หน้าแรกเสียงอิสระประชาชนมีคนถามว่าถ้าทักษิณไม่มีจ่ายจะยอมล้มละลายจะได้ไหม

มีคนถามว่าถ้าทักษิณไม่มีจ่ายจะยอมล้มละลายจะได้ไหม

เผยแพร่

spot_img

กรณีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท มีคนถามว่า “ถ้าทักษิณไม่มีทรัพย์พอจ่าย แล้วเลือกยอมล้มละลายเอง จะจบไหม?” คำตอบคือ ไม่จบครับ และแทบจะไม่ช่วยอะไรเลยสำหรับคดีภาษีนี้

เหตุผลใหญ่ที่สุดคือ หนี้ภาษีเป็นหนี้พิเศษที่กฎหมายไม่ยอมให้ล้าง แม้ศาลจะสั่งล้มละลายแล้วก็ตาม นี่คือจุดต่างจากหนี้ทั่วไปเกือบทุกประเภท บางคนล้มละลายแล้วหนี้หาย แต่ถ้าเป็นหนี้ภาษี ไม่หายครับ ไม่ว่าคุณจะล้มละลายหรือไม่ รัฐยังมีสิทธิ์ตามยึดทรัพย์ใหม่ รายได้ใหม่ หุ้นใหม่ หรือแม้แต่เงินปันผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อยู่ดี

ดังนั้นการ “ยื่นล้มละลายเอง” ไม่ได้ทำให้ยอดภาษี 17,600 ล้านบาท (ซึ่งยังมีเงินเพิ่มเดินมาตลอดหลังปี 2560) ลดลงแม้แต่บาทเดียวตรงกันข้าม การล้มละลายจะสร้างข้อจำกัดหนักมาก เช่น ต้องมอบอำนาจจัดการทรัพย์ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินทุกประเภท รายได้ใหม่ถูกดึงไปใช้หนี้ทันที ทำธุรกรรมสำคัญไม่ได้ ห้ามเป็นกรรมการบริษัท และการเดินทางอาจถูกจำกัด ความเสียหายทางภาพลักษณ์ก็สูงลิ่ว

และสำหรับคนระดับทักษิณที่ยังต้องการอำนาจต่อรองทางการเมือง ต้องการภาพลักษณ์ในระดับนานาชาติ การยอมล้มละลายเท่ากับประกาศต่อสาธารณะว่า “จัดการภาษีไม่ไหว” และต้องยอมให้รัฐบริหารทรัพย์สินแทบทุกอย่างแทนตัวเอง ซึ่งในความเป็นจริง ไม่ใช่สิ่งที่เขายอมทำได้ง่าย ๆ เลย

ที่สำคัญที่สุดคือ แม้ล้มละลายแล้ว รัฐก็ยังตามยึดทรัพย์ได้เรื่อย ๆ หนี้ค้างภาษีไม่มีอายุความหลังคำพิพากษา เพราะฉะนั้นแม้ทักษิณจะยื่นล้มละลายเอง ในเช้าวันพรุ่งนี้ หนี้ภาษีก้อนเดิมก็ยังอยู่ครบ และสรรพากรยังคงมีอำนาจสืบทรัพย์–อายัด–ยึด–ขายทอดตลาด ได้เหมือนเดิมทุกประการ

พูดให้ตรงและชัดที่สุดก็คือ ล้มละลายไม่ได้ช่วยทักษิณ และไม่ทำให้หนี้ภาษีหายแม้แต่สลึงเดียว และยังสร้างความเสียหายทางการเมืองมากกว่าเดิมหลายเท่า นี่คือเหตุผลว่าทำไม “ยอมล้มละลาย” จึงไม่ใช่ทางเลือกในคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปอย่างแน่นอน

จากเพจของ Surawich Verawan

ข่าวล่าสุด

แห่ตุนสินค้า เพราะเห็นแก่ตัว…หรือไม่เชื่อรัฐบาล..?  

ชั้นวางสินค้าทุกห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ที่ว่างลงในกรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วมวันที่ 26 กันยายน 2569 ไม่ควรถูกอ่านเพียงว่าเป็นภาพของ “ความเห็นแก่ตัว” เพราะเบื้องหลังคือความกังวลของประชาชนต่อการเดินทางที่ติดขัด น้ำท่วมหลายพื้นที่

15,500 ล้าน…รัฐกำลัง “ป้องกันภัย” หรือรอจ่ายเมื่อภัยมา ?

อนุมัติกรอบงบประมาณ 15,500 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้ที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ย

ฝนมา…ความเสียหายมาก่อน Cell Broadcast?  บททดสอบใหญ่ “ระบบเตือนภัย” เตือนทัน หรือช้าเกินไป

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 กันยายน  2569                                ฝนกระหน่ำหนักระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ถูกกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนล่วงหน้า ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง...

ศรัทธาสั่นคลอน… แต่จิตวิญญาณไม่เคยทิ้ง “ศาสนา”

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 26 กันยายน  2569 วิกฤต “ผ้าเหลือง” เขย่าความเชื่อมั่น เมื่อโลกดิจิทัลทำให้ทุกความผิดถูกมองเห็น                          ข่าวพระภิกษุเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดวินัยหรือกฎหมาย ตั้งแต่เรื่องทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ไปจนถึงคดีอาญา กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่นต่อองค์กรสงฆ์ไทย...

ข่าวอื่นๆ

ซามูไรส่องคันฉ่องไทย  ทำไม 2+5 = 7

หลายวันก่อน มีการส่งต่อข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่าอดีตประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ประจำประเทศไทย เคยวิจารณ์ “จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการ”

บทเรียน จาก คดีลุงวิศวะ ถึง คดี ตชด. ยิง วิน

ยังเป็นเรื่องถกเถียงในสังคม เกี่ยวกับคดี ทะเลาะวิวาท ระหว่าง ตชด. กับ วินมอเตอร์ไซค์ จนนำไปสู่ความสลด เมื่อ ตชด. ยิงกระหน่ำ วินมอเตอร์ไซค์ เป็นเหตุเสียชีวิต เรื่องราว แบบนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ ที่เรียกกันติดปากว่า "คดีลุงวิศวะ"

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...