ไทยเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่างเกมทรัมป์และความมั่นคงชาติ
ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาเข้าสู่ “จุดวิกฤต” อีกครั้ง ท่ามกลางการปะทะที่ขยายวงและผลกระทบต่อพลเรือนจำนวนมาก รวมทั้งการเข้ามาแทรกแซงของปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะบทบาทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศว่าอาจโทรศัพท์ถึงผู้นำทั้งสองประเทศเพื่อยุติสงคราม ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาพื้นที่ทวิภาคีกลายเป็นเกมยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นกว่าเดิม
การสู้รบตามแนวชายแดนยืดเยื้อเข้าสู่วันที่สี่สถานการณ์รุนแรงจนพลเรือนจำนวนมากต้องอพยพ หน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ต้องเสริมกำลังเต็มรูปแบบ การยิงปืนใหญ่และการใช้โดรนลาดตระเวนปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายไทยได้ออกแถลงการณ์แจกแจงข้อเท็จจริงขณะที่กัมพูชายังตระบัดสัตย์เหมือนเดิม ซึ่งยิ่งทำให้ภาวะบนพื้นที่คล้ายภาพซ้ำของความไม่ไว้วางใจในอดีตมากขึ้นทุกที

ภูมิทัศน์ของความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตอบโต้ของสองฝ่าย แต่เปิดพื้นที่ให้ปัจจัยภายนอกเข้ามาแทรกอย่างชัดเจน ทั้งบทบาทของสหรัฐฯ ผ่านคำประกาศของทรัมป์เรื่อง “โทรศัพท์เพื่อหยุดสงคราม” และท่าทีของมาเลเซียที่เสนอตัวเป็นสื่อกลางอย่างแข็งขันผิดสังเกต ยิ่งทำให้ความขัดแย้งชายแดนทวิภาคีกลายเป็นสนามแข่งขันอำนาจที่กว้างกว่าที่เห็นบนแผนที่มากนัก และย้อนสะท้อนความเปราะบางจากข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์ที่เคยล้มเหลวมาแล้ว
สำหรับไทย การรักษาหลักอธิปไตยและกลไกทวิภาคีคือเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดในระยะยาว การเปิดทางให้ปัจจัยภายนอกมีอิทธิพลมากเกินจำเป็นอาจทำให้ไทยกลายเป็น “หมากตัวหนึ่ง” ในเกมคานอำนาจของมหาอำนาจ ซึ่งไม่เคยจบด้วยผลดีสำหรับประเทศขนาดกลางเท่าไรนัก ความท้าทายของรัฐบาลไทยจึงอยู่ที่การจัดการสถานการณ์ให้สงบโดยไม่สูญเสียศักดิ์ศรี และไม่หลงเชื่อว่าการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ใด ๆ จะกลายเป็นแต้มทางการเมืองที่ยั่งยืน
สำหรับท่าทีของนายอนุทินหลังเหตุยิงวันแรกนั้น…คงไม่ควรตั้งความหวังว่าจะเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายต่อคะแนนนิยมในอนาคตนัก ผู้คนอาจชื่นชมการขยับที่รวดเร็ว แต่ประชาชนมักให้ค่ากับความมั่นคงยั่งยืนและการรักษาผลประโยชน์ของประเทศมากกว่า จังหวะหนึ่งของอารมณ์ในวิกฤตมากนัก
ที่สำคัญ ไทยต้องระมัดระวังไม่ให้ก้าวล้ำเข้าไปในวงจรเกมอำนาจของผู้อื่น โดยเฉพาะเกมที่อาจพาเราไปอยู่ในบทบาทที่ไม่ตั้งใจจะเป็น
11/12/2568 “ชัยทัศน์“



