หน้าแรกวัฒนธรรม ชีวิตเท็กซัส: จากดินแดนเม็กซิโก สู่รัฐอเมริกา

เท็กซัส: จากดินแดนเม็กซิโก สู่รัฐอเมริกา

เผยแพร่

spot_img

“แขกที่ยึดบ้านที่มีเจ้าของ: เม็กซิโกเสียเท็กซัสเพราะ ‘ใจดี’ เกินไปได้อย่างไร”

ทุกท่านเคยได้ยินสุภาษิตมลายูโบราณไหมว่า

“ทำดีต้องมีขอบเขต ทำชั่วอย่าทำแม้ครั้งเดียว”

หรือสุภาษิตมลายูที่เจ็บแสบกว่านั้นว่า

“เลี้ยงลิงในป่า แต่ลูกในบ้านกลับอดตาย”

หากท่านอยากเห็นตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนและใหญ่ที่สุดของสุภาษิตเหล่านี้

เราต้องย้อนกลับไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่าง เม็กซิโกกับเท็กซัสในศตวรรษที่ 19

ครั้งหนึ่ง เท็กซัสไม่ได้เป็นของสหรัฐอเมริกา

เท็กซัสเป็นดินแดนอธิปไตยของเม็กซิโก 

มีชื่อเดิมว่า เตฆัส (Tejas)

เป็นแผ่นดินกว้างใหญ่ อุดมสมบูรณ์

แต่ในช่วงทศวรรษ 1820 

ดินแดนนี้กลับเงียบเหงา ผู้คนเบาบาง

ชาวเม็กซิกันไม่ค่อยอาศัยอยู่ที่นี่

เพราะอยู่ไกลจากเมืองหลวงเม็กซิโกซิตี้

และยังถูกรุกรานจากชนเผ่าอาปาเช่อยู่เสมอ

รัฐบาลเม็กซิโกในเวลานั้นคิดว่า

“เราต้องพัฒนาดินแดนนี้ 

ปล่อยให้รกร้างไปก็เสียของ”

และนี่คือการตัดสินใจที่ (หากพวกเขามองเห็นอนาคต) คงยอมตัดนิ้วตัวเองดีกว่าลงนามในข้อตกลงนั้น

เม็กซิโกเปิดประตูต้อนรับคนต่างชาติ

รัฐบาลเม็กซิโกเชิญชวนผู้ตั้งถิ่นฐานจากสหรัฐอเมริกา (ชาวแองโกล)

ให้เข้ามาตั้งรกรากในเท็กซัส

แจกที่ดินฟรี หรือขายในราคาถูกมาก

โดยมีเงื่อนไขง่าย ๆ เพียงไม่กี่ข้อคือ

ต้องเป็นพลเมืองเม็กซิโก

ต้องนับถือศาสนาประจำชาติ (คาทอลิก)

ต้องใช้ภาษาสเปน

และที่สำคัญที่สุด ต้องเคารพกฎหมายเม็กซิโก (รวมถึง การห้ามทาส)

ผู้นำกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานคือ สตีเฟน เอฟ. ออสติน

พยักหน้ารับปากว่า

“ตกลง เราจะปฏิบัติตามทุกข้อ”

จากนั้น ชาวอเมริกันก็หลั่งไหลเข้าเท็กซัสเป็นจำนวนมาก

ช่วงแรก ทุกอย่างดูดี

การค้าขยายตัว ที่ดินถูกพัฒนา 

ความสัมพันธ์ดูสงบสุข

แต่ไม่นาน ธาตุแท้ของ “แขก” ก็เริ่มปรากฏ

ผู้ตั้งถิ่นฐานอเมริกันไม่ยอมพูดภาษาสเปน

ไม่ยอมผสมกลมกลืนกับชาวเม็กซิกันท้องถิ่น

ตั้งชุมชนของตัวเอง แยกตัวชัดเจน และที่ร้ายแรงที่สุดคือ พวกเขาละเมิดกฎหมายหลักของประเทศเจ้าบ้าน พวกเขานำ ทาส เข้ามาด้วย

