วันพฤหัสบดี, มีนาคม 12, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกเสียงอิสระประชาชนเปิดเสียงผี หมาหอน เครื่องบินรบ ทำให้ชาวกัมพูชากลัว นอนไม่ได้

เปิดเสียงผี หมาหอน เครื่องบินรบ ทำให้ชาวกัมพูชากลัว นอนไม่ได้

เผยแพร่

spot_img

กรณีที่คุณกันจอมพลัง ได้เปิดเสียงผี หมาหอน เครื่องบินรบ ทำให้ชาวกัมพูชากลัว นอนไม่ได้ จนรัฐบาลกัมพูชายื่นร้องเรียนการกระทำดังกล่าวต่อ UN 

ในฐานะนักกฎหมายระหว่างประเทศผมขอวิเคราะห์สถานการณ์นี้ โดยแยกเป็นประเด็นทางกฎหมายและยุทธศาสตร์ดังนี้ครับ

นี่คือการต่อสู้ในรูปแบบ “สงครามสีเทา” อย่างเต็มรูปแบบ ที่ฝ่ายหนึ่ง (เอกชนไทย) ได้นำยุทธวิธีเดียวกันมาตอบโต้การกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง (รัฐบาลกัมพูชา) ได้อย่างแยบยลและทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

1. การกระทำของเอกชนไทย ผิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่?

คำตอบโดยสรุป: ไม่ผิด และเป็นการกระทำที่ชาญฉลาดอย่างยิ่งในทางยุทธศาสตร์

การวิเคราะห์ทางกฎหมาย:

1. กฎหมายระหว่างประเทศบังคับใช้กับ “รัฐ”: โดยหลักแล้ว กฎหมายระหว่างประเทศถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ การกระทำของเอกชนโดยทั่วไปแล้วไม่ถือเป็นการกระทำของรัฐ และจึงไม่สร้างความรับผิดโดยตรงให้แก่รัฐ

2. หลักความรับผิดของรัฐ: รัฐจะมีความรับผิดต่อการกระทำของเอกชนก็ต่อเมื่อ:

• รัฐ “รับรองและยึดถือ” การกระทำนั้นมาเป็นการกระทำของตนเอง

• รัฐเป็นผู้ “สั่งการหรือควบคุม” ให้เอกชนกระทำการนั้น

• รัฐล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ “ใช้ความระมัดระวังตามสมควร” เพื่อป้องกันไม่ให้ดินแดนของตนถูกใช้ไปในการละเมิดสิทธิของรัฐอื่น

2. ในกรณีนี้ รัฐบาลไทยสามารถปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้ทั้งหมด การกระทำนี้เกิดขึ้นโดยเอกชน และรัฐบาลไทยไม่ได้สั่งการหรือรับรอง อีกทั้งการ “เปิดเสียงดัง” ยังไม่ถึงขั้นที่เป็นการ “ละเมิดสิทธิของรัฐอื่น” อย่างร้ายแรงจนทำให้รัฐไทยต้องเข้าระงับ (เช่น การปล่อยให้กลุ่มก่อการร้ายใช้ดินแดน)

3. การกระทำเกิดในดินแดนอธิปไตยไทย: จุดที่แข็งแกร่งที่สุดของฝ่ายไทยคือ การเปิดเสียงดังกล่าวกระทำขึ้น “ภายในดินแดนอธิปไตยของไทย” โดยมุ่งเป้าไปยังผู้บุกรุกที่อยู่ในดินแดนไทยเช่นกัน จึงเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้อำนาจกฎหมายภายในของไทยอย่างสมบูรณ์ 

สรุปทางกฎหมาย: การกระทำของเอกชนไทยจึงไม่ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่สามารถสร้างความรับผิดทางกฎหมายมาสู่รัฐบาลไทยได้

2. ข้อกล่าวหาของกัมพูชาต่อ UN มีน้ำหนักหรือไม่?

คำตอบโดยสรุป: ไม่มีน้ำหนักในทางกฎหมาย แต่เป็นเกมการทูตเพื่อพลิกสถานการณ์

การวิเคราะห์ทางกฎหมาย:

1. ข้อกล่าวหา “ละเมิดสิทธิมนุษยชน”: เป็นข้อกล่าวหาที่อ่อนมาก การก่อความรำคาญด้วยเสียงดัง ไม่เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงตามปฏิญญาสากลฯ และถึงแม้จะตีความอย่างกว้างที่สุดว่าเป็น “การกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม” ก็ยังยากที่จะพิสูจน์ และที่สำคัญคือ “ไม่ใช่การกระทำของรัฐไทย”

2. ข้อกล่าวหา “ยั่วยุ” และ “ขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ”: นี่คือหัวใจของเรื่อง กัมพูชาน่าจะอ้างถึง Article 2(4) ของกฎบัตร UN ที่ห้ามการ “ใช้กำลังหรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง” 

• การเปิดเสียงดังเป็น “การใช้กำลัง” หรือไม่? ไม่เลยแม้แต่น้อย ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตีความ “การใช้กำลัง” ว่าหมายถึงการใช้กำลังทหารเท่านั้น การเปิดเสียงดังเป็นเพียงการก่อกวน ไม่ใช่การใช้กำลังทางทหาร

• เสียงเครื่องบินรบ เป็น “การข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง” หรือไม่? นี่คือจุดที่กัมพูชาอาจจะหยิบมาอ้าง แต่ไทยก็สามารถโต้แย้งได้อย่างง่ายดายว่าเป็นเพียง “เสียง” ไม่ใช่ “การปรากฏตัวของเครื่องบินรบจริง” และผู้กระทำคือเอกชน ไม่ใช่กองทัพไทย จึงไม่มีเจตนาของรัฐในการข่มขู่

สรุปทางกฎหมาย: ข้อร้องเรียนของกัมพูชาต่อ UN นั้น ไม่มีมูลในทางกฎหมาย เป็นเพียงการใช้เวทีระหว่างประเทศเพื่อสร้างเรื่องราวว่าตนเองเป็น “ผู้ถูกกระทำ” และเบี่ยงเบนความสนใจจากการที่ตนเป็น “ผู้รุกราน” แต่ดั้งเดิม

3. ความเห็นในฐานะนักกฎหมายระหว่างประเทศ: นี่คือ “การสวนกลับ” ที่สมบูรณ์แบบ

การกระทำของเอกชนไทยในครั้งนี้ คือการนำยุทธวิธีสีเทาที่กัมพูชาใช้ (การใช้พลเรือนเป็นโล่) มาตอบโต้ด้วยยุทธวิธีสีเทาอีกรูปแบบหนึ่ง (การใช้เอกชนเป็นผู้ปฏิบัติการ) ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมในทางยุทธศาสตร์:

1. สร้าง “Plausible Deniability” ให้กับรัฐบาลไทย: รัฐบาลไทยสามารถลอยตัวเหนือปัญหาและปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่แรงกดดันต่อผู้บุกรุกยังคงดำเนินต่อไป

2. โจมตีจุดอ่อนที่สุดของกัมพูชา: กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นเกราะกำบัง การโจมตีทางจิตวิทยาด้วยเสียงซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะทำให้ “โล่มนุษย์” ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข แต่ก็ไม่สามารถอ้างได้ว่าถูกทำร้ายร่างกาย

3. พลิกสถานะจาก “ผู้ตั้งรับ” เป็น “ผู้คุมเกม”: ก่อนหน้านี้ไทยตกเป็นฝ่ายตั้งรับต่อการยั่วยุของกัมพูชา แต่การกระทำนี้ทำให้ไทยเป็นฝ่ายกำหนดจังหวะของความขัดแย้ง และบีบให้กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายออกมา “ฟ้อง” ซึ่งการฟ้องในเรื่องที่ไม่มีมูลทางกฎหมายเช่นนี้ ยิ่งทำให้กัมพูชาดูอ่อนแอและไร้เหตุผลในสายตาประชาคมโลก

4. ทำให้ข้อร้องเรียนของกัมพูชาดูน่าตลกขบขัน: การที่รัฐบาลหนึ่งไปร้องเรียน UN ว่า “ประเทศเพื่อนบ้านเปิดเสียงดังใส่” ในขณะที่ตนเองกำลังยึดครองดินแดนของประเทศนั้นอยู่ เป็นเรื่องที่ทำลายความน่าเชื่อถือของตนเองอย่างร้ายแรง

ประเมินท่าทีรัฐบาลไทย:

• ตอบสนองต่อ UN อย่างเป็นทางการ: โดยปฏิเสธความเกี่ยวข้องของภาครัฐอย่างสิ้นเชิง และย้ำว่าเป็นการกระทำของเอกชนในดินแดนไทย

• ฉวยโอกาสนี้ “ตอกย้ำ” ประเด็นหลัก: ใช้หนังสือชี้แจงต่อ UN นี้เป็นโอกาสในการเล่าเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง ว่าต้นตอของปัญหาคือการที่กัมพูชายึดครองดินแดนไทยและปฏิเสธที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติ

• ไม่ต้องดำเนินการใดๆ กับเอกชนไทย: ตราบใดที่การกระทำนั้นไม่ผิดกฎหมายภายใน รัฐก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเข้าไปยับยั้ง

…สรุป การกระทำของเอกชนไทยครั้งนี้ คือตัวอย่างชั้นเลิศของการตอบโต้ในสงครามยุคใหม่ที่ชาญฉลาด ถูกต้องตามกฎหมาย และได้ผลทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่งครับ

นี่เป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของเกมการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อน…

  กดติดตามเพจของเรา เพื่อเข้าถึงบทวิเคราะห์ Exclusive ที่จะพาคุณมองทะลุเกมการเมืองและความขัดแย้งทั่วโลกผ่านมุมมองกฎหมายที่ไม่เหมือนใคร

  ชอบบทวิเคราะห์นี้? ช่วยกด “แชร์” เพื่อยกระดับการสนทนาในสังคม ให้ลึกซึ้งขึ้นในมิติของกฎหมายและยุทธศาสตร์ที่หลายคนอาจมองข้าม! ขอบคุณทุกการสนับสนุนครับ

#กฎหมายระหว่างประเทศ  #วิเคราะห์ข่าวรอบโลกผ่านมุมมองกฎหมาย #ภูมิรัฐศาสตร์ #ไทยกัมพูชา #ความมั่นคงแห่งชาติ #มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้

( ที่มา : กฎหมายในกระแส 12 ตุลาคม 2568 )

ข่าวล่าสุด

The Octave Zero: 80 ปี บรูซ แกสตัน ท่วงทำนองแห่งฟองน้ำ

เรื่องราวของอาจารย์บรูซ แกสตัน คือหนึ่งในตัวอย่างของการเดินทางทางดนตรีที่ข้ามพรมแดนทางวัฒนธรรม

มติ ครม.รับมือสงครามน้ำมันโลก

4 แรงกระแทกจากสงคราม สหรัฐอเมริกากับอิสราเอล ปะทะ อิหร่าน กระทบพลังงาน การส่งออก แรงงาน และความปลอดภัยของ ประเทศไทย

”ทองคำ“ เหนือจรวด… พุ่งไม่หยุด

ราคาทะยานขึ้น-สะท้อนความกังวลเศรษฐกิจโลก ! ท่ามกลางความเสี่ยงสงคราม เงินเฟ้อ และความผันผวนของตลาดการเงิน                             การปรับขึ้นของทองคำกลายเป็นสัญญาณเตือนใหม่ของระบบเศรษฐกิจโลก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าราคาที่เพิ่มขึ้นอาจสะท้อนความไม่แน่นอนมากกว่าความมั่งคั่ง                            ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวขึ้นแตะระดับใกล้ 80,000 บาทต่อบาททองคำ ก่อนจะย่อลงเล็กน้อยจากแรงขายทำกำไรระยะสั้น ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์                            นักวิเคราะห์มองว่าการพุ่งขึ้นของทองคำในช่วงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นสัญญาณสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป                           ในตลาดการเงินระหว่างประเทศ   “ทองคำ” ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์“ปลอดภัย” หรือหลบภัยในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยง...

ปอศ.ลุยจับ 8 ล้งนอมินีนายทุนจีน

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า พฤติการณ์กลุ่มทุนต่างชาติสวมสิทธิ์คนไทยเข้าครอบงำธุรกิจเกษตรสงวนบิดเบือนราคารับซื้อจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคามะพร้าวน้ำหอมทั่วประเทศ

ข่าวอื่นๆ

Beyond Power and Technology: “A Call for Moral Leadership”

We are all human. We are born the same way, and we all require the same basic necessities to survive. How, then, have we allowed greed to consume us?

“สงครามตะวันออกกลาง ๒๐๒๖” จะยืดเยื้อจนสหรัฐฯและอิสราเอลจะหยุดโจมตีอิหร่าน

“สงครามตะวันออกกลาง ๒๐๒๖” จะยืดเยื้อจนสหรัฐฯและอิสราเอลจะหยุดโจมตีอิหร่าน (โดยไม่มีการเจรจา)

แผนปล้นโลก! ทรัมป์จ้องยึด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’

แผนปล้นโลก! ทรัมป์จ้องยึด 'ช่องแคบฮอร์มุซ' ทุบเวเนฯ-ขยี้อิหร่าน ตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดอิหร่าน สกัด BRICS พลิกขั้วอำนาจ! บีบโลกต้องกราบดอลลาร์!