เมฆคล้อยเคลื่อนบังแสงนวลเกือบจะมืดมิด…!
ภายใต้ผืนฟ้าสีม่วงคล้ำที่ปริแตกราวกับแผลพุพองหนองเฟะ
สุสานแห่งนี้….หมอบนิ่งอยู่ท่ามกลางความสลัว ราวกับอสูรกายขนาดมหึมาที่กำลังอ้าปากรอรับเครื่องเซ่นสังเวย
แถวศิลาจารึกสีซีดขาวนับพันที่ปักเรียงราย ดูไม่ต่างจากซี่ฟันผุพังที่โผล่พ้นเหงือกดินโคลนแฉะชื้น ลมกรรโชกหอบเอาไอเย็นยะเยือกที่เจือกลิ่นสาบสางของซากอินทรีย์และความเน่าช้ำมาชวนคลื่นเหียน
รอยแตกบนพื้นปูนมีรากสนชอนไชช้าๆ ดูคล้ายเส้นเลือดสีดำที่กำลังสูบฉีดความตายลงสู่ก้นบึ้ง เสียงกิ่งไม้แห้งกระทบกันดังกึกกัก… ฟังดูละม้ายเสียงเคาะกระดูกข้อนิ้วที่พยายามจะตะเกียกตะกายขึ้นมาจากความเงียบที่หนักอึ้ง
ความหนาวสั่นพุ่งจู่โจมจนถึงไขสันหลัง
“ก้อง” กระชับเป้สะพายหลังแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สายตาของเขาพร่ามัวไปกับเงาตะคุ่มที่ไหววูบตามซอกหลุมศพ
ทุกครั้งที่ไฟถนนด้านนอกกะพริบวูบวาบ เงาดำของป้ายหินจะยืดขยายราวกับพวกมันกำลังขยับกายลุกขึ้นยืน ความรู้สึกเหมือนมีดวงตานับพันคู่ที่ฝังอยู่ใต้เล็บและเศษดิน กำลังจ้องมองมา ทำให้เขาลืมกระทั่งวิธีหายใจ
สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันเต็มไปด้วยความหลังที่ฝังอยู่ในจิตใจของคนข้างหลังมากมาย

คนตายอยู่ใต้ดิน… ”คนเป็น“ มากมายยังห่วงหาอาลัย
หลายคนอาจมาเยี่ยม …มานั่งโศกเศร้า…มารำลึกความหลัง…และอีกสารพัด
เราไม่อาจรังเกียจเดียดฉันท์อะไรได้แม้เขาเหล่านั้นจะเป็นธุลีดิน….ไปแล้ว
แต่ “ความกลัว” ก็ไม่อาจจะผลักออกไปจากจิตใจของเราที่เพิ่งมารับหน้าที่ใหม่นี้ได้
ความกล้า..ผลักความกลัวให้ออกห่าง แล้วยืดอก…
หน้าเข้มในยามรัตติกาล
“ดมให้ชินซะก้อง… นี่แหละกลิ่นของสุสาน” ลุงบุญ สัปเหร่อวัยเกษียณในชุดมอซอเอ่ยเสียงพร่า ขณะที่เขาปักจอบลงกับพื้นดิน เสียงเหล็กกระทบหน้าดินดัง ฉึก! หนักแน่นและเยือกเย็น
“ทำไปนานๆ จมูกแกจะด้านชาไปเอง ส่วนฉัน… “
พลางอ้าสองแขนกางกว้างแหงนหน้าพุ่งท้องฟ้าเหมือนได้รับอิสรภาพ
”…..พรุ่งนี้เช้ามืดลูกชายจะมารับไปอยู่บ้านนอกแล้ว ถึงเวลาทิ้งไอ้หลุมพวกนี้ไว้ข้างหลังเสียที…
ทุกอย่างในอาณาบริเวณนี้ เหมือนเป็นมรดกยกให้แกรับไปโอบอุ้ม..“
ความมืดข้นคลั่กเข้าโอบล้อมจนแสงจากไฟฉายกระบอกเก่าดูเหมือนเพียงรูเข็มเล็กๆ ที่พยายามเจาะทะลวงม่านหมอก
“แต่…ระวังหน่อยนะก้อง…..พื้นแถวนี้มันไม่อยู่นิ่ง” ลุงบุญเตือนพลางชี้ให้ดูหลุมศพหลุมหนึ่งที่แผ่นปูนเผยอขึ้นจนเห็นโพรงมืดมิดที่ลึกโบ๋ ดูคล้ายปากที่กำลังอ้าค้าง กลิ่นเหม็นเน่าจางๆ ของดินแฉะน้ำค้างลอยพุ่งขึ้นมาจากหลุมนั้นจนก้องต้องยกมือปิดจมูก
“ดินมันทรุดเพราะแรงดันข้างล่างน่ะ อย่าไปก้มดูเชียว… บางทีสิ่งที่มันอยากจะออกมา ก็แค่ความว่างเปล่าที่แกจินตนาการไปเอง”

ก้องพยายามก้าวเท้าตามรอยเท้าของลุงบุญไปติดๆ เสียงใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าดัง…กึก…กัก….ราวกับเสียงเคี้ยวกระดูก แต่ที่ทำให้เขาใจสั่นคือ ทุกครั้งที่เขาหยุดเดิน เขาจะได้ยินเสียง “ครืด… กึก…” แผ่วๆ ตามมาเหมือนมีใครบางคนลากโซ่เส้นเล็กๆ อยู่ในพุ่มหญ้ารกชัฏเบื้องหลัง
เมื่อเขาส่องไฟไปดู กลับพบเพียงเงาของแผ่นกระเบื้องเก่า ๆ เป็นศิลาจารึกชื่อและวันตาย ที่โยกเยกไปมาตามลมอย่างน่าสะพรึงกลัว
“ลุงครับ หลุมนั้นทำไมมีโซ่พันไว้จนมิดเลยล่ะครับ?”
ก้องถามพลางส่องไฟไปที่หลุมศพขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ปลีกวิเวกท่ามกลางเงามืด โซ่เหล็กหนาที่ขึ้นสนิมจนแดงฉานพันรอบแผ่นหินไว้หลายชั้นราวกับกำลังสะกดกั้นบางสิ่งที่ดุร้ายไว้ข้างใน
ลุงบุญหัวเราะในลำคอ หยุดชะงักแล้วหันกลับมาทางหนุ่มหน้าเข้มที่กำลังเป็นทายาทสัปเหร่อเข้ามาแทนที่เขาเต็มตัวในวันนี้
“ความเป็นกับความตาย แม้จะอยู่ตรงกันข้าม มันก็เกี่ยวพันกัน “คนเป็น” ห่วง “คนตาย” มันถ่ายทอดไปได้ทุกกิริยาอาการ…..”
คำตอบของสัปเหร่อเพิ่งเกษียณเหมือนปรัชญาวงจรชีวิตที่ยังคงผูกพันกันอยู่
ยิ่งดึก หมอกยิ่งจับตัวหนาจนดูเหมือนกำแพงสีขาวที่บีบอัดเข้ามาทุกทิศทาง
ลุงบุญพาก้องเดินอ้อมไปยังโซนหลุมศพไม้เก่าแก่ที่ดินรอบๆ ดูบวมพองผิดปกติ ราวกับมีอะไรบางอย่างพยายามจะดันตัวขึ้นมาจากเบื้องล่าง แต่ในจังหวะที่ไฟฉายส่องไปถึงหลุมหนึ่ง ลุงบุญกลับหยุดกึกและ “ผงะถอย” จนชนเข้ากับร่างของก้องอย่างจัง…
แรงกระแทกนั้นทำให้ก้องสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวเบื้องหน้า แม้กระทั่งลุงบุญยังตื่นตระหนกอย่างนี้….!
“นั่นมันอะไรน่ะลุง!” ก้องอุทาน แสงไฟฉายสั่นระริกขณะที่เขาส่องไปที่หลุมศพนั้น
ฝาปูนที่ควรจะปิดสนิทกลับแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ และที่น่าสยดสยองคือ มีเส้นผมยาวสีดำขลับจำนวนมาก ทะลักออกมาจากรอยแตกนั้น มันเลื้อยพันไปตามพื้นดินและกิ่งไม้รอบข้าง ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตกระหายเลือดที่กำลังค่อยๆ คืบคลานออกมาท่ามกลางความเงียบ เสียง แกรก… แกรก… ดังแว่วมาจากข้างในรอยแยกนั้นคล้ายเสียงฟันกระทบกันจนทั้งสองจับมือกันอย่างไม่ได้นัดหมาย
ลุงบุญเบือนหน้าหนี มือที่ถือไฟฉายสั่นเทาจนแสงวูบวาบดูน่ากลัว
“ลุง… ผมว่าผมทำไม่ไหวแล้วล่ะ”
ก้องพูดเสียงสั่นพร่า ความสยองขวัญพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
“งานนี้มันไม่ใช่แค่เฝ้าศพแล้วล่ะลุง มันมีบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ผมจะกลับตอนนี้เลย!”
ลุงบุญรีบคว้าข้อมือก้องไว้แน่นอีกครั้ง สัมผัสของลุงแม้หยาบกร้านแต่แฝงไว้ถึงความหนักแน่นจริงจัง
“ใจเย็นๆ ก้อง… ฟังฉันนะ…!“
ลุงพูดปลอบด้วยน้ำเสียงแหบต่ำที่ฟังดูเยือกเย็นกว่าอากาศรอบกาย เหมือนจะประคองจิตใจของทายาทสัปเหร่อไม่ให้เตลิดเปิดเปิง
“สิบปีก่อนฉันก็เคยเจอแบบนี้ และเจอมากกว่านี้ด้วยซ้ำ บางคืนฉันเห็นคนนั่งร้องไห้อยู่บนยอดไม้ บางคืนดินมันก็เดือดเหมือนน้ำซุปราวกับมีใครกำลังดิ้นรนอยู่ข้างใต้
แต่เชื่อฉันเถอะ… พอนานเข้า แกจะชาชินไปเอง แกจะรู้ว่าพวกเขาก็แค่ “คนบ้านเหงา” ที่อยากให้มีคนอยู่เป็นเพื่อนในความมืดแบบนี้”
ก้องคลายสีหน้าหม่น..ฝืนยิ้มชายตาไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง…
“แกเห็นเส้นผมนั่นไหม? มันก็แค่ผลจากความชื้นกับเชื้อราป่าบางชนิดที่มันโตผิดที่ผิดทางจนดูคล้ายเส้นผมคน อย่าไปมองมันเป็นเรื่องผีสางเลยก้อง
แกคือคน…ในจำนวนหลายคนที่หัวหน้าใหญ่ยอมให้มาเป็นทายาทต่อจากฉัน ถ้าแกทิ้งงานนี้ไป ก็คงไม่มีใครที่น่าจะสามารถมาอยู่ดูแลความสงบให้พวกเขาเหล่านี้ได้“ พูดจบพลางหันไปรอบ ๆ เป็นวงกลมท่ามกลางความมืดมัวของราตรีกาล
คำพูดปลอบใจเป็นความอบอุ่นกลบเกลื่อนความน่ากลัวเบื้องหน้าให้คลายลงไปจนทำให้ก้องเริ่มใจอ่อนลง
ลุงค่อยๆ พาเขาเดินเลี่ยงออกมาพลางเล่าเรื่องตลกในอดีตด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จนความกลัวเริ่มถูกแทนที่ด้วยความกล้าที่จะลองยึดมั่นในอาชีพใหม่
ก้อง…กำหมัด เชิดหน้า…สูดลมหายใจเต็มปอด
มองหน้าลุงบุญแล้วพยักหน้าช้า ๆ เหมือนยอมรับความทายาท
“เอาเถอะ… คืนนี้ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนแกไปพลาง ๆ จนกว่าลูกชายฉันจะมารับ แกไปพักผ่อนที่ห้องพักเก่าของฉันเถอะ ต่อไปนี้…แกก็จะได้สิทธิเหมือนที่ฉันได้สิทธิมานับสิบปี…. ต่อจากคนเก่า…
ส่วนฉันจะไปรอตรงป้ายรถด้านหน้าทางเข้าสุสานจนกว่าลูกชายจะมารับ“
ลุงบุญยิ้มให้ก้องอย่างเปิดเผยใต้แสงจันทร์ที่เมฆดำเคลื่อนคล้อยห่างไป
หมอกหนาเริ่มจับตัวเป็นหยดน้ำเย็นเยียบหยดลงบนต้นคอของก้อง ลุงบุญตบไหล่เขาแรง ๆ เหมือนให้เข้มแข็ง
ก่อนจะส่งมอบกระเป๋าหนังเก่าคร่ำครึที่รวมเอกสารทั้งเก่าและใหม่เกี่ยวกับคนตายและหลุมศพให้
สัปเหร่อเฒ่าที่เพิ่งเกษียณล้วงพวงกุญแจสนิมเขรอะที่ส่งเสียงกริ๊งกร๊างยามเคลื่อนไหวออกมาจากกระเป๋าชูขึ้นว่ามันคือกุญแจไขทุกช่องของทุกศพตามหมายเลขเรียงรายในเอกสารที่อาจไม่เป็นระเบียบมากนัก…
ก้องยื่นมือรับด้วยใจระทึก…ทั้งดีใจและหวาดหวั่นระคนกัน
“ฉันไปนั่งรอด้านนอกก่อนนะก้อง ขอให้แกโชคดีตลอดไป คืนนี้เย็นมาก แต่ไม่ต้องห่วง ฉันจะรอจนกว่ารถลูกชายมารับที่หน้าถนน ดูแลที่นี่ให้ดีเหมือนที่ฉันเคยทำ”
ลุงบุญชายชราหันหลังกลับช้า ๆ เดินไปตามช่องทางที่เรียงรายหลุมศพซ้ายขวาด้วยความเคยชิน
ก้องมองตามจนลับสายตา ใจหายมีอาการวังเวงเหมือนปล่อยเขาให้โดดเดี่ยวกับความน่าสพรึงกลัว
ความเงียบเข้ามาปกคลุม…เมฆดำก้อนใหญ่เคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว ความมืดดูเหมือนจะปกคลุมในทันทีทันใด…..!

ค่อย ๆ หันไปทางท้ายสุสานที่มีเรือนหลังเล็ก ๆ ให้พออาศัย ยังมืดสลัวเหมือนม่านหมอกสีขาวโพลนราวกับจะขยับมากลืนกินร่างของเขาไปในพริบตา
ก้องหยุดยืนอยู่ลำพังท่ามกลางความเงียบที่กดดันจนหูอื้อ ถอนหายใจ เหลียวกลับไปทางหน้าสุสานอีกครั้งเหมือนจะตำหนิสัปเหร่อเฒ่าที่รวบรัดจากไป
ความกล้า กับ ความกลัว กำลังสลับกันไปมา….!
ก้องสูดลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นดินชื้นเข้าปอดเพื่อเรียกขวัญ เขาตัดสินใจเลือกเดินกลับไปยังห้องพักเก่าที่จะกลายเป็นห้องพักใหม่ของเขาที่อยู่ท้ายสุสาน
ก้าวย่างผ่านเส้นทางเดิมที่มืดมิดและบิดเบี้ยว แสงไฟฉายดวงน้อยของเขาสาดไปตามทางซ้ายขวาอย่างระมัดระวัง
แสงวับแวมสาดส่องโดนหลุมศพที่อิฐและดินกระจัดกระจาย ด้วยความบกพร่องของลุงบุญปล่อยค้างไว้ขวางอยู่ข้าวหน้า
กิ่งไม้ด้านโน้นที่แผ่ออกมาดูเหมือนมือกำลังกวักเรียกเขาอยู่กลางสายหมอก เขาหยุดจ้องพลางคิดในใจชั่วครู่….
พลันรีบเดินไปอย่างรวดเร็วแล้วเปลี่ยนใจหยุดคิดอีกครั้ง หันกลับมายืนหน้าหลุมศพที่ดินและปูนกระจายใหม่
ชายหนุ่มเปิดกระเป๋าคร่ำคร่าล้วงเอกสารรัดหนังยางเป็นกระจุกออกมาคลี่ กราดไฟฉายแสงหรี่ส่องรายชื่อและหลุมศพเรียงรายไปมา พลิกหลายหน้า จนถึงบรรทัดสุดท้าย
เขาหันไปทางหลุมศพที่ดินยังกระจายใหม่ ๆ เหมือนคนทำไม่ตั้งใจ หรือรีบร้อนอย่างไม่รับผิดขอบเช่นนี้
เหลือบเห็นจอบและพลั่วทิ้งอยู่ใกล้ ๆ เสาคอนกรีตเก่า..
ถอนหายใจ เหลียวมองไปรอบ ๆ ที่เงียบสงัดก่อนจะเดินไปคว้าพลั่วมาถือแล้วคุ้ยดินเกลี่ยอย่างระมัดระวังตั้งใจกับงานชิ้นแรก จนเรียบเสมอแผ่นกระเบื้องหิน
ก้อง ล้วงเศษผ้าในกระเป๋าเช็ดคราบตะไคร่น้ำและดินโคลนที่ฉาบป้ายหินจนความเปรอะเปื้อนดินออกไป เพื่อให้สะอาดเรียบร้อย
แสงไฟฉายในมือสั่นระริกจนแทบควมคุมไม่ได้ขณะที่เขาลากผ้าผ่านพื้นผิวหินที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง คราบสกปรกหนาเตอะหลุดลอก
แล้วนั่น… เหมือนพื้นดินจะขยับได้….!!
มือสั่นระริก…
ก้องผงะถอยหลัง…จนล้มคว่ำลงบนกองดินเลน ส่งเสียงร้องอุทานด้วยความสยดสยองอย่างสุดขีดหลุดออกมาจากลำคอที่แห้งผากเมื่อความจริงกระแทกเข้าที่ใบหน้า….
ก้องจ้องภาพบนป้ายหินเปื้อนดิน วันเดือนปีและชื่อคนตายปรากฏชัด
“ลุงบุญ….!!!”



