ปราชญ์แห่งแผ่นดิน กับการเชื่อมวิทยาศาสตร์ สังคม และพุทธธรรมเข้าด้วยกัน
การจากไปของ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เมื่อวันที่
๑๐ มกราคม ๒๕๖๙ มิใช่เพียงการสูญเสียบุคลากรทางการแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นบิดาแห่งการวิจัยโรคธาลัสซีเมีย หรือผู้อยู่เบื้องหลังระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเท่านั้น แต่คือการสูญเสีย “ปราชญ์แห่งแผ่นดิน” ผู้มองเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งและศาสตร์ต่างๆ
ท่านคือผู้ที่ร้อยเรียง “วิทยาศาสตร์การแพทย์” เข้ากับ “สังคมศาสตร์” และ “พุทธธรรม” ได้อย่างกลมกลืน
เป็นผู้บุกเบิกนิยาม “สุขภาพทางจิตวิญญาณ”: ท่านผลักดันให้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ขยายความหมายของสุขภาพให้ครอบคลุม 4 มิติ คือ กาย จิต สังคม และปัญญา (จิตวิญญาณ) ไม่ใช่แค่เรื่องการไม่มีโรค
จากการดูแลผู้ป่วย สู่การดูแล “จิตวิญญาณ” ของเพื่อนมนุษย์ผ่านการก่อตั้ง “หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ”
ชีวิตของท่านจึงเป็นแบบอย่างของมนุษย์ที่สมบูรณ์ ผู้ใช้วิชาชีพเพื่อบำบัดโรคทางกาย และใช้ปัญญาธรรมเพื่อเยียวยาโรคทางสังคมอย่างแท้จริง
ประวัติ
1. เมื่อวิชาที่เรียนมา “ไม่ช่วยใจ” : จุดเริ่มต้นของการพบพุทธธรรมในชีวิตแพทย์นักวิทยาศาสตร์
แม้จะจบการศึกษาแพทย์ด้วยเกียรตินิยมเหรียญทองและสำเร็จปริญญาเอกด้านพันธุศาสตร์จากต่างประเทศ แต่ นพ.ประเวศ เคยกล่าวไว้ว่า
“วิชาที่เรียนมาไม่ได้ช่วยอะไร”
เมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ทางใจ ท่านจึงเริ่มแสวงหาทางออกผ่านการปฏิบัติธรรม
“เริ่มต้นผมก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไปเรียนเมืองนอกมา พุทธศาสนาก็ไม่รู้เรื่อง ก็คงคล้ายๆ คนไทยทั่วไป ว่าเป็นชาวพุทธแต่ว่าก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไร ก็รู้ไปตามขนบธรรมเนียมประเพณี ไปทำบุญที่วัด อะไรต่ออะไรอย่างนั้น…”
“ผมจบแพทย์ได้เหรียญทอง ทุนพระเจ้าอยู่หัวได้ทุนปริญญาเอก เรียนวิชาสารพัดอย่างจากสถาบันที่มีชื่อเสียง รู้สึกว่าฟ้ามันเปิดทางปัญญา”
“เราเป็นนักเรียนแพทย์ก็ผ่านการทำศพทุกคนนะ แต่ไม่ได้เข้าเนื้อเข้าหนัง มันคิดไปทางความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น มันเข้าไม่ถึงธรรม วิทยาศาสตร์เน้นที่ความแม่นยำเน้นที่การทำซ้ำและได้เหมือนเดิม การชั่ง ตวง วัด ต้องได้เหมือนเดิมทำให้เกิดการคิดแบบตายตัว แต่ความจริงไม่ได้ตายตัว แต่ตอนหลังเขาก็ค้นพบแล้ววิทยาศาสตร์ใหม่ ตั้งแต่ไอน์สไตล์ ควอนตัม เป็นต้น ของทั้งหมดเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงกันหมด”
“พอกลับมาทำงานที่ศิริราช ทำงานแล้วมีความทุกข์เยอะเลยแสดงว่าวิชาที่เรียนมาไม่ได้ช่วยอะไร เราก็ได้ช่วยคนไข้แต่ละวิชาก็มีประโยชน์ของมัน แต่คิดว่าเราเสียเวลาเยอะ โกรธเกลียดคนนั้นคนนี้ต่างๆนาน คิดว่าเราเสียเวลาไปกับอารมณ์ความรู้สึกไปมากจนคิดว่าไม่ได้การแล้ว ก็เริ่มสนใจพุทธศาสนาแต่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
“ทีนี้พอเริ่มจะสนใจศึกษาพุทธศาสนา อาจารย์หมออวย (ศ.เกียรติคุณ นพ.อวย เกตุสิงห์) ก็ให้หนังสือมาดู หนังสือก็เป็นเรื่อง ศีล สมาธิ ภาวนา อะไรอย่างนั้น ก็เริ่มอ่าน แล้วก็ไปที่วัดป่าบ้านตาด (จังหวัดอุดรธานี) ไปที่วัดป่าบ้านตาดก็ฝึกเจริญภาวนา เขาภาวนา พุทโธ ทางสายที่นั่น ทีนี้ไปอยู่ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 สัปดาห์
ครั้งแรกก็นอนอยู่ในศาลาที่วัดป่าบ้านตาด อีกครั้งหนึ่งไปอยู่ เขามีกระท่อมเล็กๆ สำหรับพวกปฏิบัติธรรมอยู่เฉพาะตัว แล้วก็เดินจงกรม แล้วก็ภาวนา ตอนหัวค่ำก็ฟังอาจารย์มหาบัว (พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสัมปันโน)) เทศน์…แล้วก็ไปเยี่ยมพระสายอาจารย์มั่น (พระครูวินัยธรมั่น ภูริทัตโต) ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ตามถ้ำต่างๆ ไปวัดถ้ำกลองเพล มีอาจารย์ขาว (พระขาว อนาลโย) อยู่ที่นั่น ไปวัดถ้ำขามมีอาจารย์ฝั้น (พระฝั้น อาจาโร) เราก็รู้เรื่องพวกพระสายอีสานอย่างที่ทราบกัน ท่านก็เป็นพระที่ปฏิบัติเข้มแข็ง และบางรูปคงเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน”
2. เชื่อมโยงกับพุทธทาสภิกขุ
อ. หมอประเวศ จะเริ่มต้นศึกษาพุทธศาสนาจากสายวัดป่าก่อน แต่ต่อมาได้ค้นพบ “จริต” ที่ตรงกันกับแนวทางของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ
“พอมาศึกษาทางของท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านอาจารย์พุทธทาสนี่จะเน้นไปทางเรื่องปัญญา เรื่องความเป็นเหตุเป็นผล เราเรียนมาทางวิทยาศาสตร์มาก มันก็จะถูกกับจริตมากกว่า ก็มาติดใจทางสายท่านอาจารย์พุทธทาส แล้วก็ของท่านพูดจาเป็นเหตุเป็นผล คล้องจองด้วยเหตุด้วยผลไปตลอดสาย”
“โดยเฉพาะท่านหยิบเรื่อง อิทัปปัจจยตาขึ้นมา อิทัปปัจจยตาท่านเอามาพูดเป็นเล่มใหญ่เลย ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตรงนี้คือที่เรียกว่าทางสายกลาง อิทัปปัจจยตา กระแสของความเป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องไปเรื่อย มันเป็นกระแสของความเป็นเหตุเป็นผล ของความเป็นเหตุปัจจัย มันจึงไม่มีจุดเริ่มต้น และไม่มีจุดลงท้ายที่เป็นส่วนสุด extreme ไม่มี
มันถึงไม่มีขั้วบวก ขั้วลบ ท่านจะพูดเรื่อย ไม่มีบวก ไม่มีลบ คนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ถ้าเข้าใจตรงนี้มันก็จะเข้าใจอะไรทะลุปรุโปร่ง แล้วมันไม่แยกข้างแยกขั้ว ไม่แยกส่วน แต่คนจะเข้าใจน้อยมากตรงนี้ และผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ”

เพราะท่านพุทธทาสเน้นสอนเรื่อง “ปัญญา” และความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งสอดคล้องกับพื้นฐานความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของอาจารย์หมอประเวศ โดยเฉพาะเรื่อง “อิทัปปัจจยตา” (กฎแห่งเหตุและปัจจัย) ที่ท่านมองว่าเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่ทำให้เข้าใจความจริงของธรรมชาติ ว่าทุกสิ่งล้วนเกี่ยวเนื่องกัน ไม่แบ่งแยกขั้วบวกขั้วลบ นำไปสู่การมองโลกแบบองค์รวม ไม่แยกส่วน ซึ่งเป็นรากฐานความคิดในการทำงานเพื่อสังคมของท่านตลอดมา
3. การก่อตั้งหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
จากสวนโมกข์ไชยา สู่ “มรดกธรรม” กลางเมืองหลวง ความผูกพันระหว่างอาจารย์หมอประเวศและท่านพุทธทาส เป็นดั่งศิษย์และอาจารย์ทางจิตวิญญาณ
บทเรียนครั้งสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในช่วงอาพาธสุดท้ายของท่านพุทธทาส (ปี 2536) ซึ่งอาจารย์หมอประเวศได้ถอดบทเรียนเรื่องการยื้อชีวิตที่ขัดกับวิถีธรรมชาติ มาขับเคลื่อนเรื่อง “สิทธิการตายดี” (Living Will) และการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ในสังคมไทย เพื่อให้มนุษย์ได้จากไปอย่างสงบและสมศักดิ์ศรี
เพื่อสืบสานปณิธานมิให้สูญหาย อาจารย์หมอประเวศ ได้รับบทบาทสำคัญเป็น ประธานกรรมการก่อตั้งมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ท่านเป็นกำลังหลักในการผลักดันให้เกิด “สวนโมกข์กรุงเทพ” ขึ้น เพื่อรวบรวมมรดกธรรมทั้งหมดของท่านพุทธทาสไว้ในที่เดียว
4. ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ของอดีต แต่คือธรรมะที่เดินอยู่กับปัจจุบัน : หอจดหมายเหตุพุทธทาส “ที่มีชีวิต”
วิสัยทัศน์ของ ประธานมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ คือ หอจดหมายเหตุพุทธทาส ต้องไม่เป็นเพียงพิพิธภัณฑ์เก็บของเก่า (Dead Museum) แต่ต้องเป็น “หอจดหมายเหตุที่มีชีวิต” ที่เข้าใจบริบทสังคมสมัยใหม่
“ผมได้รับอุปโลกน์เป็นประธานมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ บัญชา (นพ.บัญชา พงษ์พานิช) เขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเขาก็ปรึกษา แล้วคุยกันว่าจะรวบรวมคำสอนของอาจารย์พุทธทาสทั้งหมด วัตถุอะไรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มาทำเป็นหอจดหมายเหตุ วัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารธรรมะ…
ทีนี้การสื่อสารธรรมะ มันไม่ได้มีแต่ฝ่ายที่จะสื่อธรรมะ มันมีฝ่ายรับด้วย ทีนี้ฝ่ายรับก็อยู่กับสังคมที่มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ถ้าสามารถศึกษาติดตามสังคมว่าสังคมนี่สนใจอะไร แล้วเขาจะมีเครื่องรับต่อการสื่อสารนั้นอย่างไร ต้องสนใจด้านนั้นไปด้วย เพราะการสื่อสารนี่มันมีสองทาง มันไม่ได้มีแต่ฝ่ายที่จะสื่อไปข้างเดียวว่าเรามีวัตถุที่จะสื่อคือธรรมะของท่านอาจารย์พุทธทาส มันมีฝ่ายรับ

ทีนี้ฝ่ายรับมันเปลี่ยนแปลงไปเป็นอนิจจังตามกาลเวลา เราก็ต้องสนใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมไปด้วย มันจะได้มีการสื่อสาร แล้วก็เทคโนโลยีการสื่อสารมันก็จะมีอะไรใหม่ๆ ออกมาเรื่อย ก็จำเป็นต้องสนใจเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารต่างๆ ด้วย เพื่อเอามาใช้ให้มันสอดคล้องกับกาลสมัยที่เปลี่ยนไป”
ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ กล่าวต่อไปว่า “เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องการคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าใจสังคมรุ่นใหม่ด้วย แล้วก็อีกด้านก็มาสนใจเรื่องธรรมะด้วย ตอนนี้ก็ต้องสร้างเรียกว่าคนรุ่นใหม่ไว้ อย่ามีแต่คนรุ่นเก่าอย่างผมนี่ (หัวเราะ) มันรุ่นโบราณ ต้องมีคนรุ่นใหม่ที่จะสานต่อ แล้วก็ต้องสนใจสังคมอย่างต่อเนื่อง สนใจเทคโนโลยี พร้อมๆ กับสนใจตัวธรรมะ จะได้ช่วยกันขับเคลื่อนไป
เพราะว่าโลกนี้ต้องการธรรมะ แต่ว่าต้องการธรรมะ ต้องการในรูปไหน อย่างไร อันนี้ต้องคิด ต้องศึกษา ต้องวิจัย ต้องค้นคว้า ไปด้วยตลอดเวลา มันอยู่นิ่งไม่ได้ ที่ต้องย้ำ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ จะได้มีชีวิต ไม่เป็นแบบ museum ที่เป็น Dead Museum เป็นหอจดหมายเหตุที่มีชีวิต
ตลอดระยะเวลากว่า 9 ทศวรรษแห่งการดำเนินชีวิต ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์นั้น ไร้พรมแดนกั้นขวางระหว่างวิชาชีพและการปฏิบัติธรรม ท่านได้วางรากฐานทั้งทางสุขภาพ การศึกษา และจิตวิญญาณ ไว้ให้คนรุ่นหลังได้สานต่อ
แม้กายสังขารจะแตกดับไปตามกฎแห่งธรรมชาติ แต่คุณงามความดีและมรดกทางปัญญาที่ท่านฝากไว้ จะยังคงเป็นแสงสว่างนำทางสังคมไทยสืบไป สมดังพุทธภาษิตที่ท่านพุทธทาสภิกขุ อาจารย์ทางจิตวิญญาณของท่านได้กล่าวไว้ และท่านได้ปฏิบัติบูชาจวบจนลมหายใจสุดท้ายว่า…
“อยู่เย็น เป็นประโยชน์”
อ่านเพิ่มเติม
พุทธทาสภิกขุในความทรงจำของ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี



