กรณีการกวาดล้างและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติของ เบน สมิธ (Ben Smith) และ ยิม เลียก (Yim Leak) ซึ่งมีการใช้กองทุนในต่างประเทศเข้ามาแปรสภาพเป็นทุนต่างชาติเพื่อช้อนซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นและบรรยากาศการลงทุน
โดย ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (ACSC), ปปง., และ ก.ล.ต. มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินและหลักทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท
ส่งผลให้หุ้นหลักได้รับผลกระทบ เช่น VGI, BCP (บางจาก), และ MFC (บลจ.เอ็มเอฟซี)
สำหรับ ข้อหาร่วมกันฟอกเงิน, การถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยฝ่าฝืนกฎหมาย (Takeover/Nominee), และไม่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ต่อ ก.ล.ต. จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย (SET Index)
1. ผลกระทบระยะสั้น (Short-term Volatility & Force Sell Risk)แรงขายผันผวนเฉพาะตัวหุ้น (Stock-Specific Sell-off): หุ้นที่ถูกระบุว่ามีชื่อเครือข่ายหรือกองทุนนอมินีเชื่อมโยงอยู่ (เช่น VGI, BCP, MFC) อาจเผชิญแรงขายตกใจ (Panic Selling) จากนักลงทุนรายย่อย เนื่องจากความกังวลเรื่องสภาพคล่อง การถูกระงับการซื้อขาย หรือโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไป การแช่แข็งสภาพคล่อง (Liquidity Freeze): หุ้นที่ถูก ปปง. สั่งอายัดไว้ จะไม่สามารถซื้อขายหรือโอนย้ายได้ในระบบชั่วคราว ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายในหุ้นกลุ่มดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
2. ผลกระทบต่อภาพรวมความเชื่อมั่นนักลงทุน (Investor Sentiment) การตรวจสอบการถือหุ้นนอมินี (Nominee & Holding Structures): สร้างความระมัดระวังให้กับนักลงทุนสถาบันและต่างชาติ ต่อการเข้ามาถือหุ้นผ่าน Private Fund หรือ Private Equity จากต่างประเทศที่ไม่แสดงรายชื่อผู้ถือหุ้นที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner – UBO) ความเสี่ยงด้าน Governance (CG): นักลงทุนจะเน้นคัดกรองบริษัทที่มีธรรมาภิบาลสูง และตั้งคำถามกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนขนาดกลาง-ใหญ่มากขึ้น
3. ผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว (Structural Reform) จะมีการยกระดับการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และ ตลท.: การปราบปรามขบวนการฟอกเงินข้ามชาตินี้ ถือเป็นการล้างบางทุนสีเทาและกลุ่มจัดฉากปั่นหุ้น/ครอบงำกิจการแบบอำพราง ช่วยเพิ่มความใสสะอาดให้กับระบบตลาดทุนไทยในระยะยาว การประสานงานระหว่างประเทศ: สะท้อนถึงมาตรการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ (เช่น สิงคโปร์) ที่มีความเข้มงวดขึ้น
สำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นที่เกี่ยวข้อง ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รวมถึงการชี้แจงจากฝั่งบริหารของแต่ละบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่ากระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) และการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัทหรือไม่


