ไทยยึดกรอบอาเซียน-กฎบัตรสหประชาชาติ
วางบทบาทรัฐอย่างสง่างาม ไม่ตกเป็นตัวแปรในเกมคานอำนาจ
ในความขัดแย้งที่นานาชาติประเมินได้ไม่ยากว่า หากปล่อยให้ยืดเยื้อกว่านี้ กัมพูชาจะเป็นฝ่ายสูญเสียหนักขึ้นทุกวัน ฮุน เซนจึงไม่เลือกถ่วงเวลา หากเร่งทำให้วิกฤตปะทุจนมหาอำนาจต้องรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย
การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ล่วงเข้าสู่วันที่ 13 จึงไม่ใช่ความผิดพลาดทางยุทธวิธี หากคือการเดิมพันของผู้นำที่ครองอำนาจมาเกือบสี่ทศวรรษ และรู้ดีว่าหนทางรอดเดียวของตน คือการดึงเกมออกจากสนามรบเข้าสู่สนามการทูตให้เร็วที่สุด
ตลอดเส้นทางการเมืองของฮุน เซน ตั้งแต่ยุคเขมรแดง การแปรพักตร์ การขึ้นสู่อำนาจภายใต้เงาเวียดนาม รัฐประหารปี 1997 การกวาดล้างฝ่ายค้าน จนถึงการส่งไม้ต่อให้ฮุน มาเน็ต เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เขาอยู่รอดได้ด้วยหลักคิดเดียวคืออำนาจต้องมาก่อนความชอบธรรม และวิกฤตคือเครื่องมือค้ำอำนาจ ความขัดแย้งกับไทยในครั้งนี้จึงสะท้อนรูปแบบเดิมอย่างชัดเจน แม้รู้ดีว่าไม่มีทางชนะในสนามรบ แต่การเร่งยกระดับสถานการณ์ให้กลายเป็นวิกฤตระดับภูมิภาค ทำให้เขายังคงสถานะ “ตัวแสดงที่โลกต้องพูดด้วย” มากกว่าจะถูกปล่อยให้พ่ายแพ้อย่างโดดเดี่ยว
การทำให้การปะทะดำเนินต่อเนื่องจนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ความขัดแย้งถูกยกระดับจากปัญหาทวิภาคีสู่โจทย์ด้านเสถียรภาพภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับผลประโยชน์ของมหาอำนาจที่ต้องการพื้นที่คานอำนาจกันเอง ทั้งจีนและสหรัฐฯ ไม่ได้เข้ามาเพราะเห็นอกเห็นใจกัมพูชาเหมือนอย่างสีหน้า หากเข้ามาเพราะพื้นที่นี้มีความหมายทางยุทธศาสตร์
สำหรับฮุน เซน การเร่งให้มหาอำนาจเข้ามาไกล่เกลี่ยจึงเท่ากับการลดแรงปะทะตรงหน้า และเบี่ยงแรงกดดันออกจากสนามรบ ก่อนที่ปัญหาภายในประเทศ เศรษฐกิจที่เปราะบาง และความไม่พอใจที่สะสม จะกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ควบคุมไม่ได้
อย่างไรก็ตาม เกมนี้ไม่ใช่เกมไร้ต้นทุน ทุกวันที่เสียงปืนยังไม่เงียบ คือการตอกย้ำภาพว่าระบอบฮุน เซนต้องพึ่งพาวิกฤตเพื่อดำรงอยู่ และยิ่งเวลาผ่านไป แรงกดดันจากภายนอกก็ยิ่งทับซ้อน ทั้งจากประชาคมระหว่างประเทศ และการเคลื่อนไหวของสม รังสี ฝ่ายต่อต้านในต่างแดน ซึ่งรอจังหวะอยู่แล้ว
สำหรับไทย บททดสอบสำคัญจึงไม่ใช่การตอบโต้ให้รุนแรงกว่า หากคือการวางตัวให้โลกเห็นว่าเป็นรัฐอาเซียนที่ปกป้องอธิปไตยอย่างสง่างาม ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ตกเป็นส่วนหนึ่งของเกมยื้ออำนาจของผู้นำที่อาจกำลังเผชิญจุดจบทางการเมืองที่ใกล้ที่สุดในชีวิต
ในจังหวะที่วิกฤตชายแดนถูกจับตามองจากนานาชาติ บทบาทของไทยจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญไม่แพ้ผลของการปะทะในสนามรบ ความท้าทายของไทยไม่ใช่การแสดงแสนยานุภาพ หากคือการธำรงภาพลักษณ์ของรัฐอาเซียนที่ปกป้องอธิปไตยด้วยความยับยั้งชั่งใจ ยึดมั่นธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างประเทศ และเคารพกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด การสื่อสารอย่างเป็นระบบ การเปิดพื้นที่การทูตผ่านกลไกอาเซียน และการหลีกเลี่ยงการใช้กำลังเกินจำเป็น คือเงื่อนไขที่จะทำให้นานาชาติรับรู้ว่าไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งที่ยกระดับวิกฤต แต่เป็นรัฐที่รับผิดชอบต่อเสถียรภาพภูมิภาค ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังเร่งให้มหาอำนาจเข้ามาเป็นทางรอดทางการเมืองของตนเอง
21/12/2568 “ชัยทัศน์“



