วันอังคาร, เมษายน 21, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกวัฒนธรรม ชีวิต“อ่อนกันไว้ก่อนดีกว่า”

“อ่อนกันไว้ก่อนดีกว่า”

เผยแพร่

spot_img

จากคำตรัสเล่าของ ม.จ. ไกรสิงห์ วุฒิชัย ครั้งหนึ่ง ท่านชายทรงเล่าว่า เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาแต่งตั้ง “สมเด็จย่า” ให้ขึ้นเป็น “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” ก็เผอิญมีงานหลวง ที่ทั้งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในรัชกาลที่ ๙ จะเสด็จฯ แต่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จถึงก่อน

เมื่อเสด็จตรงไปที่ประทับ ก็ทอดพระเนตรเห็นเก้าอี้ประทับ ๒ ที่เหมือนๆ​ กัน แต่ทว่า ที่ประทับที่หนึ่งขยับตัวเยื้องมาอยู่ข้างหลัง ไม่เท่าเทียมกัน สมเด็จฯจึงตรัสแก่ท่านชายในภายหลังว่า ด้วยเพราะบ้านเราไม่เคยมียศตำแหน่ง “ศรีนครินทรา” มาก่อน พระองค์จึงตัดสินพระทัยไม่ถูก ไม่ทรงทราบว่าจะประทับที่ใดดี

ด้วยความ “อ่อนกันไว้ก่อนดีกว่า” ในความงดงามของการเป็นคนไทย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี จึงทรงประทับลง ณ เก้าอี้ที่ตั้งถัดเยื้องมาข้างหลัง

สักพักสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จมาถึง ก็ทรงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่งเมื่อทอดพระเนตรเห็นว่าสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงประทับ ณ พระที่นั่งที่ตั้งเยื้องอยู่ข้างหลัง

และด้วยความตกใจของคนทั้งงานเมื่อ “สมเด็จย่า” ทรงทรุดองค์ลงประทับกับพื้นทันใด แล้วทรงหมอบกราบสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พร้อมตรัสว่า

“หากสมเด็จฯไม่ทรงประทับที่เก้าอี้ตัวหน้า หม่อมฉันก็จะนั่งอยู่กับพื้นนี่แหละ จนกว่าจะเสร็จงาน”

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีก็ทรงตกพระทัยเช่นกันที่สมเด็จย่าทรงประทับหมอบลงกับพื้น ท่านจึงตรัสกับนางสนองพระโอษฐ์สั่งให้เจ้าหน้าที่มาเลื่อนเก้าอี้ทั้ง ๒ ที่ประทับให้มาตั้งเคียงเสมอกัน แต่สมเด็จย่าก็ยังไม่ทรงยอมอยู่ดี ตรัสขอให้อย่างน้อยที่ประทับของท่านเองนั้น ต้องเยื้องมาอยู่ที่ด้านหลัง หรือ “อ่อนกันไว้ก่อนดีกว่า” เช่นกัน

ในครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เป็นสมเด็จพระราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น สมเด็จย่า ยังเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านที่ได้ทุนไปเรียนหนังสือที่อเมริกา และได้พบรักและสมรสกับสมเด็จพระบรมราชชนก

แล้วเพียงไม่กี่ปีต่อมา เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 7 สละราชสมบัติ พระราชโอรสของสมเด็จย่าถึง 2 พระองค์ก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จย่า จากหญิงสาวชาวบ้านกลายเป็นสมเด็จพระชนนีในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน (ในขณะนั้น)

อะไรๆก็ไม่เที่ยง

แต่คนดี อยู่ที่ไหนก็เป็นคนดี ที่รู้จักกาลเทศะ

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ที่สุภาพสตรีสูงศักดิ์ยิ่งถึง 2 พระองค์มาพบกัน ที่ความจริงก็ไม่มีใครรู้ว่า ใครสูงศักดิ์กว่ากัน แต่ด้วยพระราชจริยวัตรที่งดงามยิ่งของทั้ง 2 พระองค์ ที่ “อ่อนกันไว้ก่อนดีกว่า” นี้จึงควรนำมาเป็นเยี่ยงอย่างสำหรับคนไทยเราทุกคน

จากคำตรัสเล่าของ ม.จ. ไกรสิงห์ วุฒิชัย 

ในบทความในหนังสือ ดิฉัน

https://www.facebook.com/share/1TKbacmUcW

ข่าวล่าสุด

พรุ่งนี้เริ่มแล้ว! งานฉลอง 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ 

ชมมหรสพใหญ่ 3 พื้นที่พร้อมกัน 5 วัน 5 คืนเต็ม ดูโขน การแสดง หนังกลางแปลง เที่ยวพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน เดินตลาดย้อนยุค ไหว้พระขอพร ชมงานไฟแสงสีเสียงจัดเต็ม #เข้าฟรีตลอดงาน จัดปีละครั้งเท่านั้น

อิสราเอลเผยแผนการเตรียมยึดครองตอนใต้ของเลบานอน

กองทัพ Israel Defense Forces ระบุว่ามีแผนจะคงกำลังในประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ถอนกำลัง

“ธรรมนูญงานศพ” : หยุดค่านิยมจอมปลอม คืนความถูกต้องให้สังคม   

โดย พจน์ เมืองนนท์       งานศพในปัจจุบันกำลังกลายเป็น "กับดัก" ที่กักขังชาวบ้านไว้ด้วยหนี้สินและหน้าตา ถึงเวลาที่ต้องพูดความจริงกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ความยิ่งใหญ่ของงานพิธี ไม่ได้สะท้อนถึงความกตัญญูหรือความดีงาม แต่คือการเบียดเบียนตนเองและครอบครัวอย่างขาดสติ ผมขอเสนอ "ธรรมนูญงานศพ" เพื่อเป็นมาตรฐานแห่งการตื่นรู้ของชุมชน ดังนี้:  1. ถึงผู้นำและผู้ทรงเกียรติ: อย่าให้ตำแหน่งบดบังหัวใจ การก้าวขึ้นเป็นประธานในพิธีของท่าน...

สี จิ้นผิง หารือกับมกุฎราชกุมารซาอุฯ ‘ ระบุช่องแคบฮอร์มุซ ควรเปิดเสรี’  

เป็นครั้งแรกที่ผู้นำจีนออกมาเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้เปิดเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์แห่งนี้อีกครั้ง หลังจากถูกปิดล้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ข่าวอื่นๆ

มันเริ่มต้นในชื่อ “Hey Jules”

เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1968 ซินเธีย เลนนอน (Cynthia Lennon) เพิ่งกลับจากการพักผ่อนสองสัปดาห์ในกรีซ เธอแวะผ่านกรุงโรม ก่อนจะเดินทางถึงลอนดอนด้วยสภาพที่สดชื่นและผ่อนคลาย

เท็กซัส: จากดินแดนเม็กซิโก สู่รัฐอเมริกา

ทุกท่านเคยได้ยินสุภาษิตมลายูโบราณไหมว่า “ทำดีต้องมีขอบเขต ทำชั่วอย่าทำแม้ครั้งเดียว” หรือสุภาษิตมลายูที่เจ็บแสบกว่านั้นว่า “เลี้ยงลิงในป่า แต่ลูกในบ้านกลับอดตาย”

ตระกูลเวชชาชีวะ : จากเรือใบเมืองจันทบุรี สู่ตระกูลการเมือง-การแพทย์

จากเสื่อผืนหมอนใบของชาวจีนฮากกา สู่การเป็นตระกูลที่ได้รับพระราชทานนามสกุลจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 นี่คือเรื่องราวของการเดินทางผ่านกาลเวลาของครอบครัวใหญ่ที่สมาชิกแต่ละรุ่นต่างมีทางเดินของตัวเอง แม้บางครั้งจะยืนอยู่คนละฝั่งของอุดมการณ์ก็ตาม