หน้าแรกเรื่องสั้นเรื่องสั้น   “เรารักกัน…เพราะไม่รู้จักกัน !”

เรื่องสั้น   “เรารักกัน…เพราะไม่รู้จักกัน !”

เผยแพร่

spot_img

                  ในโลกที่ความรักถูกย่อส่วนลงเหลือเพียงการรูดปลายนิ้วไปบนหน้าจอกระจกเย็นเฉียบ…

                             “แมน” พบว่าตัวเองติดอยู่ในวังวนของแสงสีฟ้าจากสมาร์ทโฟนมาเกือบสามเดือนแล้ว 

                              เขาตกหลุมรักผู้หญิงที่ชื่อ “มล” 

                             ผู้หญิงที่เขาไม่เคยได้ยินเสียงจริง ไม่เคยสัมผัสไออุ่นจากปลายนิ้ว และไม่เคยแม้แต่จะเห็นแววตาของเธอผ่านดวงตาคู่นี้จริงๆ

                           “วันนี้ท้องฟ้าสีหม่นเหมือนน้ำตาของพระเจ้าเลยนะคะ”

                            ข้อความสั้นๆ จากเธอเด้งขึ้นมาบนหน้าจอขณะที่มินทร์กำลังนั่งจิบกาแฟขมจัดในคาเฟ่ที่เงียบเหงา

                          “ผมว่าพระเจ้าแค่กำลังเหงาเหมือนเรา” 

                            เขาพิมพ์ตอบกลับไปแทบจะทันที รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ความสัมพันธ์ผ่านตัวอักษรของเขาทั้งคู่นั้นงดงามราวกับบทกวีที่ยังเขียนไม่เสร็จ 

                           มล คือความลึกลับที่แสนหวาน เธอฉลาด ช่างสังเกต และดูเหมือนจะรู้จักความโดดเดี่ยวในระดับเดียวกับที่เขารู้จัก

                           เขาทั้งคู่เจอกันในแอปพลิเคชันเดทที่เน้นการสนทนามากกว่าการโชว์รูปถ่าย 

                          รูปโปรไฟล์ของ”มล“ เป็นเพียงภาพเบลอๆ ของดอกบัวกลางสระน้ำ ส่วนของ “แมน” คือภาพเงาดำที่หันหลังให้แสงอาทิตย์อัสดง

                         ทั้งสอง ตกลงกันตั้งแต่วันแรกว่าจะไม่ส่งรูปจริงให้กัน ไม่นัดเจอ และไม่พยายามก้าวข้ามเส้นแบ่งของความเป็น “คนแปลกหน้าที่สนิทใจ”

                      “เรารักกันเพราะเราไม่รู้จักกันจริงๆ นั่นแหละมล”      

                      แมน เคยพูดกับหน้าจอในคืนที่เขารู้สึกเปราะบางที่สุด   แต่ความลับมักมีวันหมดอายุ หลังจากสามเดือนของการแลกเปลี่ยนความคิดถึงผ่านสัญญาณดิจิทัล 

                     มล เป็นคนเอ่ยปากเป็นครั้งแรก “แมนคะ… ถึงเวลาหรือยังที่เราจะทำให้ความฝันนี้มีน้ำหนักและตัวตนขึ้นมาจริงๆ?”

                     พวกเขานัดเจอกันในวันเสาร์ที่กำลังจะมาถึง สถานที่นัดหมายไม่ใช่สวนสาธารณะ หรือโรงภาพยนตร์หรูหรา แต่มลระบุพิกัดที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง… 

                    มันคือศาลาการเปรียญในวัดเก่าแก่แถบชานเมือง

                         “ฉันมีธุระสำคัญที่ต้องไปทำที่นั่นตอนบ่ายสามโมง ถ้าแมน กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริง… ไปเจอกันที่นั่นนะคะ”

                           แมน มองข้อความนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ความรื่นรมย์ในใจเริ่มถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่ปลายนิ้ว เขาเริ่มสงสัยว่าความหมายของ “ความจริง” ที่มล พูดถึงคืออะไร 

และทำไมบทเริ่มต้นของความรักครั้งนี้… ถึงต้องไปตั้งต้นในสถานที่แห่งการจากลา…

                           เช้าวันเสาร์นั้นอากาศหนักอึ้ง แมน รู้สึกเหมือนกระวนกระวายใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก เขามั่นใจว่ามลไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา 

                         ข้อความสุดท้ายของเธอที่ว่า “ไปเห็นความจริงด้วยกัน” วนเวียนอยู่ในหัวเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง 

                           เขาเริ่มคิดไปไกล หรือมลจะเป็น  “คนรักเก่าหรือภรรยาเก่า” ของใครบางคนที่เขาเคยมีปัญหาร้ายแรงด้วย?

                           หรือเธอจะเป็น “นักสืบ” ที่แฝงตัวมาเพื่อขุดคุ้ยอดีตที่เขาซ่อนไว้ในเงามืด?

                           เขาสวมสูทสีดำเรียบกริบ มันดูสุภาพพอสำหรับทั้งการนัดเดทและการไว้อาลัย

                          ใจระทึกครึกโครมไปตลอดทาง…!

          เมื่อไปถึงวัดป่าทางทิศตะวันตก บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าประหลาด มีเพียงเสียงรองเท้าหนังของเขากระทบพื้นหินแกรนิตช้าๆ    แมน เดินผ่านเมรุที่ไร้ควันไฟ มุ่งหน้าไปยังศาลาที่ 4 ตามพิกัดที่มลส่งมา 

                        เขาชะงักกับสถานที่ชั่วครู่….

                          รู้สึกเหมือนมีใครบางคนจับตามองอยู่จากหลังเสาโบสถ์ แต่เมื่อหันไปกลับพบเพียงความว่างเปล่า

                        “ผมถึงแล้วนะมล” เขาพิมพ์ข้อความลงในแอปฯ มือเขาสั่นอย่างเห็นได้ชัด

                       ”ฉันเห็นแมน ..แล้วค่ะ… แมน ดูดีกว่าที่ฉันจินตนาการไว้เยอะเลย”

                        ข้อความนั้นทำให้เขาสะดุ้งโหยง เขารีบกวาดสายตาไปรอบศาลาที่มีคนนั่งอยู่ประปราย ทุกคนสวมชุดสีดำและดูโศกเศร้า สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่ผู้หญิงร่างบางคนหนึ่งที่ยืนอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ 

                       เธอสวมหมวกปีกกว้างพร้อมผ้าคลุมหน้าบางๆ สีดำสนิท เธอกำลังจ้องมองมาที่เขาจริงๆ

                       แมน กำลังจะก้าวเท้าเดินเข้าไปหา แต่จู่ๆ ชายร่างยักษ์ในชุดนอกเครื่องแบบก็เดินเข้ามาขวางหน้าเขาไว้ด้วยท่าทีคุกคาม

                    “มาทำอะไรที่นี่?” ชายคนนั้นถามด้วยเสียงต่ำลึก แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

                   “ผม… ผมมาหาเพื่อนครับ”   แมนตอบ พยายามมองข้ามไหล่ชายคนนั้นไปหาผู้หญิงในชุดดำคนเดิม แต่เธอกลับหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคยจนน่าใจหาย กลิ่นกุหลาบป่าที่ผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อ… กลิ่นที่เขาเคยได้ยินมลบรรยายไว้ในแอปฯ ว่าเป็นกลิ่นโปรดของเธอ

                    “อย่าเพิ่งขยับค่ะแมน…” 

                      ข้อความใหม่เด้งขึ้นมา “ชายคนนั้นคือพี่ชายของฉันเอง เขาค่อนข้างหวงฉันน่ะ… เพราะเขารู้ว่าฉันเสียใจแค่ไหนกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อน   แมน จำวันที่เราคุยเรื่อง การทรยศที่เจ็บปวดที่สุด …ได้ไหมคะ?”

                        แมน รู้สึกเสียวสันหลังวาบ….!!

                        หรือว่ามล คือคนในอดีตที่เขาเคยทำร้ายจิตใจไว้อย่างรุนแรง? 

                       ความทรงจำเกี่ยวกับผู้หญิงชื่อ “อลิสา” ผุดขึ้นมาสั้นๆ ผู้หญิงที่เขาเคยทิ้งไปในวันที่เธอต้องการเขามากที่สุด และเธอเคยขู่ว่าจะตามหาเขาให้เจอไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

                    “มล…. คุณคือใครกันแน่?”

                     แมน พิมพ์ถามด้วยความเครียดที่พุ่งปรี๊ด

                     ทันใดนั้น เสียงสวดพระอภิธรรมก็เริ่มขึ้นดังกระหึ่มจากภายในศาลา เสียงนั้นบีบคั้นหัวใจจนเขาแทบหายใจไม่ออก คนตัวใหญ่ที่ขวางเขาไว้เดินจากไปอย่างเงียบๆ ทิ้งทางเดินข้างหน้าให้ว่างเปล่า

                   แมน ก้าวเท้าเข้าไปในศาลาช้าๆ หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองรบ เขาไม่ได้มองไปที่โลงศพที่ตั้งเด่นอยู่กลางห้อง แต่สายตาเขากวาดมองหาผู้หญิงคนนั้น… 

                  ผู้หญิงที่เขารักผ่านตัวอักษร และตอนนี้เธอนั่งอยู่ที่มุมมืดที่สุดของศาลาเพียงลำพัง

                   เขารี่เข้าไปด้านหลังอย่างเงียบ ๆ จนเกือบชิดเพียงแขกเหรื่อคนเดียวขวางไว้

                           เธอยังไม่หันมามองเขา แต่เธอกำลังก้มลงมองกระดาษใบหนึ่งในมือ… พลันที่เธอขยับตัวชูขึ้น  เขาเห็นรูปถ่ายที่พอจำได้แม่นว่าคือรูปของตัวเขาเองตอนสมัยเรียน!

                         เขาผงะถอยกลับไปด้านนอกพร้อมกับอีกสองสามคน

                         แมน หยุดชะงักฝีเท้าอยู่ตรงขอบประตูศาลา แสงไฟนีออนสลัวด้านในตัดกับความมืดครึ้มภายนอกทำให้ทัศนวิสัยพร่าเลือน

                         ข้อความของมลที่ว่า “เห็นแมนแล้ว” อาจเป็นเพียงการคาดเดาจากรูปร่างหรือเสื้อผ้าที่เขาเคยเปรยไว้ในบทสนทนา หรือไม่… เธอก็อาจซุ่มมองเขาอยู่จากมุมมืดที่เขามองไม่เห็น

                       “แมนคะ… เข้ามาสิคะ ฉันนั่งอยู่ทางซ้ายมือ ตรงม้านั่งยาวแถวซ้ายสุด”

                        คราวนี้  เขาเดินเข้าไปอย่างเกร็งๆ กลิ่นธูปหนาทึบและไอเย็นจากแอร์เคลื่อนที่ทำงานหนักจนเกิดเสียงหึ่งๆ กลบเสียงฝีเท้า ทุกคนที่นั่งอยู่ในศาลาต่างก้มหน้าก้มตาอยู่กับความโศกเศร้าของตนเอง 

                       แมน เหลือบมองไปทางซ้ายตามที่เธอบอก เขาเห็นแผ่นหลังของหญิงสาวคนหนึ่งสวมชุดสีดำสนิท ผมยาวประบ่าของเธอถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย เธอไม่ได้หันมา แต่ท่าทางที่เธอก้มลงอ่านอะไรบางอย่างในมือนั้นดูสงบนิ่งจนน่าขนลุก

                 ทรุดตัวลงนั่งห่างจากเธอประมาณสองช่วงตัว หัวใจของเขาเต้นโครมครามจนเกรงว่าคนข้างๆ จะได้ยิน เขาพยายามไม่มองเธอตรงๆ แต่ใช้หางตาสำรวจ สิ่งที่เธอถืออยู่ในมือนั้นไม่ใช่รูปถ่ายของเขาอย่างที่เขาตาฝาดไปในตอนแรก แต่มันคือ “แผ่นบัตรงานศพ” ใบเล็กๆ ที่มีรูปใบหน้าของผู้ตายประดับอยู่ด้วย

                          เขารีบล้วงมือหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา พิมพ์ข้อความสั้นๆ               “ผมอยู่ข้างหลังคุณแล้วนะมล”

                          หญิงสาวคนนั้นนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ไหล่ของเธอจะสั่นน้อยๆ คล้ายกำลังสะอื้นหรือหัวเราะเธอยังไม่ยอมหันกลับมา แต่ข้อความตอบกลับเด้งขึ้นมาแทน

                       “ขอบคุณที่มานะคะแมน … แมนรู้ไหมคะว่าทำไมฉันถึงเลือกที่นี่? เพราะคนในโลงศพนั่นคือ “เหตุผล”  ที่ทำให้เราสองคนต้องมาเจอกันในแอปฯ วันนั้น”

                        แมน…. เย็นวาบไปทั้งสันหลัง เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปยังหน้าโลงศพที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางศาลาเป็นครั้งแรก 

                       รูปภาพชายหนุ่มในกรอบไม้สีขาวที่ตั้งอยู่หน้าพวงหรีดนับร้อยนั้นคือ “ภาส” เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่แมนเคยทรยศด้วยการแย่งคนรักของเขาไปเมื่อหลายปีก่อน และภาสเพิ่งเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุอย่างกะทันหันเมื่อสามวันก่อน

                      “มล… คุณเกี่ยวข้องอะไรกับภาส?”

 แมนกระซิบเบาๆ กับความว่างเปล่าข้างตัว

                    “ฉันคือคนที่ภาสรักที่สุด… และฉันคือคนที่ภาสเล่าเรื่อง “เพื่อนรักที่หักหลังเขา”  ให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนเขาจะสิ้นใจ”

                     แมน รู้สึกเหมือนอากาศในศาลาสวดศพ ถูกสูบออกไปจนหมด เขาจำได้ว่ามล เคยบอกว่าเธอมีบาดแผลจากการถูกทรยศ แตเขาไม่เคยเฉลียวใจเลยว่าผู้ชายที่โดนหักหลังคนนั้นคือเพื่อนรักของเขาเอง หญิงสาวคนข้างๆ ค่อยๆ ขยับตัว เธอเริ่มหันหน้ามามาช้าๆ    แมนกลั้นหายใจ เตรียมรับแรงปะทะของความจริงที่เขากลัวที่สุด… ว่ามลอาจจะเป็น “ผู้หญิงคนนั้น” ที่เขาเคยแย่งมาจากภาส !

                   แต่ก่อนที่เธอจะหันมาสบตา เสียงสัปเหร่อก็ประกาศให้ทุกคนลุกขึ้นยืนเพื่อเมื่อพระสวดบทสุดท้าย 

                 แมนถูกกลุ่มคนที่ลุกขึ้นยืนบังทัศนียภาพจนมิด เมื่อแขกมางานขยับขยาย หญิงสาวคนนั้นก็อันตรธานหายไปเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่งที่วางคว่ำหน้าอยู่บนที่นั่งของเธอ

                   บนหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมา มีข้อความสุดท้ายที่ทำให้น้ำตาของเขาร่วงหล่น  

               “ไปที่โลงศพสิคะแมน…. ไปดู “ของขวัญ”  ที่ฉันกับภาสเตรียมไว้ให้คุณ”

                            แมน หยุดยืนอยู่หน้าช่องกระจกเล็กๆ ของโลงศพสีขาวมุก กลิ่นธูปที่คละคลุ้งและเสียงเครื่องทำความเย็นที่ทำงานหึ่งๆ กลบทุกสรรพเสียงรอบข้างจนเขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถูกบีบให้เหลือเพียงเขาและร่างที่นอนนิ่งอยู่เบื้องหลังกระจกหนา

                            นัยน์ตาของแมน เบิกกว้างเมื่อเห็นใบหน้าของผู้ตายชัดๆ เป็นครั้งแรก… “ภาส” ….

                           เพื่อนสนิทที่เขาทรยศอย่างเลือดเย็นด้วยการแย่งชิงคนรักไปเมื่อหลายปีก่อน ภาสนอนอยู่ตรงนั้นในชุดสูทสีเข้มที่ดูดีกว่าครั้งสุดท้ายที่เขาเห็น มือที่ประสานกันบนหน้าอกกุม “พวงมาลัยดอกมะลิสีขาว” ไว้หนึ่งพวง แต่มันไม่ใช่พวงมาลัยธรรมดา เพราะในใจกลางพวงมะลินั้นมี “สมาร์ทโฟน” เครื่องหนึ่งวางคว่ำหน้าอยู่

                           ติ๊ด…

                          โทรศัพท์ในมือของแมน สั่นสะเทือน ข้อความสุดท้ายจากเด้งขึ้นมา:

                        “แมน คะ… ถึงเวลาที่ความลับต้องสิ้นสุดแล้ว หันกลับมามองฉันเป็นครั้งสุดท้ายสิคะ”

                        แมน หันหลังกลับไปมองยังศาลาที่ตอนนี้ว่างเปล่าไร้แขกเหรื่อร่วมงาน  แสงสว่างจากไฟฟ้าชายศาลาพลบค่ำ ลอดผ่านช่องหน้าต่างกระจก ส่องลงไปยังม้านั่งแถวหน้าสุด

                        ที่นั่น… เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดสีขาวบริสุทธิ์นั่งอยู่อย่างสงบ เธอซีดเซียวและงดงามราวกับภาพวาดที่สลักขึ้นจากความโศกเศร้า เธอไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง แต่แววตาที่จ้องมองมานั้นกลับว่างเปล่าจนน่าใจหาย

                      เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ…….!!

                     วางโทรศัพท์ของเธอทิ้งไว้บนม้านั่ง ก่อนจะเดินหายลับไปในเงามืดของประตูศาลาโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว 

                     ทิ้งให้แมนยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน 

                     เขาเดินตรงไปยังม้านั่งตัวนั้น หยิบโทรศัพท์ที่เธอบรรจงวางทิ้งไว้ขึ้นมา บนหน้าจอที่ยังสว่างวาบเป็นสีฟ้าหม่นนั้นเปิดหน้าแชทของเราค้างไว้

                    มีข้อความเพียงประโยคเดียวที่ถูกพิมพ์ทิ้งไว้ด้วยอักษรตัวหนา

                  “ฉันรักแมนในโทรศัพท์   มากพอๆ กับที่ฉันเกลียดแมน….ในความจริง ! ”

 “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

“กรุงเทพ ฯ “ สวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก   สู่บททดสอบความปลอดภัยที่เปราะบาง….!

สมการผู้ว่าฯ กทม. ยุคใหม่ ต้องกล้ากำหนด "ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์" มากกว่านโยบายแก้ปัญหารายวัน วางประกบพิมพ์เขียวเมืองหลวงยุโรป-เอเชีย สกัดกั้นภัยไซเบอร์ข้ามชาติ ท้าทายวิสัยทัศน์แคนดิเดตเสาชิงช้า                             ท่ามกลางบรรยากาศอันคึกคักของการเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งใหม่ เสียงกองเชียร์และขบวนกลองยาวอาจสร้างสีสันทางสถิติ ทว่าสิ่งทีสังคมเมืองหลวงกำลังตั้งคำถามอย่างเงียบเชียบทว่าหนักแน่น คือ “ทิศทาง” ที่แท้จริงของมหานครแห่งนี้ บนเวทีโลก                         “กรุงเทพฯ” ...

คุก 24 ปี  อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินรับสินบน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ว่าศาลประชาชนในมณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของจีน มีคำพิพากษาให้นายสือ หย่งซิน อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน รับโทษจำคุกเป็นเวลา 24 ปี ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบขณะดำรงสมณเพศ...

Forbes จัดอันดับ จ. เชียงใหม่ ติด TOP8 เป้าหมายหลักของคนทำงานด้านดิจิทัล (Digital Nomads) และครีเอเตอร์ จากทั่วโลก ย้ายมาปักหลักมากที่สุด ในปี 2026 

นิตยสารธุรกิจชั้นนำระดับโลก Forbesได้จัดอันดับเชียงใหม่ ให้เป็น 1 ใน 8 เมืองที่เหล่านักเดินทาง คนทำงานด้านดิจิทัล (Digital Nomads) และกลุ่มครีเอเตอร์ทั่วโลกหลั่งไหลและย้ายเข้ามาปักหลักมากที่สุดในปี 2026 โดยติดกลุ่ม TOP8 ของโลก

วันนี้    “วิสาขบูชาสากลโลก”  2569  พลวัตแห่งศรัทธาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประชาคมโลกต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงภูมิรัฐศาสตร์อันสลับซับซ้อนและวิถีทุนนิยมที่เร่งรัด วันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2569 ยิ่งทวีความสำคัญในฐานะหมุดหมายเชิงอุดมการณ์ที่เตือนใจให้มนุษยชาติหันกลับมาพิจารณาถึงความสงบภายในอันเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่แท้จริง

ข่าวอื่นๆ

เรื่องสั้น  “คืนวิกฤติ”

โป้ง….โป้ง…..โป้ง งงง…“ เสียงปืนดังแหวกอากาศเหนือท่าเรือร้าง รุนแรงและแม่นยำ ไม่ใช่การยิงขู่ แต่เป็นการยิง “บังคับทิศทาง”

เรื่องสั้น  สิงห์หนุ่มปะทะเสือสาว

เสียงแซ็กโซโฟนกระแทกกระทั้นจากชั้นล่างลอยขึ้นมาตามช่องบันไดทองเหลืองทอดยาวขึ้นไปชั้นบน เหมือนลมหายใจคนเหนื่อย กลิ่นวิสกี้ราคากลาง ๆ ผสมควันบุหรี่และน้ำหอมหวานฉุนติดอยู่ในอากาศจนแทบเคี้ยวได้

เรื่องสั้น     “ตุ๊กตา”

บนโต๊ะไม้เนื้อเก่ากลางห้องนั่งเล่น ร่างพลาสติกซีดเซียวของมันไม่ได้โดดเด่นอะไรนักหากมองเผินๆ แต่เมื่อใดที่สายตาของผมปะทะเข้ากับดวงตาคู่นั้น… !