ในการพระราชพิธีพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ชั้นสูงนั้น เมื่อมีการสวรรคต หรือสิ้นพระชนม์ลง ก็จะมีการพระราชพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ ถวายเครื่องขาวทรงพระบรมศพ และถวายเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์อย่างเต็มที่ (เครื่องทรงพระบรมศพเต็มยศพระมหากษัตริย์ หรือ พระอัครมเหสี) จากนั้นเจ้าพนักงานถวายพระสาง (หวี) แก่องค์ประธานเพื่อทรงหวีพระเกศาพระบรมศพขึ้นหนึ่งครั้ง ลงหนึ่งครั้ง และขึ้นอีกหนึ่งครั้ง จากนั้นทรงหักพระสางวางที่พานซึ่งเจ้าพนักงานเชิญอยู่
ในพระราชพิธีศพของราชวงศ์ไทย โดยเฉพาะในงานพระบรมศพหรือพระศพของพระราชวงศ์ชั้นสูง มีพิธีหนึ่งที่ถือเป็นโบราณราชประเพณีเฉพาะ เรียกว่า “หวีผม-หักพระสาง” หรือ “การหวีผมแล้วหักหวี” ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการเตรียมพระศพให้สมพระเกียรติ
พระสางหรือหวี เป็นเครื่องใช้ส่วนพระองค์ที่ใช้สำหรับดูแลพระเกศา ดังนั้นการถวายพระสางจึงมีความหมายถึงการถวายเครื่องใช้ส่วนพระองค์ เพื่อประกอบพระราชพิธีให้ครบถ้วนตามแบบแผนโบราณราชประเพณี
ขั้นตอนการสาง (หวี) พระเกศา (ผม) โดยใช้พระสางไม้ที่เจ้าพนักงานเตรียมไว้ มีวิธีการสาง (หวี) เริ่มจากสางพระเกศาขึ้นครั้งหนึ่ง ลงครั้งหนึ่ง แล้วสางกลับขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มักทำตามลำโดยแต่ละท่วงท่ามีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เช่น การหวีขึ้นสื่อถึงการยกขึ้นแห่งเกียรติยศหรือการถวายเกียรติ ส่วนการหวีลงหมายถึง การสิ้นพระชนม์หรือการคืนสู่ความสงบ
หลังจากนั้นจะมีการ “หักพระสาง” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการ “สิ้นการใช้” เครื่องใช้ส่วนพระองค์ในโลกนี้ หมายความว่าพระองค์ได้เสด็จสวรรคตแล้ว และเครื่องใช้นั้นจะไม่ถูกนำไปใช้ต่ออีก เป็นการแสดงถึงการสิ้นสุดแห่งวาระแห่งพระชนม์ชีพอย่างสมพระเกียรติ
การหักพระสางนี้เป็นปริศนาธรรมอย่างหนึ่งคือเพื่อแสดงว่าไม่ต้องการความสวยงามใดๆอีกแล้ว หมดประโยชน์ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ต้องแต่งกายใดๆอีกแล้ว” ครั้งพิธีสรงน้ำพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 นั้น สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ผู้เป็นอัครมเหสีทรงเป็นผู้หักพระสางนี้เอง
จากนั้นเจ้าพนักงานจะถวายขี้ผึ้งแผ่จนเต็มพระพักตร์ และอุดพระทวารทั้งเก้า(สำหรับในอดีตที่ยังไม่มีการถวายยาฉีดฟอร์มาลีน) จากนั้นเจ้าพนักงานจะอัญเชิญ “พระสุพรรณจำหลักปริมณฑลฉลองพระพักตร์” หรือที่เข้าใจง่ายๆก็คือแผ่นทองคำจำหลักลายปิดพระพักตร์ เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติพระบรมศพ เพื่อไม่ให้เห็นพระพักต์หากพระบรมศพมีสภาพที่มิบังควรเห็น
ซึ่งพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็รับการถวายแผ่นพระพักต์นี้ปิดที่พระพักต์ตามโบราณราชประเพณีทุกอย่าง เพียงแต่พระศพไม่ได้ทรงพระชฏาห้ายอดลงที่พระเศียร เพราะพระชฏาห้ายอดนี้สำหรับพระบรมศพที่ลงประทับนั่งพระโกศ จึงทำได้เพียงอัญเชิญพระชฏาไว้ข้างๆพระเศียร
เหตุที่พระบรมศพของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มิทรงลงประทับยังพระบรมโกศ ไม่ใช่เพราะยกเลิกธรรมเนียมแต่อย่างใด แต่มาจากพระประสงค์ส่วนพระองค์ เนื่องด้วยเมื่อคราสมเด็จย่าสวรรคตนั้น พระบรมศพถูกอัญเชิญลงหีบ เพราะสมเด็จย่าได้ทรงรับสั่งไว้ว่าให้นำท่านลงหีบ ซึ่งพระราชกระแสรับสั่งนี้เกิดขึ้นเมื่อคราพิธีสรงน้ำพระบรมศพสมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่ 7 ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา หมู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งสมเด็จย่าเสด็จด้วย และได้เห็นการทำพระสุกำหรือมัดตราสังค์พระบรมศพแล้วอัญเชิญลงสู่พระบรมโกศ ซึ่งเป็นไปด้วยความทุลักทุเล พระองค์จึงตรัสว่า “อย่าทำกับฉันอย่างนี้ อึดอัดแย่” ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับสมเด็จพระพี่นางในรัชกาลที่9 หีบทรงพระบรมศพรัชกาลที่ 9 ประดิษฐานหลังหลังพระแท่นสุวรรณเบญจดล หากเป็นพระศพของเจ้านายชั้นเจ้าฟ้าจะเรียกพระแท่นนี้ว่าพระแท่นแว่นฟ้าทอง โดยมีฉากกลั้นอยู่ บนพระแท่นฯ มีเพียงพระโกศทองใหญ่ตั้งเป็นพระเกียรติยศเท่านั้น
เมื่อครั้งพระบรมศพสมเด็จย่านั้นก็คือการอัญเชิญหีบทรงพระบรมศพสมเด็จย่าเข้าประดิษฐานหลังพระแท่นสุวรรณเบญจดล หากเป็นพระศพของเจ้านายชั้นเจ้าฟ้าจะเรียกพระแท่นนี้ว่าแว่นฟ้าทอง ที่มีพระโกศทองใหญ่อยู่ด้านบน
พระศพของพระราชวงศ์ชั้นสูงที่อัญเชิญลงประทับยังพระโกศไปนั้น คือปี 2554 พระศพของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าหญิงเพชรรัตนฯ ซึ่งเป็นพระประสงค์ส่วนพระองค์ และทรงตรัสไว้ว่าจะดำรงพระเกียรติยศของการเป็นขัติยนารีแห่งพระราชวงศ์จักรีอย่างสูงที่สุด ในส่วนพิธีการนั้นสำนักพระราชวังจัดตรงตามโบราณราชประเพณีทุกประการ เว้นแต่ตอนพระราชทานเพลิงที่อัญเชิญพระโกศเข้าเตาไฟฟ้า แทนการตั้งบนจิตกาธานหรือเชิงตะกอน
ภาพ : แผ่นทองคำจำหลักลายปิดพระพักตร์ พระชฎาห้ายอด และหวีในพิธีสรงน้ำพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี ในรัชกาล 7
ขอบคุณ : เรื่องเล่า ภาพเก่าในอดีต
#อดีตวันวานเก่าเก่าที่คิดถึง



