างหลัง

และด้วยความตกใจของคนทั้งงานเมื่อ “สมเด็จย่า” ทรงทรุดองค์ลงประทับกับพื้นทันใด แล้วทรงหมอบกราบสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พร้อมตรัสว่า

“หากสมเด็จฯไม่ทรงประทับที่เก้าอี้ตัวหน้า หม่อมฉันก็จะนั่งอยู่กับพื้นนี่แหละ จนกว่าจะเสร็จงาน”

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีก็ทรงตกพระทัยเช่นกันที่สมเด็จย่าทรงประทับหมอบลงกับพื้น ท่านจึงตรัสกับนางสนองพระโอษฐ์สั่งให้เจ้าหน้าที่มาเลื่อนเก้าอี้ทั้ง ๒ ที่ประทับให้มาตั้งเคียงเสมอกัน แต่สมเด็จย่าก็ยังไม่ทรงยอมอยู่ดี ตรัสขอให้อย่างน้อยที่ประทับของท่านเองนั้น ต้องเยื้องมาอยู่ที่ด้านหลัง หรือ “อ่อนกันไว้ก่อนดีกว่า” เช่นกัน

ในครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เป็นสมเด็จพระราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น สมเด็จย่า ยังเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านที่ได้ทุนไปเรียนหนังสือที่อเมริกา และได้พบรักและสมรสกับสมเด็จพระบรมราชชนก

แล้วเพียงไม่กี่ปีต่อมา เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 7 สละราชสมบัติ พระราชโอรสของสมเด็จย่าถึง 2 พระองค์ก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จย่า จากหญิงสาวชาวบ้านกลายเป็นสมเด็จพระชนนีในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน (ในขณะนั้น)

อะไรๆก็ไม่เที่ยง

แต่คนดี อยู่ที่ไหนก็เป็นคนดี ที่รู้จักกาลเทศะ

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ที่สุภาพสตรีสูงศักดิ์ยิ่งถึง 2 พระองค์มาพบกัน ที่ความจริงก็ไม่มีใครรู้ว่า ใครสูงศักดิ์กว่ากัน แต่ด้วยพระราชจริยวัตรที่งดงามยิ่งของทั้ง 2 พระองค์ ที่ “อ่อนกันไว้ก่อนดีกว่า” นี้จึงควรนำมาเป็นเยี่ยงอย่างสำหรับคนไทยเราทุกคน

จากคำตรัสเล่าของ ม.จ. ไกรสิงห์ วุฒิชัย 

ในบทความในหนังสือ ดิฉัน

https://www.facebook.com/share/1TKbacmUcW

ข่าวล่าสุด

2569 ไม่ใช่ 2554  “ท่วม-ไม่ท่วม ?“  กรุงเทพฯ อยู่ที่ “น้ำ”  ไม่ใช่แค่…ระบบ !

ถอดรหัสความต่าง 15 ปี จากการตั้งรับสู่การบริหารมวลน้ำแบบบูรณาการ พร้อมเทียบปริมาณน้ำเหนือปี 2569 กับมหาอุทกภัย 2554 คำตอบยังไม่ใช่ “ไม่ท่วม” แต่คือ “ท่วมที่ไหน และหนักแค่ไหน

“มืออาชีพ” บริหารวิกฤติ วัดกันที่ “ทางออก” ไม่ใช่ “ข้ออ้าง”    จาก Ford, Johnson & Johnson และ Delta สู่บทเรียนสากล

เมื่อ“วิกฤติ” เกิดขึ้น ! ความแตกต่างระหว่าง “ผู้ดำรงตำแหน่ง” กับ “ผู้บริหารมืออาชีพ” อาจไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งหรือขนาดองค์กร แต่อยู่ที่วิธีรับมือกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

“5,600 กระเป๋า” ตกค้าง …สะเทือน HUB !

ปัญหา “กระเป๋าล่าช้า” เมื่อสัมภาระจาก 52 เที่ยวบินตกค้างราว 5,600 ใบ ขณะที่เที่ยวบินของการบินไทยที่ออกจากกรุงเทพฯ ในช่วง 2 วันได้รับผลกระทบเกือบทั้งหมด

กระเป๋าตังค์“แบนกว่า” ความรู้สึก !4 สัญญาณเศรษฐกิจฐานราก

จากรายงานระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index CCI) เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 53.2 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และสูงสุดในรอบ 6 เดือน แต่ยังต่ำกว่าระดับ 100

ข่าวอื่นๆ

จม.รักอาม่า  ดังสนั่นแผ่นดินใหญ่ ททท.คาดปลุกคนจีน เที่ยวไทย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำหน้าที่ขยี้หัวใจของชาวจีนแต้จิ๋วโพ้นทะเล เล่าเรื่องราวความผูกพันผ่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกันได้อย่างงดงาม ประกอบกับการดึงคนไทยเชื้อสายจีนมาร่วมถ่ายทอด ยิ่งทำให้คนดูชาวจีนอินและตระหนักว่า “ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

ดูหนัง ฟังเพลง (ตอนที่ 1)  My Fair Lady : เมื่อหนังเพลงพาเราย้อนมองโลกยุคจักรวรรดินิยม

หนังเพลงคลาสสิกเรื่อง My Fair Lady ไม่ได้เล่าเพียงเรื่องความรักของหญิงขายดอกไม้กับสุภาพบุรุษผู้ดีอังกฤษ แต่กำลังตั้งคำถามสำคัญว่า “มนุษย์มีคุณค่าเพราะกำเนิด หรือเพราะโอกาสที่ได้รับ”

 Time  ยกย่อง จีโน นักกอลฟ สาวไทยเป็นยอดนักกีฬา

นักกีฬาไทยคนหนึ่งได้รับเลือกจาก TIME ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการกีฬาโลก จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา