“คนไทย” เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับคนที่คิดจะมาเป็นศัตรู
เรือปืนแค่ ๑ ลำยึดเขมรได้ แต่ ๓ ลำไม่กล้ายึดกรุงเทพฯ!
ตั้งหน่วยรบพิเศษดำน้ำเจาะเรือ ที่มาคำว่า “เล่นพิเรนทร์”
เมื่อฝรั่งเศสแผ่อิทธิพลเข้ามาในอินโดจีน ทูตฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯได้ขอให้ไทยช่วยหาล่ามเขมรและญวนให้ แล้วแอบไปขอทำสัญญากับเขมร แต่สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดีที่ไทยส่งไปครองราชไม่ยอมเซ็นด้วย รับสั่งว่า กรุงกัมพูชาเป็นประเทศราชของสยาม จะทำสัญญาต่างหากไม่ได้ ให้ไปเจรจากับกรุงเทพฯ เมื่อทูตฝรั่งเศสเซ็นสัญญากับเขมรไม่ได้ จึงบ่ายหัวเรือจะไปเซ็นสัญญากับญวน ญวนก็ไม่ยอมต้อนรับ เรือรบฝรั่งเศสเลยยิงป้อมญวนจนยึดป้อมได้ ญวนจึงยอมเซ็นสัญญาด้วย
ต่อมาในปี ๒๔๐๒ สมเด็จพระหริรักษ์ฯสวรรคต เกิดทะเลาะเบาะแว้งกันในกลุ่มพี่น้อง สมเด็จนโรดมพรหมบริรักษ์ มหาอุปราช ต้องหนีไปอยู่พระตะบอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงทราบจึงให้ไปรับตัวมาอยู่กรุงเทพฯได้ ๓ เดือนกว่า แล้วให้คนคุมกำลังนำไปส่งที่เมืองอุดงมีชัย คุ้มกันพระราชวังที่เมืองอุดงมีชัยให้ แล้วปราบกบฏจนแตกพ่าย หนีไปอยู่ในความคุ้มครองของฝรั่งเศส
ในวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๔๐๖ หลังจากยึดไซ่ง่อนได้แล้ว พลเรือเอกรองติแยร์ได้นำเรือรบขึ้นไปถึงอุดงมีชัย บังคับให้สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์เซ็นสัญญา ๑๙ ข้อ ยอมอยู่ในอารักขาของฝรั่งเศส ด้วยความกลัว สมเด็จพระนโรดมฯจึงยอมเซ็น และด้วยความกลัวพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้มีหนังสือเข้ามากราบทูลว่า
“…อัดมิราล เดอ ลากรันดิเอ บังคับให้ข้าพระพุทธเจ้าทำหนังสือสัญญา ณ เมืองเขมร ข้าฯคิดกลัวจะมีความผิดกับกรุงเทพฯเป็นอันมาก แต่ข้าฯคิดกลัวไปว่า ถ้าเกิดวิวาทกับฝรั่งเศส ความครหาติเตียนข้าพระพุทธเจ้าก็จะมากขึ้น ด้วยใจพระยาเขมรแลราษฎรทุกวันนี้เป็นสามพวกอยู่ ก็จะพากันว่าได้ผู้นั้นผู้นี้เป็นเจ้าบ้านเจ้าเมืองไม่สบายฤา ความข้อนี้สิ้นปัญญาแล้ว จึงต้องยอมทำหนังสือสัญญากับฝรั่งเศส”

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจึงประท้วงไปยังปารีสอย่างเป็นทางการ และได้รับคำตอบมาว่า แต่ก่อนนี้เขมรขึ้นกับญวนบ้างขึ้นกับไทยบ้าง เดี๋ยวนี้ฝรั่งเศสเข้าปกครองญวนแล้ว จึงมีสิทธิในเขมรด้วย เมื่อเขมรขอให้ฝรั่งเศสช่วยอารักขาจึงต้องรับไว้ ส่วนเขมรจะส่งเครื่องบรรณาการให้ไทยอย่างเดิมฝรั่งเศสก็ไม่ห้าม ร.๔ จึงทรงทำสัญญาลับกับสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์บ้าง ให้ยอมรับว่าเขมรเป็นประเทศราชของสยาม แต่สัญญานี้ก็ไม่ลับ ฝรั่งเศสรู้เข้าประท้วงทันที ว่าสัญญานี้เซ็นภายหลังที่เขมรยอมรับเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสแล้ว จึงถือว่าเป็นโมฆะ
ไทยพยายามอ้างสิทธิเหนือเขมร เรียกสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ที่ยังไม่ได้รับการราชาภิเษก ให้เข้ามาทำพิธีราชาภิเษกที่กรุงเทพฯ เพราะเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่ขนมาตอนหนีกบฏก็ยังอยู่ที่กรุงเทพฯ สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ขณะนั้นอยู่ในฐานะฝรั่งเศสลากไปไทยลากมา จึงยอมมาแต่โดยดี แต่เมื่อออกเดินทางโดยเรือที่ไทยส่งไปรับแล้ว ทหารฝรั่งเศสที่วางตัวเป็นผู้คุ้มกันสมเด็จนโรดมฯอยู่ ก็เข้ายึดเมืองอุดงมีชัยและชักธงฝรั่งเศสขึ้นเหนือวัง สมเด็จนโรดมฯเลยต้องกลับไป
ในที่สุดไทยซึ่งอุปถัมภ์ค้ำชูราชวงศ์นโรดมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ กษัตริย์เขมรทุกองค์ในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ล้วนเกิด เติบโต และบวชเรียนที่กรุงเทพฯก่อนขึ้นครองราชย์ทั้งนั้น จำต้องขาดสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและการปกครองกันไป เพราะเรือปืนเพียงลำเดียว
ต่อมาในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๑๒ หรือ พ.ศ. ๒๔๓๖ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็เกิดเหตุการณ์แห่งความทรงจำอีกเหตุการณ์หนึ่ง เรียกกันว่า “วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒”
วันนั้น ราว ๑๘.๓๐ น. ฝนตกหนักที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาจนมองไม่เห็นฝั่ง พอฝนเริ่มซาลง “เรืออัครเรศร์” ที่ลอยลำสังเกตการณ์อยู่นอกสันดอน เห็นเรือโดยสารฝรั่งเศสลำหนึ่งนำร่องให้เรือรบอีก ๒ ลำเร่งฝีจักรมุ่งเข้าสันดอนมา จึงส่งสัญญาณเตือนให้หยุด แต่เรือทั้ง ๓ ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับคงเร่งฝีจักรไม่ลดละ เรืออัครเรศร์จึงส่งสัญญาณแจ้งเหตุร้ายให้บนฝั่งทราบ ป้อมพระจุลจอมเกล้าซึ่งตั้งอยู่ที่แหลมฟ้าผ่า ห่างไป ๔ กม. จึงยิงกระสุนควันเตือนไป ๒ นัด เรือรบฝรั่งเศสกลับชักธงขึ้นยอดเสาเป็นสัญญาณประจำสถานีรบ และยิงกระสุนจริงโต้ตอบ ป้อมพระจุลฯจึงใช้กระสุนจริงยิงตอบไป ๑๙ นัด ถูกเรือรบแองคองสตังค์ ทำให้ทหารตายไป ๑ คน และถูกเรือ เย.เบ.เซย์ ซึ่งเป็นเรือโดยสารระหว่างกรุงเทพฯ-ไซ่ง่อน ที่เป็นเรือนำร่อง ถูกยิงจนต้องวิ่งเข้าเกยตื้น แต่กัปตันได้ลงเรือเล็กไปขึ้นเรือแองคองสตังค์นำร่องผ่านสันดอนเข้ามาได้ทั้ง ๒ ลำ และเกิดประทะกันมาตลอดตามลำน้ำ แม้แต่เรือฝึกนักเรียนนายเรือซึ่งเป็นเรือใบยังกล้าสู้กับเรือรบฝรั่งเศส ใช้ปืนกลยิงทำให้ทหารในเรือโกเมตตายไป ๒ คน ต่างฝ่ายต่างล้มตายกันไปมาก
ในที่สุดเรือรบฝรั่งเศสก็เข้ามาจอดที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯได้ ซึ่งมีเรือลูแตงเข้ามาจอดอยู่ก่อนแล้ว ตามข้อตกลงว่าชาติต่างๆ จะนำเรือรบเข้ามาจอดไม่เกินชาติละ ๑ ลำ เลยรวมเป็น ๓ ลำ
แม้จะมีเรือรบเข้ามาถึง ๓ ลำ อย่าว่าแต่จะยึดกรุงเทพฯเลย แค่ขึ้นฝั่งทหารเรือฝรั่งเศสก็ไม่กล้า เพราะบนฝั่งแออัดไปด้วยประชาชนคนไทยที่ไม่กลัวปืนเรือ ต่างตะโกนด่าทหารฝรั่งเศส ซ้ำแนวหน้ายังถกกางเกงโชว์อาวุธลับให้ทหารฝรั่งเศสดูด้วย ฝรั่งเศสได้ใช้สถานทูตข่มขู่มาทางรัฐบาลไทย เรียกร้องค่าเสียหายที่ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายบุกรุก และขู่ว่าถ้าไม่ยินยอมจะใช้ปืนเรือถล่มพระบรมมหาราชวัง ทั้งยังถือโอกาสเรียกร้องดินแดนที่ไทยครอบครองอยู่เป็นจำนวนมาก หลายชาติต่างประณามการกระทำของฝรั่งเศส แม้แต่หนังสือพิมพ์ของอังกฤษยังเขียนการ์ตูนเปรียบเปรยเป็นหมาป่ากับลูกแกะ แต่ก็แค่ประณามกันไป ไม่มีใครช่วยไทยอย่างจริงจัง คนไทยจึงต้องช่วยตัวเอง

นอกจากคนที่ไปออกันริมฝั่งคอยต้อนรับทหารฝรั่งเศสแล้ว ยังมีคนคิดจะต่อแพไฟ ปล่อยตามน้ำเข้าเผาเรือรบฝรั่งเศส แต่รายหนึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงพระตำรวจหลวง ราชทินนามว่า พระพิเรนทรเทพ (สาย สิงหเสนี) ทำท่าว่าจะเอาจริง ประกาศรับสมัครหน่วยรบพิเศษให้ดำน้ำไปเจาะเรือรบฝรั่งเศส ทั้งยังให้ถือตะขอเหล็กด้ามยาวไปด้วย พอผุดขึ้นจากน้ำ ก็ให้ทะลึ่งขึ้นสุดแรง เอาขอเหล็กสับกราบเรือแล้วไต่ขึ้นไป สำเร็จโทษทหารบนเรือให้หมด
คุณพระได้เริ่มต้นด้วยให้บ่าวไพร่ของท่านฝึกก่อนที่คลองหน้าบ้าน บางคนดำได้ไม่นานก็โผล่ขึ้นมา คุณพระควบคุมการฝึกอยู่ก็เอาถ่อค้ำคอไว้ไม่ให้โผล่ เป็นเหตุให้เกิดมีคนตายขึ้น เรื่องเลยอื้อฉาวจนหน่วยรบพิเศษนี้ต้องเลิกล้มไป
ด้วยความคิดวิตถารนี้ จึงทำให้เกิดคำพูดของคนในสมัยนั้นว่า “เล่นอย่างพิเรนทร์” จนกลายเป็น “เล่นพิเรนทร์” หรือ “คนพิเรนทร์” เป็นคำที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน
พจนานุกรมภาษาไทย ราชบัณฑิตสยาม ได้ให้ความหมายคำนี้ว่า
“กระทำสิ่งที่นอกลู่นอกทาง หรือนอกรีตนอกรอย เพื่อความสนุกสนานเป็นต้น เช่น เล่นอุตริเอาน้ำสกปรกมาสาดในงานสงกรานต์”
นี่ก็คือความน่ากลัวของคนไทยที่ไม่เคยกลัวใคร และพร้อมที่จะเป็นกองหนุนร่วมสมรภูมิกับทหาร
ในช่วงปี ๒๕๒๐-๒๕๓๐ ที่เวียดนามได้บุกเข้ายึดครองเขมร และยังประกาศกร้าวว่าจะบุกเข้ามากินข้าวที่กรุงเทพฯ นักข่าวต่างประเทศคนหนึ่งได้ถาม พลเอก ชาติชาย ชุณหวัณ นายกรัฐมนตรี ว่า เวียดนามมีทหารประจำการหลายแสนคน มากกว่าทหารไทยมาก ไทยไม่กลัวหรือ พลเอก ชาติชายได้ตอบว่า
“คุณคงยังไม่ทราบว่า เรามีทหารที่ไม่ได้ประจำการอีก ๓๐ ล้านคน”
แสดงถึงความเชื่อมั่นในคนไทยที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติร่วมกับทหาร
การแสดงพลังของประชาชนตามชายแดนเขมรขณะนี้ ก็ยืนยันว่าหัวใจของคนไทยเรายังเหมือนเดิม
ปัจจุบัน อาจมีกลุ่มคนที่จะได้รู้รสคนไทยอีกราย ก็คือ คนต่างชาติที่มีข่าวมาตลอดว่า เข้ามาเพื่อจะปักหลักยึดหลายจังหวัดเป็นเขตอิทธิพลของตน และยังซ่าป่วนเมืองอยู่



