หน้าแรกเสียงอิสระประชาชน(6)วิกฤตคอร์รัปชันหยุดไม่ได้ ไทยก็พัง

(6)วิกฤตคอร์รัปชันหยุดไม่ได้ ไทยก็พัง

เผยแพร่

spot_img

การประกาศไม่ยอมทนกับวิกฤตคอร์รัปชันของ 3สถาบันหลักภาคเอกชนคือ หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมฯ และสมาคมธนาคารไทย ตอกย้ำถึงปัญหาคอร์รัปชันที่ลุกลามจนการค้าการลงทุนของไทยย่ำแย่ การเมืองขาดเสถียรภาพ หลักนิติธรรมตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมาต่อเนื่อง ต่อไปนี้คือ 6 พฤติกรรมคดโกงที่สร้างวิกฤตซ้อนวิกฤตให้สังคมไทย

(1)เรื่องแรก”สินบน”เงินใต้โต๊ะ”จากเดิมที่เคยแอบจ่าย ลักกินซ่อนโกงไม่ให้คนเห็น แต่ทุกวันนี้มันไม่ต่างจากโจรปล้นกลางวันแสกๆ”ทุกคนรู้กันว่าถ้าไปติดต่อที่ดิน ขนส่ง ศุลกากร ขอสร้างบ้านสร้างโรงงาน จะต้องจ่ายเท่าไหร่ จ่ายให้ใคร” จนชาวต่างชาติที่มาทำธุรกิจ ทำงานหรือท่องเที่ยวตั้งคำถามว่า “ประเทศไทยมีหน่วยงานไหนบ้างที่เงินซื้อไม่ได้?”ลองคิดดู ถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเทา ยังจะเหลือนักธุรกิจดีๆ สักกี่รายที่อยากมาลงทุนในบ้านเรา!! 

(2)เรื่องที่สอง โครงการก่อสร้างภาครัฐ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องพูดกันแล้วว่า มีคอร์รัปชันไหม เงินทอนเท่าไหร่ ปีหนึ่งเสียหายไปกี่แสนล้านบาท เพราะมันก้าวข้ามไปสู่คำถามน่าสะเทือนใจกว่า”ทำไมการก่อสร้างของภาครัฐต้องล่าช้าเสมอ และเหตุใดจึงมีอุบัติเหตุที่ทำให้คนเจ็บคนตายบ่อยๆ” คำถามนี้หากอธิบายไม่ได้ก็แก้ไขไม่ได้ โกงกินกันอย่างไรให้ประชาชนต้องเสี่ยงภัย บาดเจ็บล้มตายไปเรื่อยๆ จะแก้ไขอย่างไร ใครรับผิดชอบ ทุกวันนี้ที่นิ่งเงียบอยู่ไม่รู้ว่าแกล้งโง่ ไร้ฝีมือ หรือสะเพร่ากันแน่

(3)เรื่องที่สาม ระบบวิ่งเต้นเส้นสายในวงราชการเป็นเรื่องรับรู้มานาน จนเมื่อ2ปีก่อนมีนายพลตำรวจเอก 2นายที่ใหญ่เป็นเบอร์ 1และเบอร์ 2ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พวกเขาใช้เวลาเพียง 7ปี เลื่อนขึ้น7 ตำแหน่งจนใครๆก็ส่ายหน้ากับระบบ”ตั๋วช้าง” แล้วสองคนก็สร้างเรื่องน่าละอายมากมายในองค์กรแห่งนี้ มาวันนี้เกิดเรื่องตกต่ำลึกไปกว่านั้นอีกเมื่อผู้กองตำรวจสาวคนหนึ่งเติบโตก้าวกระโดดรวดเร็วและมหัศจรรย์กว่ามาก เธออยากเป็นทหาร ตำรวจ ปลัดอำเภอ อยากไปอยู่รัฐสภา อะไรก็ได้หมด 

สรุปคือ“ย้ายข้ามห้วยง่าย เลื่อนขั้นก็เร็ว”ดั่งใจ  

ทำเกินเลยขนาดนี้ ต้องมีผู้ใหญ่หนุนหลังแน่นอน “อะไรกำลังกัดแทะระบบราชการทำลายระบบจนควบคุมคอร์รัปชันไม่ได้”  

(4)เรื่องที่สี่ “ตาชั่งไม่ตั้งตรง” กฎหมาย หน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐ ถูกใช้เป็นเครื่องมือปกป้องผลประโยชน์และเล่นงานศัตรูของนาย มี 3คดีดังที่ยืนยันเรื่องนี้คือคดีฮั้ว ส.ว. คดีที่ดินรถไฟเขากระโดง และกรณีสนามกอล์ฟอัลไพน์ แม้บอกไม่ได้ว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำไปเป็นเพราะเชื่ออย่างนั้นจริงหรือถูกนักการเมืองบังคับมา แต่นี่คือ“คอร์รัปชันโดยใช้ทรัพยากรของรัฐ”อย่างโจ่งแจ้ง ทำแบบนี้คนไม่มีพรรคพวกเส้นสาย จะอยู่ได้อย่างไรวันนี้แม้แต่ศาลยังถูกตั้งคำถาม องค์กรอิสระฯ ก็แปรปรวน เป๋ไปเป๋มาหลักนิติธรรมของแผ่นดินกำลังเสื่อมถอย เพราะน้ำมือของพวกเจ้าเล่ห์คิดคดแท้ๆ กระบวนการยุติธรรมที่ซื้อได้นำไปสู่คอร์รัปชันที่ใหญ่และเลวร้ายกว่าเสมอ                                             

(5)เรื่องที่ห้า ประเทศไทยอะไรก็เป็น“ความลับ”คนไทยถูกทำให้ไม่รู้ ถึงรู้ก็พูดไม่ได้ เรื่องใหญ่ระดับชาติถูก”ปกปิด”กันตามใจชอบ แม้รายงานการสอบสวนที่เสร็จสมบูรณ์ไปนานแล้ว อย่าง – คดีบอส อยู่วิทยา ที่มีอาจารย์วิชา มหาคุณ เป็นประธานฯ เอกสารอยู่ในมือรัฐบาลและ ป.ป.ช. 

– กรณีนาฬิกาหรูยืมเพื่อน เอกสารอยู่ในมือ ป.ป.ช.

– เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม เอกสารอยู่ในมือรัฐบาล และ ป.ป.ช. 

ไม่ยอมเปิดเผยไม่แคร์สังคมที่รอความจริง เป็นเพราะ“ต้องการเก็บงำความลับเพื่อปกป้องคนชั่วหรือความล้มเหลวของใครใช่หรือไม่?” 

(6)เรื่องที่หก การเลือกตั้งใหญ่ผ่านไปแล้ว 2ครั้งในปี68คือเลือกตั้ง อบจ. และ เทศบาล ล้วนเต็มไปด้วยการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่ทุกคนรู้ กกต.ก็รู้ กลายเป็นว่า.“คนไม่โกง ไม่เกิด”นักการเมืองจึงอยู่ใต้อิทธิพลนายทุน 

ไม่ก็เป็นคนของบ้านใหญ่นักการเมืองหรือผู้ที่มีอิทธิพลโกงตั้งแต่เริ่ม พอได้ตำแหน่งมีอำนาจก็โกงกินถอนทุนคืน เรื่องนี้ไม่ใช่กล่าวหากันลอยๆ เพราะมีผลสำรวจทางวิชาการจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยืนยันอยู่ 

วันนี้และในอนาคต เราจะได้คนแบบไหนมาปกครองประเทศเราหรือ? 

🇹🇭ทางออกประเทศไทยการจับมือของผู้นำภาคเอกชนเพื่อลุกสู้กับคอร์รัปชัน รณรงค์นักธุรกิจรุ่นใหม่ปฏิเสธการจ่ายสินบน แต่ต้องเติบโตด้วยฝีมือ ไม่โกงสังคม ไม่โกงสิ่งแวดล้อม จะเป็นพลังสร้างสังคมไทยให้มีอนาคต สำหรับภาครัฐ วิธีหยุดวิกฤตคอร์รัปชันที่ทำได้ทันทีแบบไม่ต้องลงทุนเพิ่มอีกเลยคือ ทำทุกอย่างให้โปร่งใส เปิดเผยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและตรวจสอบได้ แล้วความเชื่อมั่นจะกลับคืนมา อีกเรื่องคือการสมัครเป็นสมาชิก OECD ถ้าสำเร็จ นั่นหมายถึงประเทศไทยจะเป็นที่ยอมรับในสายตานานาชาติ โอกาสค้าขายจะเพิ่มอีกมากแต่มีเงื่อนไขสำคัญที่เขายืนยันให้ไทยต้องแก้ไขก่อนคือควบคุมคอร์รัปชันให้ได้ ปรับปรุงกฎระเบียบ กติกาบางอย่าง ซึ่งทั้งหมดก็เพื่ออนาคตของไทยเราเอง 

“หวังว่าจากนี้ไปจะไม่มีรัฐบาลไหน สถาบัน หรือใครก็ตาม ทำให้ประเทศไทยตกต่ำมากกว่านี้ได้อีกแล้ว”

มานะ นิมิตรมงคล

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

16 ตค.68

หมายเหตุ: เรียบเรียงจากการอภิปรายของผู้เขียนในเวที “เวทีสาธารณะด้านหลักนิติธรรม ครั้งที่ 3″จัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เมื่อ 7 ตค.68

#แค่แชร์ก็ต้านโกงได้

#คอร์รัปชั่นวาระแห่งชาติ

ข่าวล่าสุด

อาบป่าฮีลใจ ให้ธรรมชาตินำทางสู่การฟื้นฟู

"อาบป่า" (Forest Bathing) การใช้เวลาในธรรมชาติอย่างมีสติ เพื่อเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ช่วยผ่อนคลายร่างกาย จิตใจ ลดความเครียด และชาร์จพลังชีวิต

 รัฐให้ ข้าราชการ “หัวโต-ตัวลีบ“ เออลี่-รีไทร์  กับดักงบประจำ 70% ที่แก้ไม่ตก หากไม่ยอมปรับลดตำแหน่งบริหารซ้ำซ้อน

นโยบายเร่งรัด “เออลี่รีไทร์” ข้าราชการภายในปีงบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ถูกส่งสัญญาณออกมาในฐานะมาตรการสำคัญเพื่อควบคุมเสถียรภาพทางการคลัง หลังพบว่างบรายจ่ายประจำในส่วนของเงินเดือน สวัสดิการ และบำเหน็จบำนาญ มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของงบรายจ่ายประจำทั้งหมด

“โมเดล-ขนมชั้น” สุขภาพคนไทยไม่เท่าเทียม ?   Medical Hub ความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวด

ระบบสาธารณสุขไทยกลายสภาพเป็น “โมเดลขนมชั้น” ที่แบ่งแยกชนชั้นและทอดทิ้งประชาชนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง ความเหลื่อมล้ำของ 3 กองทุนสุขภาพ (บัตรทอง-ประกันสังคม-ข้าราชการ)

มหากาพย์คชบาล เมื่อ“ช้างป่า” ล้นผืนไพร  และ“ช้างบ้าน”ไร้สวัสดิภาพ !

วิกฤตการณ์ "ช้างไทย" ในปัจจุบัน ภาพสะท้อนที่เด่นชัดที่สุดกลับไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขประชากรที่ผันผวน หากแต่คือ "ความย้อนแย้งเชิงนโยบาย"

ข่าวอื่นๆ

ซามูไรส่องคันฉ่องไทย  ทำไม 2+5 = 7

หลายวันก่อน มีการส่งต่อข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่าอดีตประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ประจำประเทศไทย เคยวิจารณ์ “จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการ”

บทเรียน จาก คดีลุงวิศวะ ถึง คดี ตชด. ยิง วิน

ยังเป็นเรื่องถกเถียงในสังคม เกี่ยวกับคดี ทะเลาะวิวาท ระหว่าง ตชด. กับ วินมอเตอร์ไซค์ จนนำไปสู่ความสลด เมื่อ ตชด. ยิงกระหน่ำ วินมอเตอร์ไซค์ เป็นเหตุเสียชีวิต เรื่องราว แบบนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ ที่เรียกกันติดปากว่า "คดีลุงวิศวะ"

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...