หน้าแรกเสียงอิสระประชาชน25 สถานการณ์ “หนูรับบาป”ที่นายกฯ หาดใหญ่ย่าง“หนู” ให้กลายเป็น “แพะ“

25 สถานการณ์ “หนูรับบาป”ที่นายกฯ หาดใหญ่ย่าง“หนู” ให้กลายเป็น “แพะ“

เผยแพร่

spot_img

1. วิกฤตครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ‘ภัยธรรมชาติ’ กลายเป็น ‘ภัยพิบัติ’ ได้ ก็ด้วยฝีมือการบริหารจัดการของมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อ ‘ข้อมูล’ ถูกบิดเบือน และ ‘โครงสร้างการสั่งการ’ ไม่เป็นเอกภาพ”

2. น้ำท่วมหาดใหญ่ในครั้งนี้ สาเหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวภัยพิบัติน้ำท่วมหาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ความล้มเหลวในการบริหารจัดการและการสื่อสารภาวะวิกฤตของผู้นำท้องถิ่น”

3. “ความผิดพลาดในการประเมินสถานการณ์และการสื่อสาร” ของเทศบาลนครหาดใหญ่ ที่ทำให้ประชาชน “ตายใจ” จนไม่ยอมอพยพ

4. นายกเทศมนตรีและทีมงานส่งสารว่า “เอาอยู่” และ “ระดับน้ำลดลง” ให้เชื่อใจเทศบาล ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าสถานการณ์ปลอดภัย

5. ประชาชนในพื้นที่เชื่อถือ “ข่าวสารท้องถิ่น” และ “ระบบธง” ของเทศบาล มากกว่าคำเตือนจาก  กรมอุตุฯ หรือส่วนกลาง

6. การเปลี่ยนสถานะการเตือนภัยจาก “ธงเขียว” (ปกติ) ไปเป็น “ธงแดง” (วิกฤต) เกิดขึ้นกะทันหันในเวลากลางคืน ทำให้ประชาชนเตรียมตัวไม่ทัน

7. องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นรายงานข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริงไปยังรัฐบาลกลาง (นายกฯ อนุทิน) ทำให้การสั่งการช่วยเหลือจากส่วนกลางล่าช้า หรือผิดพลาดตามไปด้วย

8. วุฒิภาวะของผู้นำท้องถิ่นที่เน้นสร้างภาพลักษณ์ความเชื่อมั่น แต่ขาดความรับผิดชอบเมื่อเกิดความผิดพลาด (ไม่ยอมรับความจริง)

9. ในขณะที่ความผิดพลาดหลักอยู่ที่ “ท้องถิ่น” (เทศบาล) แต่จำเลยสังคมกลับกลายเป็น “รัฐบาลกลาง” นายกฯ อนุทิน กลายเป็นแพะรับบาปที่ถูกด่าว่าทำงานล่าช้า ทั้งที่ได้รับรายงานผิด

10. Crisis Management ต้นทุนราคาแพงของ “False Assurance” (การรับรองความปลอดภัยที่เป็นเท็จ)

11. ดาบสองคมของ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ประเด็นนี้น่าสนใจมากโดยปกติ “ความเชื่อมั่น” ถือเป็นทุนทางสังคมที่ดี แต่ในกรณีนี้กลับกลายเป็น “จุดตาย” 

12. คนหาดใหญ่มีพฤติกรรมเชื่อถือ “ข้อมูลท้องถิ่น” มากกว่า “ข้อมูลส่วนกลาง” (กรมอุตุฯ/รัฐบาล) เพราะประสบการณ์ในอดีตสอนว่าคนในพื้นที่จะรู้ดีที่สุด

13. เมื่อเทศบาลใช้เครดิตความน่าเชื่อถือนี้มายืนยันข้อมูลที่ผิดพลาด ประชาชนจึง “ปิดรับ” สัญญาณเตือนภัยอื่นๆ (เช่น สัญญาณเตือนภัยจากส่วนกลางที่ดังขึ้น แต่คนเลือกที่จะไม่เชื่อ เพราะเทศบาลบอกว่าธงเขียว)

14. ผลลัพธ์ของความเชื่อใจกลายเป็น “กรงขัง” ที่ทำให้ประชาชนรออยู่กับที่จนหนีไม่ทัน บทเรียนนี้ชี้ให้เห็นว่า ในภาวะวิกฤต ประชาชนควรมี “แหล่งข้อมูลที่หลากหลาย“ และไม่ควรฝากชีวิตไว้กับหน่วยงานเดียว

15. รอยรั่วของการกระจายอำนาจ

ประเทศไทยพยายามผลักดันการกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นดูแลตนเอง แต่เคสนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรง

16. เทศบาล ต้องการรักษาภาพลักษณ์ทางการเมือง จึงเลือกรายงานข้อมูลด้านดี ไปยังรัฐบาล (นายกฯ อนุทิน)

17. ผลคือ ส่วนกลางประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้การจัดสรรทรัพยากรขนาดใหญ่ (เรือผลักดันน้ำ, เฮลิคอปเตอร์, กำลังทหาร) มาไม่ทันเวลา

18. เทศบาลนครหาดใหญ่มีความสามารถในการจัดการ “น้ำท่วมเมื่อปกติ” แต่ไม่มีศักยภาพพอที่จะรับมือ “อุทกภัยระดับภัยพิบัติ” ที่เกิดจาก Rain Bomb + ปัจจัยภูมิศาสตร์แอ่งกระทะ

19. เมื่อเกิดภัยระดับนี้ ท้องถิ่นมักจะ “กอดอำนาจ/ความรับผิดชอบ” ไว้นานเกินไป (เพราะกลัวเสียหน้าหรือถูกแทรกแซง) กว่าจะยอมรับความจริงและขอความช่วยเหลือ ก็สายเกินแก้

20. การบริหารแบบแยกส่วน ทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่าง “ท้องถิ่น” กับ “ส่วนกลาง” ขาดหาย ทำให้รัฐบาลกลางกลายเป็นแพะรับบาป ทั้งที่ต้นตอข้อมูลมาจากรัฐบาลท้องถิ่น

21. อย่างไรก็ตาม คุณอนุทินมีส่วนรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารสูงสุด แม้ว่าต้นเหตุของข้อมูลที่ผิดพลาดจะมาจากท้องถิ่นก็ตาม”

22. หากท้องถิ่นไร้ประสิทธิภาพหรือปกปิดข้อมูล ส่วนกลางมีหน้าที่ต้อง “Cross-check” (ตรวจสอบทานข้อมูล) ไม่ใช่รอรับรายงานเพียงทางเดียว การที่ส่วนกลางเชื่อข้อมูลท้องถิ่น 100% โดยไม่ประเมินจากข้อมูลอื่นประกอบ (เช่น กรมอุตุฯ, ภาพถ่ายดาวเทียม, ข้อมูล Social Media ภาคประชาชน) ถือเป็นความบกพร่องในการประเมินสถานการณ์ ของส่วนกลางด้วย

23. หน้าที่ของผู้บริหารสูงสุดคือการบูรณาการข้อมูล หากข้อมูลจาก “กรมอุตุฯ” (ส่วนกลาง) ขัดแย้งกับ “เทศบาล” ผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดต้องเข้ามาวินิจฉัยและสั่งการทันที ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนสับสน การปล่อยให้เกิดช่องว่างนี้คือความรับผิดชอบของผู้นำระดับชาติ

24. ในทางการเมืองและการบริหาร ผู้นำสูงสุดต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์สุดท้าย แม้ลูกน้อง (หรือท้องถิ่น) จะทำงานพลาด แต่ผู้นำปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ว่า “ไม่รู้เพราะลูกน้องรายงานผิด”

25. นายกฯ อนุทินถูกด่าเพราะ “ท้องถิ่นรายงานผิด” แต่สังคมไทยมักเล่นการเมืองด้วยความรู้สึก มากกว่าหลักฐาน

จึงไม่แปลกที่นายกฯ หาดใหญ่สามารถย่าง “หนู” ให้กลายเป็น “แพะ“ ได้ อย่างไรก็ตาม คุณอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็มีส่วนรับผิดชอบในความผิดในฐานะผู้บริหารสูงสุด ตามที่ได้กล่าวแล้ว 

(ที่มา เฟซบุ้ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์)

ข่าวล่าสุด

คนไทย “คลั่งกาแฟ” ล้นเมือง  แต่ไทยผลิตเมล็ดกาแฟไม่พอ  ช่องว่าง 8 หมื่นตันกำลังบอกอะไร?

คนไทยบริโภคกาแฟเฉลี่ยมากกว่า 340 แก้วต่อคนต่อปี และมูลค่าตลาดกาแฟไทยในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.33% จากปีก่อน

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

เรื่องสั้น  “ตามล่า..มาเฟีย” |  “ชัยทัศน์”

เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มเงียบในป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยกิเลส ภารกิจขุดรากถอนโคนแก๊งยาเสพติดข้ามชาติที่ชื่อว่า "โทนี่" ลากยาวมาหลายเดือน ข้อมูลเดียวที่เขามีคือมันร่อนเร่ไปตามแหล่งบันเทิง และมี "นกต่อ" เป็นสาวสวยคอยกรองลูกค้าชั้นดี มันคือ “มาเฟีย..” ที่เขาต้องขจัดให้ได้

อนุทินเดินสาย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์   สร้างความเชื่อมั่นนอกบ้าน  แต่อย่าทิ้ง..ต้องปัดกวาดบ้าน !

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 องคาพยพการทูต “อนุทิน” ข้ามสมุทรแปซิฟิก   รื้อฟื้นสะพานเชื่อมมหาอำนาจกลาง สู่เกมสมดุลพลิกเกมคานอำนาจโลก                            ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลกที่ทวีความตึงเครียด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินเกมรุกทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ด้วยกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ...

ข่าวอื่นๆ

ซามูไรส่องคันฉ่องไทย  ทำไม 2+5 = 7

หลายวันก่อน มีการส่งต่อข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่าอดีตประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ประจำประเทศไทย เคยวิจารณ์ “จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการ”

บทเรียน จาก คดีลุงวิศวะ ถึง คดี ตชด. ยิง วิน

ยังเป็นเรื่องถกเถียงในสังคม เกี่ยวกับคดี ทะเลาะวิวาท ระหว่าง ตชด. กับ วินมอเตอร์ไซค์ จนนำไปสู่ความสลด เมื่อ ตชด. ยิงกระหน่ำ วินมอเตอร์ไซค์ เป็นเหตุเสียชีวิต เรื่องราว แบบนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ ที่เรียกกันติดปากว่า "คดีลุงวิศวะ"

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...