หน้าแรกINSIDE - INSIGHT แร่หายาก "แรร์เอิร์ธไทย“

 แร่หายาก “แรร์เอิร์ธไทย“

เผยแพร่

spot_img

  ทรัพยากรแห่งอนาคต หรือ ”เหยื่อ“บนกระดานเกมการเมืองโลก? 

                            รัฐบาล “4 เดือน”  ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกวิจารณ์หนัก ลงนาม MOU คลุมเครือ ส่อเสียเปรียบสหรัฐฯ”

                            เกิดคำถามใหญ่ถึงความเร่งรีบและคลุมเครือในการตัดสินใจของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางไปลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแร่หายาก (Rare Earth Elements – REE) ร่วมกับสหรัฐอเมริกา ที่มาเลเซีย ในวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จาก สส.พรรคประชาชนที่ระบุว่าไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะเสียเปรียบอย่างหนักจากเงื่อนไข 4 ข้อที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายสหรัฐฯ เป็นหลัก 

                            การลงนามที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับ “ถ้อยแถลงสันติภาพ” กับกัมพูชา ทำให้เกิดข้อกังขาว่า เหตุใดประเด็นทางเศรษฐกิจและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอันอ่อนไหว ซึ่งเกี่ยวข้องกับแร่ที่สำคัญต่อเทคโนโลยีแห่งอนาคต จึงถูกเร่งรัดและนำไปผูกโยงกับวาระการทูตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยขาดความรอบคอบในการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรของชาติอย่างถ่องแท้

                           แร่หายาก (Rare Earth Elements – REE) คือแร่ธาตุ 17 ชนิดที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งยวดต่ออุตสาหกรรมไฮเทคระดับโลก อาทิ ชิปคอมพิวเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า กังหันลม อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเทคโนโลยีทางการทหาร ด้วยคุณสมบัติทางแม่เหล็กและทางแสงที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เป็นหัวใจสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีสมัยใหม่ 

                         ในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ แรร์เอิร์ธได้กลายเป็นเครื่องมือในการต่อรองทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความขัดแย้งเชิงอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งครองส่วนแบ่งการผลิตและแปรรูป REE สูงสุดของโลก การที่สหรัฐฯ เร่งรัดทำ MOU กับไทย ซึ่งมีศักยภาพแร่หายากโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ จึงถูกมองว่าเป็นการพยายามสร้างฐานอุปทานทางเลือกและลดการพึ่งพาจีน โดยการเสนอเงื่อนไขที่ “รวดเร็วและคล่องตัว” ในการอนุญาตและ “โอกาสแรก” ในการลงทุนเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจนำมาซึ่งการเข้าถึงและควบคุมทรัพยากรของไทยในทางปฏิบัติ

                           จากเนื้อหา MOU ที่ถูกเปิดเผย ทำให้เห็นแนวโน้มว่าฝ่ายไทยอาจเสียเปรียบอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต โดยเฉพาะเงื่อนไขที่เปิดทางให้สหรัฐฯ “วิเคราะห์การขยายพื้นที่และพิกัด” และคาดหวัง “โอกาสในการลงทุนก่อนเจ้าอื่น” หากมีการค้นพบ 

                          ยิ่งไปกว่านั้น เงื่อนไขที่ล็อกให้โครงการที่ตกลงไปแล้วต้องดำเนินการต่อไปแม้จะยกเลิก MOU เป็นการผูกมัดอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรของไทยในระยะยาว เพื่อป้องกันความเสียหายต่อทรัพยากรของชาติ 

                        “รัฐบาลไทยต้องแสดงบทบาทเชิงรุก” โดยไม่ควรอนุญาตให้มีการพิจารณาการทำเหมืองแบบ In-situ Leaching ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเด็ดขาดในขณะที่กฎหมายลูกยังไม่เข้มแข็ง และต้องเร่งดำเนินการ “ร่างกฎหมายภายในประเทศ (Domestic Law)” ที่แข็งแกร่งและโปร่งใส ภายใต้ พ.ร.บ. แร่ โดยมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ของชาติเป็นแกนกลาง ก่อนที่จะอนุญาตให้มีการดำเนินการใด ๆ ภายใต้ MOU นี้ได้  เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรธรณีของประเทศจะไม่ถูกนำไปเป็น “สินทรัพย์” ในสงครามการค้าหรือเกมการเมืองของมหาอำนาจ

                              เป็นที่น่าประหลาดใจว่าในการลงนาม MOU ด้าน “สันติภาพ” กับเพื่อนบ้านนั้น รัฐบาลกลับแนบเอาเรื่อง “แรร์เอิร์ธ” ซึ่งเป็นประเด็นที่ร้อนระอุและละเอียดอ่อนระดับโลกเข้าไปด้วย ราวกับว่า “สันติภาพ” ที่ไทยประกาศกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ต้องแลกมาด้วยการ “สละสิทธิ์” เหนือทรัพยากรใต้ดินของตนเองให้กับอีกมหาอำนาจหนึ่ง 

                              ดูเหมือนว่าไทยกำลังสวมบทบาทเป็น “เจ้าภาพงานเลี้ยง” ที่ต้อนรับแขกวีไอพีจากต่างแดน โดยเสนอ “เครื่องเคียง” ชั้นดีอย่างแร่หายากให้ฟรี ๆ ก่อนจะถามไถ่ถึงราคาและผลกระทบที่ตามมาภายหลัง 

                              การขาดความเชี่ยวชาญของกรมเหมืองแร่ฯ และการเร่งรีบลงนามโดยไม่พบรายละเอียดในมติ ครม. ทำให้เกิดคำถามว่า นี่คือการ “ลงนามเพื่อชาติ” หรือเพียงแค่การ “ลงนามเพื่อเอาใจ” ใครบางคนในห้วงเวลาที่รัฐบาลยังเป็นเพียง “รัฐบาลชั่วคราวแต่พร้อมเซ็นถาวร” กันแน่ 

                              รัฐบาลควรหยุดเล่นเกม “เร็วใครได้ก่อน” และหันมาสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรของชาติอย่างแท้จริง ก่อนที่แรร์เอิร์ธไทยจะกลายเป็นเพียง “ฝุ่นผง” ที่ถูกกวาดไปจากประเทศในนามของ “ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์”

ข่าวล่าสุด

“ซิม” จดทะเบียนทะลุ “100 ล้านเบอร์“  สวนทางประชากรจริงและกลุ่มวัยผู้ใช้

วิกฤตประชากรเสมือน เมื่อสถิติเลขหมายสะท้อนรอยรั่วความมั่นคงดิจิทัล กสทช. เร่งล้อมคอกซิมม้าภายใต้ประกาศใหม่ ท่ามกลางความท้าทายของสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

ข่าวอื่นๆ

“ซิม” จดทะเบียนทะลุ “100 ล้านเบอร์“  สวนทางประชากรจริงและกลุ่มวัยผู้ใช้

วิกฤตประชากรเสมือน เมื่อสถิติเลขหมายสะท้อนรอยรั่วความมั่นคงดิจิทัล กสทช. เร่งล้อมคอกซิมม้าภายใต้ประกาศใหม่ ท่ามกลางความท้าทายของสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย