หน้าแรกINSIDE - INSIGHTสงคราม…ใบกะเพรา !จากพืชสามัญประจำบ้านยอดฮิต สู่คำถามใหญ่เรื่องสิทธิและผลประโยชน์

สงคราม…ใบกะเพรา !จากพืชสามัญประจำบ้านยอดฮิต สู่คำถามใหญ่เรื่องสิทธิและผลประโยชน์

เผยแพร่

spot_img

เมื่อพืชคู่ครัวไทยกลายเป็นเดิมพันระหว่างนวัตกรรมเอกชนกับทรัพยากรพันธุกรรมส่วนรวม

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”


ประจำวันที่ 26 ตุลาคม 2569

เจาะ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ปมแบ่งปันผลประโยชน์และความไว้วางใจต่อรัฐ เมื่อพืชคู่ครัวไทยกลายเป็นเดิมพันระหว่างนวัตกรรมเอกชนกับทรัพยากรพันธุกรรมส่วนรวม

ตั้งแต่มื้อเช้าจานเร่งด่วน มื้อกลางวันของคนทำงาน ไปจนถึงมื้อค่ำของครอบครัว “ใบกะเพรา” คือพืชยอดฮิตใกล้ชิดปรุงอาหารยอดอร่อย ที่อยู่ในชีวิตจิตใจคนไทยมายาวนาน ผัด “กะเพราใข่ดาว“ เมนูสามัญที่หาได้แทบทุกหัวมุมถนน แต่เมื่อข่าวการยื่นขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ในตระกูลกะเพรา 4 สายพันธุ์ ภายใต้ชื่อ “แก้วจุรี 01–04” ปรากฏขึ้น ความกังวลจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องเมล็ดพันธุ์ หากขยายไปถึงคำถามว่า ทรัพยากรที่สังคมใช้ประโยชน์ร่วมกันมาช้านาน จะได้รับการคุ้มครองและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมเพียงใด แม้คำชี้แจงที่ปรากฏจะยืนยันว่าการคุ้มครองจำกัดเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ยื่นขอ ไม่ใช่กะเพราทุกสายพันธุ์ แต่กรณีนี้กำลังทดสอบทั้งความเข้าใจในกฎหมายและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบกำกับดูแลของรัฐ

ในทางกฎหมาย ต้องแยกให้ชัดระหว่างการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 กับการจดสิทธิบัตรทั่วไป เพราะเป็นสิทธิคนละประเภทและมีเงื่อนไขเฉพาะ การจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่มิได้หมายความว่าผู้ถือสิทธิจะเป็นเจ้าของใบกะเพราทั้งหมด หรือห้ามประชาชนปลูกกะเพรา ทำอาหาร และจำหน่ายอาหารที่มีกะเพราเป็นส่วนประกอบโดยทั่วไป สิทธิที่ได้รับย่อมอยู่ภายใต้ขอบเขตและข้อยกเว้นของกฎหมาย โดยประเด็นสำคัญคือการใช้ส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองเพื่อประโยชน์ทางการค้า ทั้งนี้ การยื่นคำขอยังไม่เท่ากับการได้รับสิทธิแล้ว และรายละเอียดของคำขอทั้ง 4 สายพันธุ์ ตลอดจนสถานะการพิจารณา ต้องตรวจสอบจากเอกสารทางการก่อนสรุปผล ส่วนข้ออ้างว่ากะเพราพื้นเมืองมีมากกว่า 300 สายพันธุ์ ก็ควรอาศัยข้อมูลจำแนกและแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้ข้อถกเถียงทางสังคมตั้งอยู่บนตัวเลขที่ยังไม่ชัดเจน

ประเด็นที่ลึกกว่าการปลูกกินเอง คือที่มาของพันธุกรรมและการแบ่งปันผลประโยชน์ เพราะกะเพราพันธุ์ใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากฐานพันธุกรรมเดิม กฎหมายจึงวางหลักไว้ในมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เพื่อกำกับกรณีที่มีการนำพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่ามาศึกษา ทดลอง หรือวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์และพัฒนาพันธุ์เพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยมีเงื่อนไขเกี่ยวกับการทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด พูดให้เข้าใจง่ายคือ หากการพัฒนาพันธุ์พืชเข้าข่ายเงื่อนไขดังกล่าว ผู้ได้รับประโยชน์ทางการค้าอาจมีหน้าที่ต้องแบ่งปันผลประโยชน์คืนตามข้อตกลงและหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เพื่อนำไปสนับสนุนการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่พันธุ์พืชใหม่ทุกพันธุ์จะต้องแบ่งปันผลประโยชน์โดยอัตโนมัติ แต่ต้องตรวจสอบที่มาของพันธุกรรมและเงื่อนไขทางกฎหมายเป็นรายกรณี ดังนั้น ในกรณีใบกะเพรา คำถามสำคัญจึงอยู่ที่พันธุ์ “แก้วจุรี 01-04” ใช้พันธุกรรมจากแหล่งใด เข้าข่ายเงื่อนไขตามมาตรา 52 หรือไม่ และหน่วยงานรัฐได้ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วนแล้วหรือยัง

