หน้าแรกเรื่องสั้นเรื่องสั้น    “มรดกสัปเหร่อ”

เรื่องสั้น    “มรดกสัปเหร่อ”

เผยแพร่

spot_img

 เมฆคล้อยเคลื่อนบังแสงนวลเกือบจะมืดมิด…!

                              ภายใต้ผืนฟ้าสีม่วงคล้ำที่ปริแตกราวกับแผลพุพองหนองเฟะ   

                              สุสานแห่งนี้….หมอบนิ่งอยู่ท่ามกลางความสลัว ราวกับอสูรกายขนาดมหึมาที่กำลังอ้าปากรอรับเครื่องเซ่นสังเวย 

                             แถวศิลาจารึกสีซีดขาวนับพันที่ปักเรียงราย ดูไม่ต่างจากซี่ฟันผุพังที่โผล่พ้นเหงือกดินโคลนแฉะชื้น ลมกรรโชกหอบเอาไอเย็นยะเยือกที่เจือกลิ่นสาบสางของซากอินทรีย์และความเน่าช้ำมาชวนคลื่นเหียน 

                            รอยแตกบนพื้นปูนมีรากสนชอนไชช้าๆ ดูคล้ายเส้นเลือดสีดำที่กำลังสูบฉีดความตายลงสู่ก้นบึ้ง เสียงกิ่งไม้แห้งกระทบกันดังกึกกัก… ฟังดูละม้ายเสียงเคาะกระดูกข้อนิ้วที่พยายามจะตะเกียกตะกายขึ้นมาจากความเงียบที่หนักอึ้ง

                           ความหนาวสั่นพุ่งจู่โจมจนถึงไขสันหลัง 

                         “ก้อง” กระชับเป้สะพายหลังแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สายตาของเขาพร่ามัวไปกับเงาตะคุ่มที่ไหววูบตามซอกหลุมศพ    

                           ทุกครั้งที่ไฟถนนด้านนอกกะพริบวูบวาบ เงาดำของป้ายหินจะยืดขยายราวกับพวกมันกำลังขยับกายลุกขึ้นยืน ความรู้สึกเหมือนมีดวงตานับพันคู่ที่ฝังอยู่ใต้เล็บและเศษดิน กำลังจ้องมองมา ทำให้เขาลืมกระทั่งวิธีหายใจ 

                           สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันเต็มไปด้วยความหลังที่ฝังอยู่ในจิตใจของคนข้างหลังมากมาย

                          คนตายอยู่ใต้ดิน… ”คนเป็น“  มากมายยังห่วงหาอาลัย

                          หลายคนอาจมาเยี่ยม …มานั่งโศกเศร้า…มารำลึกความหลัง…และอีกสารพัด

                         เราไม่อาจรังเกียจเดียดฉันท์อะไรได้แม้เขาเหล่านั้นจะเป็นธุลีดิน….ไปแล้ว

                         แต่ “ความกลัว”  ก็ไม่อาจจะผลักออกไปจากจิตใจของเราที่เพิ่งมารับหน้าที่ใหม่นี้ได้

                       ความกล้า..ผลักความกลัวให้ออกห่าง แล้วยืดอก…

หน้าเข้มในยามรัตติกาล

                       “ดมให้ชินซะก้อง… นี่แหละกลิ่นของสุสาน” ลุงบุญ สัปเหร่อวัยเกษียณในชุดมอซอเอ่ยเสียงพร่า ขณะที่เขาปักจอบลงกับพื้นดิน เสียงเหล็กกระทบหน้าดินดัง ฉึก! หนักแน่นและเยือกเย็น 

                      “ทำไปนานๆ จมูกแกจะด้านชาไปเอง ส่วนฉัน… “

พลางอ้าสองแขนกางกว้างแหงนหน้าพุ่งท้องฟ้าเหมือนได้รับอิสรภาพ

                     ”…..พรุ่งนี้เช้ามืดลูกชายจะมารับไปอยู่บ้านนอกแล้ว ถึงเวลาทิ้งไอ้หลุมพวกนี้ไว้ข้างหลังเสียที…

                     ทุกอย่างในอาณาบริเวณนี้  เหมือนเป็นมรดกยกให้แกรับไปโอบอุ้ม..“

                      ความมืดข้นคลั่กเข้าโอบล้อมจนแสงจากไฟฉายกระบอกเก่าดูเหมือนเพียงรูเข็มเล็กๆ ที่พยายามเจาะทะลวงม่านหมอก 

                     “แต่…ระวังหน่อยนะก้อง…..พื้นแถวนี้มันไม่อยู่นิ่ง” ลุงบุญเตือนพลางชี้ให้ดูหลุมศพหลุมหนึ่งที่แผ่นปูนเผยอขึ้นจนเห็นโพรงมืดมิดที่ลึกโบ๋ ดูคล้ายปากที่กำลังอ้าค้าง กลิ่นเหม็นเน่าจางๆ ของดินแฉะน้ำค้างลอยพุ่งขึ้นมาจากหลุมนั้นจนก้องต้องยกมือปิดจมูก 

                    “ดินมันทรุดเพราะแรงดันข้างล่างน่ะ อย่าไปก้มดูเชียว… บางทีสิ่งที่มันอยากจะออกมา ก็แค่ความว่างเปล่าที่แกจินตนาการไปเอง”

                     ก้องพยายามก้าวเท้าตามรอยเท้าของลุงบุญไปติดๆ เสียงใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าดัง…กึก…กัก….ราวกับเสียงเคี้ยวกระดูก แต่ที่ทำให้เขาใจสั่นคือ ทุกครั้งที่เขาหยุดเดิน เขาจะได้ยินเสียง “ครืด… กึก…” แผ่วๆ ตามมาเหมือนมีใครบางคนลากโซ่เส้นเล็กๆ อยู่ในพุ่มหญ้ารกชัฏเบื้องหลัง

                      เมื่อเขาส่องไฟไปดู กลับพบเพียงเงาของแผ่นกระเบื้องเก่า ๆ  เป็นศิลาจารึกชื่อและวันตาย ที่โยกเยกไปมาตามลมอย่างน่าสะพรึงกลัว

                   “ลุงครับ หลุมนั้นทำไมมีโซ่พันไว้จนมิดเลยล่ะครับ?” 

                    ก้องถามพลางส่องไฟไปที่หลุมศพขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ปลีกวิเวกท่ามกลางเงามืด โซ่เหล็กหนาที่ขึ้นสนิมจนแดงฉานพันรอบแผ่นหินไว้หลายชั้นราวกับกำลังสะกดกั้นบางสิ่งที่ดุร้ายไว้ข้างใน

           ลุงบุญหัวเราะในลำคอ หยุดชะงักแล้วหันกลับมาทางหนุ่มหน้าเข้มที่กำลังเป็นทายาทสัปเหร่อเข้ามาแทนที่เขาเต็มตัวในวันนี้

                  “ความเป็นกับความตาย แม้จะอยู่ตรงกันข้าม มันก็เกี่ยวพันกัน  “คนเป็น” ห่วง “คนตาย” มันถ่ายทอดไปได้ทุกกิริยาอาการ…..”

                   คำตอบของสัปเหร่อเพิ่งเกษียณเหมือนปรัชญาวงจรชีวิตที่ยังคงผูกพันกันอยู่

                    ยิ่งดึก หมอกยิ่งจับตัวหนาจนดูเหมือนกำแพงสีขาวที่บีบอัดเข้ามาทุกทิศทาง 

                   ลุงบุญพาก้องเดินอ้อมไปยังโซนหลุมศพไม้เก่าแก่ที่ดินรอบๆ ดูบวมพองผิดปกติ ราวกับมีอะไรบางอย่างพยายามจะดันตัวขึ้นมาจากเบื้องล่าง แต่ในจังหวะที่ไฟฉายส่องไปถึงหลุมหนึ่ง ลุงบุญกลับหยุดกึกและ “ผงะถอย” จนชนเข้ากับร่างของก้องอย่างจัง…

                     แรงกระแทกนั้นทำให้ก้องสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวเบื้องหน้า แม้กระทั่งลุงบุญยังตื่นตระหนกอย่างนี้….!

                   “นั่นมันอะไรน่ะลุง!” ก้องอุทาน แสงไฟฉายสั่นระริกขณะที่เขาส่องไปที่หลุมศพนั้น

                     ฝาปูนที่ควรจะปิดสนิทกลับแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ และที่น่าสยดสยองคือ มีเส้นผมยาวสีดำขลับจำนวนมาก ทะลักออกมาจากรอยแตกนั้น มันเลื้อยพันไปตามพื้นดินและกิ่งไม้รอบข้าง ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตกระหายเลือดที่กำลังค่อยๆ คืบคลานออกมาท่ามกลางความเงียบ เสียง แกรก… แกรก… ดังแว่วมาจากข้างในรอยแยกนั้นคล้ายเสียงฟันกระทบกันจนทั้งสองจับมือกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

                       ลุงบุญเบือนหน้าหนี มือที่ถือไฟฉายสั่นเทาจนแสงวูบวาบดูน่ากลัว

                     “ลุง… ผมว่าผมทำไม่ไหวแล้วล่ะ” 

ก้องพูดเสียงสั่นพร่า ความสยองขวัญพุ่งขึ้นถึงขีดสุด 

                    “งานนี้มันไม่ใช่แค่เฝ้าศพแล้วล่ะลุง มันมีบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ผมจะกลับตอนนี้เลย!”

                      ลุงบุญรีบคว้าข้อมือก้องไว้แน่นอีกครั้ง  สัมผัสของลุงแม้หยาบกร้านแต่แฝงไว้ถึงความหนักแน่นจริงจัง

                    “ใจเย็นๆ ก้อง… ฟังฉันนะ…!“

                      ลุงพูดปลอบด้วยน้ำเสียงแหบต่ำที่ฟังดูเยือกเย็นกว่าอากาศรอบกาย เหมือนจะประคองจิตใจของทายาทสัปเหร่อไม่ให้เตลิดเปิดเปิง

                    “สิบปีก่อนฉันก็เคยเจอแบบนี้  และเจอมากกว่านี้ด้วยซ้ำ บางคืนฉันเห็นคนนั่งร้องไห้อยู่บนยอดไม้ บางคืนดินมันก็เดือดเหมือนน้ำซุปราวกับมีใครกำลังดิ้นรนอยู่ข้างใต้

                      แต่เชื่อฉันเถอะ… พอนานเข้า แกจะชาชินไปเอง แกจะรู้ว่าพวกเขาก็แค่ “คนบ้านเหงา”  ที่อยากให้มีคนอยู่เป็นเพื่อนในความมืดแบบนี้”

                       ก้องคลายสีหน้าหม่น..ฝืนยิ้มชายตาไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง…

                    “แกเห็นเส้นผมนั่นไหม? มันก็แค่ผลจากความชื้นกับเชื้อราป่าบางชนิดที่มันโตผิดที่ผิดทางจนดูคล้ายเส้นผมคน อย่าไปมองมันเป็นเรื่องผีสางเลยก้อง 

                      แกคือคน…ในจำนวนหลายคนที่หัวหน้าใหญ่ยอมให้มาเป็นทายาทต่อจากฉัน  ถ้าแกทิ้งงานนี้ไป ก็คงไม่มีใครที่น่าจะสามารถมาอยู่ดูแลความสงบให้พวกเขาเหล่านี้ได้“ พูดจบพลางหันไปรอบ ๆ เป็นวงกลมท่ามกลางความมืดมัวของราตรีกาล

                    คำพูดปลอบใจเป็นความอบอุ่นกลบเกลื่อนความน่ากลัวเบื้องหน้าให้คลายลงไปจนทำให้ก้องเริ่มใจอ่อนลง

                   ลุงค่อยๆ พาเขาเดินเลี่ยงออกมาพลางเล่าเรื่องตลกในอดีตด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จนความกลัวเริ่มถูกแทนที่ด้วยความกล้าที่จะลองยึดมั่นในอาชีพใหม่ 

                  ก้อง…กำหมัด  เชิดหน้า…สูดลมหายใจเต็มปอด

มองหน้าลุงบุญแล้วพยักหน้าช้า ๆ เหมือนยอมรับความทายาท

                 “เอาเถอะ… คืนนี้ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนแกไปพลาง ๆ จนกว่าลูกชายฉันจะมารับ  แกไปพักผ่อนที่ห้องพักเก่าของฉันเถอะ  ต่อไปนี้…แกก็จะได้สิทธิเหมือนที่ฉันได้สิทธิมานับสิบปี…. ต่อจากคนเก่า…

                 ส่วนฉันจะไปรอตรงป้ายรถด้านหน้าทางเข้าสุสานจนกว่าลูกชายจะมารับ“

                  ลุงบุญยิ้มให้ก้องอย่างเปิดเผยใต้แสงจันทร์ที่เมฆดำเคลื่อนคล้อยห่างไป 

                  หมอกหนาเริ่มจับตัวเป็นหยดน้ำเย็นเยียบหยดลงบนต้นคอของก้อง ลุงบุญตบไหล่เขาแรง ๆ เหมือนให้เข้มแข็ง 

ก่อนจะส่งมอบกระเป๋าหนังเก่าคร่ำครึที่รวมเอกสารทั้งเก่าและใหม่เกี่ยวกับคนตายและหลุมศพให้ 

                  สัปเหร่อเฒ่าที่เพิ่งเกษียณล้วงพวงกุญแจสนิมเขรอะที่ส่งเสียงกริ๊งกร๊างยามเคลื่อนไหวออกมาจากกระเป๋าชูขึ้นว่ามันคือกุญแจไขทุกช่องของทุกศพตามหมายเลขเรียงรายในเอกสารที่อาจไม่เป็นระเบียบมากนัก…

                   ก้องยื่นมือรับด้วยใจระทึก…ทั้งดีใจและหวาดหวั่นระคนกัน

               “ฉันไปนั่งรอด้านนอกก่อนนะก้อง    ขอให้แกโชคดีตลอดไป คืนนี้เย็นมาก  แต่ไม่ต้องห่วง ฉันจะรอจนกว่ารถลูกชายมารับที่หน้าถนน   ดูแลที่นี่ให้ดีเหมือนที่ฉันเคยทำ” 

                  ลุงบุญชายชราหันหลังกลับช้า ๆ เดินไปตามช่องทางที่เรียงรายหลุมศพซ้ายขวาด้วยความเคยชิน

                   ก้องมองตามจนลับสายตา  ใจหายมีอาการวังเวงเหมือนปล่อยเขาให้โดดเดี่ยวกับความน่าสพรึงกลัว

                   ความเงียบเข้ามาปกคลุม…เมฆดำก้อนใหญ่เคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว ความมืดดูเหมือนจะปกคลุมในทันทีทันใด…..!

                  ค่อย ๆ หันไปทางท้ายสุสานที่มีเรือนหลังเล็ก ๆ ให้พออาศัย ยังมืดสลัวเหมือนม่านหมอกสีขาวโพลนราวกับจะขยับมากลืนกินร่างของเขาไปในพริบตา

                 ก้องหยุดยืนอยู่ลำพังท่ามกลางความเงียบที่กดดันจนหูอื้อ ถอนหายใจ  เหลียวกลับไปทางหน้าสุสานอีกครั้งเหมือนจะตำหนิสัปเหร่อเฒ่าที่รวบรัดจากไป

                 ความกล้า กับ ความกลัว  กำลังสลับกันไปมา….!

                  ก้องสูดลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นดินชื้นเข้าปอดเพื่อเรียกขวัญ เขาตัดสินใจเลือกเดินกลับไปยังห้องพักเก่าที่จะกลายเป็นห้องพักใหม่ของเขาที่อยู่ท้ายสุสาน 

                 ก้าวย่างผ่านเส้นทางเดิมที่มืดมิดและบิดเบี้ยว แสงไฟฉายดวงน้อยของเขาสาดไปตามทางซ้ายขวาอย่างระมัดระวัง

                แสงวับแวมสาดส่องโดนหลุมศพที่อิฐและดินกระจัดกระจาย ด้วยความบกพร่องของลุงบุญปล่อยค้างไว้ขวางอยู่ข้าวหน้า

               กิ่งไม้ด้านโน้นที่แผ่ออกมาดูเหมือนมือกำลังกวักเรียกเขาอยู่กลางสายหมอก   เขาหยุดจ้องพลางคิดในใจชั่วครู่….

               พลันรีบเดินไปอย่างรวดเร็วแล้วเปลี่ยนใจหยุดคิดอีกครั้ง  หันกลับมายืนหน้าหลุมศพที่ดินและปูนกระจายใหม่

              ชายหนุ่มเปิดกระเป๋าคร่ำคร่าล้วงเอกสารรัดหนังยางเป็นกระจุกออกมาคลี่  กราดไฟฉายแสงหรี่ส่องรายชื่อและหลุมศพเรียงรายไปมา พลิกหลายหน้า จนถึงบรรทัดสุดท้าย

              เขาหันไปทางหลุมศพที่ดินยังกระจายใหม่ ๆ  เหมือนคนทำไม่ตั้งใจ หรือรีบร้อนอย่างไม่รับผิดขอบเช่นนี้

              เหลือบเห็นจอบและพลั่วทิ้งอยู่ใกล้ ๆ เสาคอนกรีตเก่า..

              ถอนหายใจ เหลียวมองไปรอบ ๆ ที่เงียบสงัดก่อนจะเดินไปคว้าพลั่วมาถือแล้วคุ้ยดินเกลี่ยอย่างระมัดระวังตั้งใจกับงานชิ้นแรก  จนเรียบเสมอแผ่นกระเบื้องหิน

               ก้อง ล้วงเศษผ้าในกระเป๋าเช็ดคราบตะไคร่น้ำและดินโคลนที่ฉาบป้ายหินจนความเปรอะเปื้อนดินออกไป เพื่อให้สะอาดเรียบร้อย

                แสงไฟฉายในมือสั่นระริกจนแทบควมคุมไม่ได้ขณะที่เขาลากผ้าผ่านพื้นผิวหินที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง คราบสกปรกหนาเตอะหลุดลอก

               แล้วนั่น… เหมือนพื้นดินจะขยับได้….!!

มือสั่นระริก…

               ก้องผงะถอยหลัง…จนล้มคว่ำลงบนกองดินเลน  ส่งเสียงร้องอุทานด้วยความสยดสยองอย่างสุดขีดหลุดออกมาจากลำคอที่แห้งผากเมื่อความจริงกระแทกเข้าที่ใบหน้า….

               ก้องจ้องภาพบนป้ายหินเปื้อนดิน   วันเดือนปีและชื่อคนตายปรากฏชัด

             “ลุงบุญ….!!!”

ข่าวล่าสุด

ฝนมา…ความเสียหายมาก่อน Cell Broadcast?  บททดสอบใหญ่ “ระบบเตือนภัย” เตือนทัน หรือช้าเกินไป

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 กันยายน  2569                                ฝนกระหน่ำหนักระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ถูกกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนล่วงหน้า ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง...

ศรัทธาสั่นคลอน… แต่จิตวิญญาณไม่เคยทิ้ง “ศาสนา”

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 26 กันยายน  2569 วิกฤต “ผ้าเหลือง” เขย่าความเชื่อมั่น เมื่อโลกดิจิทัลทำให้ทุกความผิดถูกมองเห็น                          ข่าวพระภิกษุเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดวินัยหรือกฎหมาย ตั้งแต่เรื่องทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ไปจนถึงคดีอาญา กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่นต่อองค์กรสงฆ์ไทย...

“เนเน่ รอยัล” คว้าแชมป์โลก AGT  เด็กไทยใช้ “ฝีมือ” พิสูจน์ตัวเอง   แล้วรัฐบาลใช้ “ผลงาน” พิสูจน์ประชาชนอย่างไร ?

จากเด็กภูเก็ตวัย 16 ปี สู่แชมป์ America’s Got Talent คนแรกของไทย เงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ และเวทีเดียวกับ Linkin Park ความสำเร็จที่เกิดจากความสามารถ กลายเป็นกระจกสะท้อนคำถามต่อการบริหารประเทศ

อนุทิน- “If I can make it there, I’ll make it anywhere”

“If I can make it there, I’ll make it anywhere” ประโยคดังจากเพลง New York, New York ที่ Frank Sinatra ร้อง ซึ่งมีความหมายว่า ”หากประสบความสำเร็จในนิวยอร์ก ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกแห่ง“

ข่าวอื่นๆ

เรื่องสั้น  “น้ำใจบนทางเปลี่ยว”

หนุ่มใหญ่กัดริมฝีปากจนห้อเลือด มือขวากำพวงมาลัยรถเก๋งเก่าๆ ไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ส่วนมือซ้ายวางพาดอยู่บนขอบประตูรถ แสงจากฟ้าแลบสะท้อนให้เห็น "รอยแผลเป็นทางยาวตรงข้อมือซ้าย" มันขรุขระและลึกหนา ดูเป็นตำหนิที่น่าเกลียดที่สุดบนร่างกายของเขา

เรื่องสั้น  “ปริศนา ห้องริมสุด”

เงียบสงัดของเวลาใกล้รุ่งที่ความมืดเริ่มจางหายไปภายใต้เงาเมฆหนาครึ้มฝน เขาควรจะจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราให้นานกว่านี้กลับสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยสัมผัสประหลาดที่กรีดผ่านความรู้สึก แอร์ในห้องยังคงทำงานส่งเสียงครางหึ่งเบา ๆ ทว่าอากาศรอบกายกลับเย็นเยียบผิดปกติจนรู้สึกได้ถึงไอหนาวที่ลามเลียไปตามแนวกระดูกสันหลัง

 เรื่องสั้น   “คืน…ฝนตก”  | “ชัยทัศน์”

เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มก่อนจะสำลักไอเสียออกมาเป็นจังหวะสุดท้ายแล้วดับสนิทลง ท่ามกลางเสียงคำรามของท้องฟ้ากัมปนาททั่วหุบเขา “เอก” ทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห เข็มความร้อนของรถคันเก่งพุ่งสูงจนมิดเกจ์แดงฉานเหมือนคำเตือนจากนรก