INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 11 กันยายน 2569
ก้าวข้าม มายาภาพเขตปกครองพิเศษ สู่การปรับโครงสร้างพื้นที่ เมื่อ “ผู้นำ” ต้องสร้างความปลอดภัยที่ไร้วันหมดอายุ
การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่อาจยึดติดอยู่กับทางเลือกสุดขั้วอย่างการตั้ง “เขตปกครองพิเศษ” ที่สุ่มเสี่ยงต่อข้อตกลงเชิงโครงสร้างส่วนกลาง หรือการพึ่งพากำลังทหารและกฎหมายพิเศษไปตลอดกาล บทเรียนการบริหารรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญสูงสุดคือ “วิสัยทัศน์ของผู้นำ” ในการปฏิรูปโครงสร้างความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อสร้างความปลอดภัยในพหุสังคมอย่างยั่งยืน โดยสร้างความกลมกลืนเชิงสังคมตามสภาพท้องถิ่น ควบคู่กับการเปลี่ยนบทบาทของรัฐจาก“ผู้ควบคุม”มาเป็น“ผู้ประคอง” วิถีชีวิตและศักดิ์ศรีของประชาชน
เมื่อพิจารณาบริบทความขัดแย้งในภูมิภาค ผลลัพธ์ของความสงบไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงในอดีต แต่อยู่ที่กรอบความคิดและวิธีแก้ปัญหาของผู้นำรัฐบาลกลางอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จาก อินโดนีเซีย ที่ผู้นำกล้าใช้การทูตเจรจาสันติภาพจนบรรลุข้อตกลงเฮลซิงกิ และมอบสิทธิปกครองตนเองพิเศษ (Special Autonomy) ให้แก่อาเจะห์ เช่นเดียวกับ ฟิลิปปินส์ ที่ผู้นำยอมรับความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ ดึงกลุ่มติดอาวุธ (MILF) เข้าสู่ระบบรัฐสภา และสถาปนาเขตปกครองตนเองบังซาโมโร (BARMM) เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมาย ในทางตรงกันข้าม เมียนมา กลับล้มเหลวเพราะผู้นำทหารยึดถือแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง ปฏิเสธระบบสหพันธรัฐ และใช้กำลังปราบปรามกลุ่มชาติพันธุ์จนดิ่งลงสู่สงครามกลางเมืองยืดเยื้อ
บทเรียนสามชาตินี้ชี้ชัดว่า สันติภาพเกิดขึ้นได้เมื่อผู้นำกล้าเปลี่ยนผ่านโครงสร้างความมั่นคง และสร้างหลักประกันความปลอดภัยในวิถีชีวิตให้แก่คนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับประเทศไทย การแสวงหาทางออกที่ไม่ต้องชนกับกำแพงนโยบายรัฐบาลกลางเรื่อง “รัฐเดี่ยว” หรือการสร้างรูปแบบการปกครองพิเศษของการปกครองส่วนท้องถิ่นเช่น กทม. และเมืองพัทยา สามารถทำได้ผ่าน “การกระจายอำนาจเชิงฟังก์ชัน” (Functional Decentralization) ผู้นำประเทศสามารถมอบอำนาจบริหารเฉพาะเรื่องให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการศึกษาทวิภาษา การยอมรับหลักศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่นในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งเชิงสังคม ตลอดจนการสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพหุวัฒนธรรมเพื่อสร้างรายได้ตรงสู่มือประชาชน โดยไม่ต้องตัดเสื้อตัวใหม่ในนามเขตปกครองพิเศษให้เกิดความหวาดระแวง
เสาหลักที่สำคัญที่สุดของการสร้างความสงบ คือการปฏิรูปโครงสร้างความมั่นคงในพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมท้องถิ่น ด้วยการเพิ่มสัดส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ พลเรือน และอาสาสมัครที่เป็นคนในพื้นที่ ซึ่งพูดภาษาเดียวกันและเข้าใจขนบธรรมเนียมอย่างแท้จริง เมื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยเปลี่ยนมือจาก “กองกำลังทหารหลัก” มาสู่ “เจ้าหน้าที่และพลเรือน” ความรู้สึกถูกจับจ้องหรือการมองเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนแปลกหน้าจะค่อย ๆ หมดไป เปลี่ยนความ“หวาดระแวง”ให้กลายเป็น“ความร่วมมือ” ในการเฝ้าระวังภัยร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ
การสร้างความรู้สึกปลอดภัยตลอดไปในพหุสังคม ไม่อาจพึ่งพาการคงอยู่ของกฎหมายพิเศษอย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ ได้ในระยะยาว รัฐต้องค่อย ๆ ถอยกฎหมายพิเศษเข้าสู่การใช้กฎหมายปกติที่มีกระบวนการยุติธรรมโปร่งใสและตรวจสอบได้ ความปลอดภัยที่แท้จริงต้องครอบคลุมทั้ง “ความมั่นคงทางวิถีชีวิต” การเคารพอัตลักษณ์ การมีงานทำ และการดึงผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา เข้ามาร่วมวางแผนในสภาความปลอดภัยระดับท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของความสงบสุขในบ้านเกิดของตนเอง
การผสานแนวคิดทั้งหมดสะท้อนว่า สังคมที่กลมกลืนไม่ได้หมายถึงการบังคับให้ทุกคนต้องละทิ้งอัตลักษณ์เพื่อเหมือนกันหมด แต่คือการทำให้ความหลากหลายสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีภายใต้กฎหมายเดียวกัน ปัจจัยชี้ขาดจึงตกอยู่ที่ผู้นำไทยในแต่ละห้วงเวลา ว่าจะมีความกล้าหาญทางการเมืองมากพอที่จะปฏิรูปโครงสร้างความมั่นคงในพื้นที่ และเปลี่ยนการบริหารงานส่วนกลางให้เปิดกว้างต่อสภาพท้องถิ่น โดยยังคงรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของประเทศไว้ได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่
ประสิทธิผลของการ“ดับไฟใต้” จึงอาจมิได้ขึ้นอยู่กับปริมาณงบประมาณหรือจำนวนพระราชกำหนดพิเศษที่นำมาบังคับใช้ หากแต่วัดกันที่ความ“จริงใจ” และความพร้อมของผู้นำในการไว้วางใจประชาชน การมอบหมายให้คนในท้องถิ่นได้ร่วมดูแลความปลอดภัยในบ้านเกิดของตนเองนับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงวุฒิภาวะทางการบริหารของรัฐบาลกลาง เพราะความสงบสุขที่แท้จริงและทรงคุณค่า ไม่ใช่ความเงียบสงบที่เกิดจากการใช้อำนาจเข้ากำกับ แต่คือความสงบอันเกิดจากความเชื่อมั่นร่วมกันว่า รัฐพร้อมจะรับฟังและเติบโตไปพร้อมกับความหลากหลายของประชาชนในทุกภูมิภาค
#3 จว.ชายแดนใต้#ดับไฟใต้#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้