ในมิติพฤติกรรมผู้บริโภค ความกังวลเรื่องใบกะเพราสะท้อนมากกว่าความกลัวว่าจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม เพราะอาหารจานนี้มีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่คนไทยรู้สึกว่าเข้าถึงได้ง่าย เป็นของคุ้นเคย และไม่ควรกลายเป็นสิ่งที่ต้องขออนุญาตจากใคร เมื่อข่าวสิทธิในพันธุ์พืชเชื่อมโยงกับทุนขนาดใหญ่ ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมต่อทรัพยากรธรรมชาติจึงปะทะกับภาษากฎหมายและสิทธิทางธุรกิจโดยตรง มุกล้อเลียนว่า “ผัดกะเพราต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์” อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงตามกฎหมาย แต่มีพลังในการสะท้อนความไม่มั่นใจของสังคม หากรัฐอธิบายเพียงว่า “ประชาชนยังปลูกกินได้” โดยไม่ตอบคำถามเรื่องต้นทางพันธุกรรมและการแบ่งปันผลประโยชน์ ความเข้าใจผิดก็อาจดำรงอยู่ต่อไป และบั่นทอนความเชื่อมั่นมากกว่าที่ตัวบทกฎหมายตั้งใจให้เกิดขึ้น

โจทย์เชิงนโยบายจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างแรงจูงใจให้เอกชนลงทุนวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ กับการรักษาฐานทรัพยากรพันธุกรรมที่สังคมใช้ประโยชน์ร่วมกัน ภาครัฐควรเปิดเผยสถานะและสาระสำคัญของคำขอเท่าที่กฎหมายอนุญาต ชี้แจงขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นให้เข้าใจง่าย พร้อมตรวจสอบที่มาของพันธุกรรมและการปฏิบัติตามเงื่อนไขแบ่งปันผลประโยชน์อย่างมีหลักฐาน ขณะเดียวกัน การอภิปรายเรื่องมาตรฐานระหว่างประเทศ เช่น UPOV 1991 ควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงของพันธกรณีและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่สรุปล่วงหน้าว่าจะทำให้เกษตรกรสูญเสียสิทธิทุกประการ เพราะความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากคำรับรองของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบตรวจสอบที่ประชาชนเข้าถึงได้ และกติกาที่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามอย่างเสมอภาค

ใบกะเพรา…อาจเป็นเพียงใบไม้ในสายตาห้องทดลอง แต่สำหรับคนไทย มันคือกล่องดวงใจของอาหารสามัญประจำตัวที่อยู่คู่ครัวมาช้านาน ตั้งแต่ร้านอาหารริมทางไปจนถึงโต๊ะอาหารในบ้าน หากวันหนึ่งการพัฒนาพันธุ์กะเพรากลายเป็นเรื่องของเอกสารสิทธิและผลประโยชน์ รัฐก็อย่าปล่อยให้ประชาชนต้องยืนอ่านกฎหมายอยู่หน้าเตา ก่อนตัดสินใจว่าจะผัดมื้อเย็นได้หรือไม่ เพราะสิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่สิทธิที่จะกินกะเพราโดยอาศัยความเมตตาจากใคร แต่คือความมั่นใจว่ากติกาคุ้มครองนวัตกรรมจะไม่ละเลยคุณค่าของทรัพยากรส่วนรวม และเมื่อกะเพรายังเป็นกล่องดวงใจของครัวไทย ความโปร่งใสก็ต้องเป็นกล่องดวงใจของการกำกับดูแลเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

”ปลดล็อก“…ที่ดินเวนคืน รฟม.เปิดทางเอกชนใช้ทางเข้า-ออกได้ แต่ห้ามใช้ทรัพย์สินรัฐเอื้อประโยชน์เฉพาะราย

บทเรียน “แอชตัน-อโศก” ย้ำว่า อำนาจรัฐต้องชอบด้วยกฎหมายและรับผิดชอบต่อสาธารณะ

ย้อนรอยความฝันและตัวตนที่เคยหล่นหาย: สิทธิธรรม โรหิตะสุข กับนิทรรศการเฉพาะกิจ “ว่าด้วยนักศึกษาศิลปะคนหนึ่งซึ่งมีความฝันอยากเป็นศิลปินคอนเซปชวลแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ : กรณี สิทธิเดช โรหิตะสุข”

ในเส้นทางชีวิตของคนเรา มีสักกี่ครั้งที่เราจะได้หวนกลับไปพบกับ "ความฝันในวัยเยาว์" ที่เคยหล่นหายไประหว่างทาง นิทรรศการศิลปะล่าสุดจาก สิทธิธรรม โรหิตะสุข (หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อเดิม สิทธิเดช โรหิตะสุข) ณ VS Gallery

อุเทนถวาย-ปทุมวัน ปมขัดแย้ง…ครึ่งศตวรรษ !

งดเรียน 90 วันอาจหยุดเหตุเฉพาะหน้า แต่ไม่อาจหยุดวงจรความรุนแรง

23 ตุลาคม วันปิยมหาราช

วันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระปิยมหาราช”

ข่าวอื่นๆ

”ปลดล็อก“…ที่ดินเวนคืน รฟม.เปิดทางเอกชนใช้ทางเข้า-ออกได้ แต่ห้ามใช้ทรัพย์สินรัฐเอื้อประโยชน์เฉพาะราย

บทเรียน “แอชตัน-อโศก” ย้ำว่า อำนาจรัฐต้องชอบด้วยกฎหมายและรับผิดชอบต่อสาธารณะ

อุเทนถวาย-ปทุมวัน ปมขัดแย้ง…ครึ่งศตวรรษ !

งดเรียน 90 วันอาจหยุดเหตุเฉพาะหน้า แต่ไม่อาจหยุดวงจรความรุนแรง

23 ตุลาคม วันปิยมหาราช

วันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระปิยมหาราช”