วันพฤหัสบดี, เมษายน 16, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกเสียงอิสระประชาชนThe Fate of Empires : ชะตากรรมของจักรวรรดิ

The Fate of Empires : ชะตากรรมของจักรวรรดิ

เผยแพร่

spot_img

•ศาสตราจารย์ เจียง เสวี่ยฉิน   (Professor Jiang Xueqin)

  ใช้กรอบความคิดของ

  นักคิดชาวอังกฤษ Sir John Glubb

  ในหนังสือชื่อ “The Fate of Empires

   (ชะตากรรมของจักรวรรดิ)

   อธิบาย จักรวรรดิสหรัฐอเมริกา 

   กำลังอยู่ในระยะที่ 4 

   หรือ “ยุคเสื่อมทราม” 

  (Age of Decadence) 

   ตามทฤษฎีวัฏจักร 

   ชะตากรรมของจักรวรรดิ 

Every Empire Dies the Same Way. America Is at Stage Four | By Prof. Jiang Xueqin

ตามทฤษฎีของ Sir John Glubb 

บรรดาจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ในอดีต 

มักจะมีอายุเฉลี่ยราว 250 ปี  

ศาสตราจารย์เจียง ชี้ว่า  ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกามีอายุ 249 ปีพอดี  

เขาจึงมองว่าปัญหาทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาภายในสหรัฐอเมริกา

ที่เห็นในตอนนี้ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ 

แต่เป็นช่วงจังหวะที่ 4  ซึ่งเป็นช่วงของความเสื่อมทราม (Decadence)

ในโครงสร้างวัฏจักรของจักรวรรดิทั้งหลายนั่นเอง…. ไม่ว่าจะเป็นจักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิอังกฤษ ฯลฯ

ทฤษฎี 5 ช่วงระยะของจักรวรรดิ 

(The Five Stages of Empire)

ระยะที่ 1: ยุคพิชิต (Age of Conquest) คศ. 1776 – สงครามโลกครั้งที่สอง

ช่วงนี้ระยะนี้ของสหรัฐอเมริกา โดดเด่นด้วยระเบียบวินัย การเสียสละ และการขยายอำนาจทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ 

คนอเมริกันในช่วงระยะนั้น  พร้อมที่จะทำงานหนักเพื่อสร้างชาติ สร้างสถาบัน และปกป้องอุดมการณ์ของตน  

ระยะที่ 2: ยุคพาณิชย์ (Age of Commerce, ทศวรรษ 1950–1960) 

 ช่วงระยะนี้เป็นยุคทองของเศรษฐกิจสหรัฐฯ  ชนชั้นกลางเฟื่องฟู  

การผลิตและการค้าเติบโตอย่างรวดเร็ว 

สหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ไม่มีคู่แข่ง 

ความมั่งคั่งกระจายลงสู่สังคมวงกว้าง  

ระยะที่ 3: ยุคมั่งคั่ง (Age of Affluence) จากทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน)  

 ความมั่งคั่งที่สะสมมาตั้งแต่ยุคก่อนนำไปสู่ความชะล่าใจ 

การบริโภคและความสะดวกสบาย กลายเป็นศูนย์กลางของชีวิต 

เกิดการขยายตัวของ “กลุ่มทุนนิยมทหาร–อุตสาหกรรม” (military-industrial complex) 

งบประมาณทางทหาร กลุ่มทุน และระบบราชการขนาดใหญ่ เริ่มกำหนดทิศทางประเทศ แต่ค่าจ้าง/รายได้ ประชาชนส่วนใหญ่กลับคงเดิม หรือลดลงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ  

ระยะที่ 4: ยุคเสื่อมทราม (Age of Decadence)  

 ขณะปัจจุบัน  ศ.เจียงมองว่าสหรัฐอเมริกา กำลังอยู่ในระยะที่ระบบต่างๆเริ่มหันมาทำลายตัวเองจากภายใน 

ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเมือง เศรษฐกิจ และสื่อ กลายเป็นกลไกที่ตอกย้ำความแตกแยก ความเหลื่อมล้ำ และการเสื่อมถอย มากกว่าจะเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา 

ทั้งระบบถูกออกแบบหรือบิดเบือน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชนชั้นนำ มากกว่าจะคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมของสังคมทั้งประเทศ  

ระยะที่ 5: การล่มสลาย (Collapse)

 ระยะสุดท้ายมักมาพร้อมกับวิกฤตค่าเงิน การสูญเสียพันธมิตร 

และอิทธิพลระหว่างประเทศ 

ตลอดจนความแตกหักรุนแรงทางการเมืองภายในประเทศ 

สถาบันที่เคยทำหน้าที่ค้ำจุนจักรวรรดิเริ่มล้มเหลว

หรือถูกประชาชนถอนความไว้วางใจ 

ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนระเบียบโลกครั้งใหญ่  

เสาหลัก 4 เสา  แห่งความเสื่อมถอยของสหรัฐอเมริกา

(หัวข้อนี้เป็น “กรอบวิเคราะห์” ที่ศ.เจียงใช้ต่อจากโมเดลของ Glubb 

เพื่อให้เห็นโครงสร้างความเสื่อมของจักรวรรดิสหรัฐอเมริกาในยุคปัจจุบัน)

เสาแรก: ระบบการเมืองที่ติดหล่ม 

 การเมืองสหรัฐฯ อยู่ในภาวะขัดข้องและแตกแยกอย่างรุนแรง พรรคการเมืองหลักทั้งสอง  เห็นอีกฝ่ายเป็นศัตรูมากกว่าเป็นคู่ร่วมปกครอง  จึงไม่สามารถตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวได้ 

นโยบายถูกใช้เป็นตัวประกันของเกมอำนาจระยะสั้น  

เสาที่สอง: ทุนนิยมการเงินและความเหลื่อมล้ำ 

 เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนโดยทุนการเงินขนาดใหญ่ มากกว่าการผลิตจริงและการสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ 

ผลคือความมั่งคั่งไหลไปสู่ชนชั้นนำกลุ่มเล็กๆ 

ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนขยายตัว 

จนกลายเป็นบ่อนทำลาย “สัญญาสังคม” (Social Contract) 

ที่เคยทำให้ชาวอเมริกันเชื่อว่า การทำงานหนักสามารถไต่ระดับชีวิตขึ้นไปได้  

เสาที่สาม: วัฒนธรรมบริโภคและอัตตาปัจเจก 

 วัฒนธรรมหลักคือ การบริโภค ความบันเทิง และการแสวงหาความพึงพอใจส่วนตนระยะสั้น มากกว่าหน้าที่ต่อส่วนรวม 

ความหมายของ“ความสำเร็จ” ถูกตีกรอบด้วยเงิน ชื่อเสียง และภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์ เหนือคุณธรรม ความรับผิดชอบ และการรับผิดชอบต่อสาธารณะ 

สิ่งเหล่านี้ กัดกร่อนคุณลักษณะต่างๆ ที่ทำให้จักรวรรดิรุ่งเรือง 

เช่น วินัย ความกล้าหาญ และความยับยั้งชั่งใจ  

เสาที่สี่: นโยบายต่างประเทศแบบจักรวรรดิที่เกินตัว 

สหรัฐอเมริกาแผ่กำลังทางทหารและการเมืองไปทั่วโลก 

จนกลายเป็นภาระมหาศาลทั้งด้านงบประมาณ และความชอบธรรม 

การทำสงครามยืดเยื้อ การแทรกแซงประเทศอื่น และการรักษาระเบียบโลกแบบฝ่ายเดียว ทำให้พันธมิตรเริ่มลังเล คู่แข่งเริ่มท้าทาย 

และประชาชนภายในประเทศเองก็เริ่มตั้งคำถามว่า 

“เราทำเพื่ออะไร และเพื่อใคร”  

ในภาพรวม ศ.เจียงเสนอว่า 

เมื่อมองผ่านเลนส์ “The Fate of Empires” 

สหรัฐอเมริกาไม่ได้แค่เผชิญปัญหาชุดเดียว ที่สามารถแก้ด้วยนโยบายเฉพาะหน้า 

แต่กำลังอยู่ในช่วงปลายของวัฏจักรจักรวรรดิ 

ที่โครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และภูมิรัฐศาสตร์ 

ล้วนร่วมกันผลักประเทศเข้าสู่ยุคเสื่อมถอยอย่างเป็นระบบ

  

ข่าวล่าสุด

สงกรานต์ 2569 เมื่อ “ดีเซล 44 บาท” ทำงานแทนรัฐบาล

วิกฤตการณ์พลังงานที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 44.40 บาทต่อลิตรในช่วงสงกรานต์ปี 2569 กลายเป็นกลไกจำกัดการเดินทางที่ส่งผลรุนแรงยิ่งกว่าการรณรงค์ใดๆ ของภาครัฐ

อิหร่านขู่ปิดตาย “ทะเลแดง” โต้กลับสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรือ

ผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารร่วมของอิหร่านออกมาเตือนว่า อิหร่านจะทำการสกัดกั้นการส่งออกและนำเข้าอย่างสมบูรณ์ครอบคลุมทั้งภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf), ทะเลโอมาน (Sea of Oman) และทะเลแดง

มีภาพหนึ่ง…เงียบ ๆ แต่ “ทรงพลัง” ยิ่งกว่าสิ่งใด

ป้ายเล็กๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในอิหร่าน เขียนด้วยลายมือธรรมดา Take What You Need,Pay after War. “หยิบสิ่งที่คุณต้องการไปก่อน แล้วค่อยจ่ายหลังสงคราม”

The AI Layoff Trap หรือ กับดักการปลดพนักงานด้วย AI

Brett Hemenway Falk และ Gerry Tsoukalas ได้ใช้คณิตศาสตร์มาพิสูจน์ความจริงที่น่าขนลุก พวกเขาค้นพบว่าบริษัทที่กำลังนำ AI มาแทนที่มนุษย์นั้น แท้จริงแล้วกำลังผลักดันระบบเศรษฐกิจไปสู่ความพินาศ

ข่าวอื่นๆ

“คนที่สู้ชีวิตอยู่ในไทยมาทั้งชีวิต เสียภาษีทุกเดือน ได้เบี้ยเท่ากันกับคนที่เพิ่งกลับมา”

การมีส่วนร่วมกับระบบ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไม่ได้ผุดขึ้นมาเอง มันมาจากภาษีของคนที่ทำงาน จ่าย VAT จ่ายภาษีเงินได้ และร่วมสร้างเศรษฐกิจไทยมาตลอด

‘เจฟฟรีย์ แซคส์’ ผู้ลั่นระฆังเตือนภัยสงครามโลกครั้งที่ 3

จากอดีตอัจฉริยะฮาร์วาร์ด เจ้าของฉายา ‘ร็อคสตาร์ทางเศรษฐศาสตร์’ ผู้ร่วมออกแบบวางรากฐานระบบทุนนิยมให้แก่โลกหลังสงครามเย็น สู่การเป็นนักวิพากษ์นโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ อย่างเผ็ดร้อนที่สุดในปัจจุบัน

วันนี้ฟังผู้บริหารรุ่นใหม่ของ ”มาม่า“ พูดถึงวิธีคิดในการทำธุรกิจแบบ ”เฉลี่ยทุกข์-เฉลี่ยสุข“ 

ในอดีตสโลแกนโฆษณาของ “มาม่า” ที่เราคุ้นเคย คือ ”มาม่า…อร่อย“ แต่ฟังวันนี้แล้วอยากเปลี่ยนสโลแกนใหม่ให้ ”มาม่า“ ”มาม่า…หล่อ“