ทั้งที่เม็กซิโกประกาศเลิกทาสตั้งแต่ปี ค.ศ. 1829

เพราะมองว่ามนุษย์ทุกคนต้องเป็นอิสระ

แต่ผู้ตั้งถิ่นฐานอเมริกันใช้เล่ห์กล เปลี่ยนคำว่า “ทาส” เป็น“แรงงานตามสัญญาตลอดชีวิต” เพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย

เมื่อรัฐบาลเม็กซิโกเตือน พวกเขาเพิกเฉย

เมื่อมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร พวกเขาฉีกทิ้ง

จำนวนผู้อพยพอเมริกันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

จนสัดส่วนประชากรบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว

ชาวเม็กซิกัน 1 คน ต่อผู้อพยพอเมริกัน 10 คน

นี่คือสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง 

ในแผ่นดินของตนเอง

เจ้าของประเทศกลายเป็นชนกลุ่มน้อย

ผู้มาอาศัยกลับกลายเป็นเสียงข้างมาก

เมื่อคนมากขึ้น ความ “ได้ใจ” ก็แปรเป็น “อหังการ”

พวกเขาเริ่มเรียกร้อง กล่าวหาว่ารัฐบาลเม็กซิโกกดขี่ ไม่พอใจที่ต้องเสียภาษี 

ไม่พอใจที่ไม่ให้ถือครองทาส

รัฐบาลเม็กซิโก ภายใต้ประธานาธิบดี อันโตนิโอ โลเปซ เด ซานตา อันนา

เริ่มตระหนักถึงความผิดพลาดครั้งใหญ่

ในปี ค.ศ. 1830 เม็กซิโกพยายามปิดพรมแดน

“พอแล้ว ห้ามเข้ามาอีก!” แต่ก็สายเกินไป

ข้าวสุกกลายเป็นโจ๊กเน่าเสียแล้ว

ผู้อพยพผิดกฎหมายยังคงหลั่งไหลเข้ามา

และผู้ตั้งถิ่นฐานที่อยู่ในเท็กซัสก็เริ่มจับอาวุธ

พวกเขาก่อกบฏ ตะโกนเรียกร้อง 

“เอกราชให้เท็กซัส!” ทั้งที่ความจริงคือ

พวกเขาต้องการอิสระเพื่อรักษาระบบทาส

และไม่ต้องการอยู่ภายใต้กฎหมายของเจ้าของแผ่นดิน เลยเกิดสงครามนองเลือด

เหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดคือ เดอะ อะลาโม

แต่จุดตัดสินคือ ยุทธการซาน ฮาซินโต (ค.ศ. 1836)

กองทัพเม็กซิโกพ่ายแพ้

ประธานาธิบดีซานตา อันนา ถูกจับ

และถูกบังคับให้ลงนามในข้อตกลงยกเท็กซัสให้

เท็กซัสจึงถูกแยกไปจากเม็กซิโก

ช่วงแรก เท็กซัสเป็นสาธารณรัฐอิสระ

แต่ไม่นาน ในปี ค.ศ. 1845

ก็ถูกรวมเข้าเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

ไม่เพียงเท่านั้น

ต่อมาสหรัฐฯ ทำสงครามกับเม็กซิโกอีก

และเม็กซิโกต้องสูญเสีย แคลิฟอร์เนีย เนวาดา ยูทาห์ แอริโซนา และนิวเม็กซิโก

ดินแดนเกือบครึ่งประเทศหายไป

ทั้งหมดนี้เริ่มจากอะไร?

จากความ “สงสาร”

จากนโยบาย “ไม่เป็นไร ให้เขามาอาศัยทำกิน”

จากผู้นำที่ไม่เข้มงวดในการควบคุม

สิ่งที่เกิดกับเม็กซิโก คือฝันร้ายทางภูมิรัฐศาสตร์

เมื่อเราเชิญใครเข้าบ้าน เราต้องแน่ใจว่า 

เรายังกุมกุญแจอยู่ไหม

ถ้าแขกเริ่มย้ายเฟอร์นิเจอร์ เริ่มทุบกำแพง

เริ่มพาเพื่อนเข้ามาโดยไม่ขออนุญาต

เมื่อนั้น…เราไม่ใช่เจ้าของบ้านอีกต่อไป

แต่กลายเป็นเพียงผู้อาศัยที่รอวันถูกไล่ออก

ประวัติศาสตร์เม็กซิโกสอนเราว่า

อธิปไตยและแผ่นดิน ไม่ใช่สิ่งที่เอาไปเล่น

หรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

เมื่อสูญเสียไปแล้ว 

น้ำตาเป็นเลือดก็ไม่อาจแลกคืนได้

จงปกป้องทุกตารางนิ้วของผืนแผ่นดินนี้

ด้วยกฎหมายที่เข้มแข็ง ก่อนที่เราจะกลายเป็นคนแปลกหน้าในบ้านของตนเอง

อ้างอิง

– David J. Weber, The Mexican Frontier, 1821–1846, University of New Mexico Press.

– Andrés Reséndez, Changing National Identities at the Frontier: Texas and New Mexico, 1800–1850, Cambridge University Press.

– T.R. Fehrenbach, Lone Star: A History of Texas and the Texans, Da Capo Press.

– Paul D. Lack, The Texas Revolutionary Experience, Texas A&M University Press.

– สนธิสัญญากัวดาลูเป อีดัลโก (Treaty of Guadalupe Hidalgo), ค.ศ. 1848

#agenda_today

ข่าวล่าสุด

โฆษณาเกินจริง…ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในทุกหน้าจอโทรทัศน์

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 3  สิงหาคม 2569 เมื่อคำโฆษณาขายความหวัง  แต่ผู้บริโภคอาจเป็นผู้จ่ายราคา “เห็นผลใน 7 วัน” “อันดับ 1” “แพทย์แนะนำ” “งานวิจัยรับรอง”  คำโฆษณาที่คนไทยคุ้นหูทุกวัน...

”ความฝัน“ ..ที่ดับสูญในต่างแดนของ “ฮลุน โซโล่ !“

เรื่องราวของ“ฮลุน” เริ่มต้นจากเด็กกำพร้าผู้เติบโตมากับย่าในต่างจังหวัด ผ่านความอดอยากและขาดแคลน แต่ยึดมั่นในการศึกษาจนสอบคว้าทุนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้

สงครามไซเบอร์ครั้งใหม่…เมื่อ“เหยื่อ” เป็นผู้กดโอนเงินด้วยตนเอง

การจัดตั้งศูนย์ Anti Online Scam Operation Center (AOC 1441) การอายัดบัญชีม้า การปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมาย และการจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ตัวเลขความเสียหายที่สะสมยังสะท้อนข้อเท็จจริงว่า ภัยไซเบอร์ยังคงกัดกินเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

วิกฤตไซเบอร์ตลาดทุน เมื่อฐานข้อมูล “ระบบฝากหุ้น TSD” รั่วไหล 2 แสนราย

ระบบบริการผู้ถือหุ้นออนไลน์ถูกเจาะเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานกว่า 200,000 ราย โดยครอบคลุมตั้งแต่ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน ไปจนถึงชื่อโบรกเกอร์และเลขที่บัญชีธนาคาร

ข่าวอื่นๆ

จม.รักอาม่า  ดังสนั่นแผ่นดินใหญ่ ททท.คาดปลุกคนจีน เที่ยวไทย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำหน้าที่ขยี้หัวใจของชาวจีนแต้จิ๋วโพ้นทะเล เล่าเรื่องราวความผูกพันผ่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกันได้อย่างงดงาม ประกอบกับการดึงคนไทยเชื้อสายจีนมาร่วมถ่ายทอด ยิ่งทำให้คนดูชาวจีนอินและตระหนักว่า “ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

ดูหนัง ฟังเพลง (ตอนที่ 1)  My Fair Lady : เมื่อหนังเพลงพาเราย้อนมองโลกยุคจักรวรรดินิยม

หนังเพลงคลาสสิกเรื่อง My Fair Lady ไม่ได้เล่าเพียงเรื่องความรักของหญิงขายดอกไม้กับสุภาพบุรุษผู้ดีอังกฤษ แต่กำลังตั้งคำถามสำคัญว่า “มนุษย์มีคุณค่าเพราะกำเนิด หรือเพราะโอกาสที่ได้รับ”

 Time  ยกย่อง จีโน นักกอลฟ สาวไทยเป็นยอดนักกีฬา

นักกีฬาไทยคนหนึ่งได้รับเลือกจาก TIME ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการกีฬาโลก จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา