จากคู่แข่งสู่คู่ค้า หรือเพียงฉากทัศน์สมประโยชน์
บนผลประโยชน์ทับซ้อน?
ชนวนเหตุสำคัญเริ่มต้นขึ้นจากเมื่อวันก่อน มีการเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับ นายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีจากสิงคโปร์ เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การหารือครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความร่วมมือด้านความมั่นคงหรือพิธีการทูตตามระเบียบวาระ แต่หัวใจสำคัญกลับอยู่ที่โครงการ “แลนด์บริดจ์” (Landbridge) ที่ฝ่ายไทยจงใจ “ส่งไมตรี” และทางสิงคโปร์ก็ “อ้าแขนรับ” ติดตามโครงการนี้อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางสายตาของนักสังเกตการณ์ที่มองว่านี่คือการเดินเกมที่ซับซ้อนกว่าการร่วมลงทุนธรรมดา
ย้อนรอยตำนานเส้นทางลัดข้ามคาบสมุทร โครงการนี้มีดีเอ็นเอมาจาก “คลองไทย” หรือ “คอคอดกระ” ที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ ด้วยเป้าหมายตัดทางผ่านจากมหาสมุทรอินเดียสู่แปซิฟิกโดยไม่ต้องอ้อมแหลมมลายู ทว่าด้วยข้อจำกัดด้านความมั่นคงและงบประมาณมหาศาล ทำให้การขุดคลองถูกแปรรูปมาเป็น “สะพานเศรษฐกิจ” เชื่อมสองฝั่งทะเล เพื่อลดแรงเสียดทานและพยายามสร้างวาทกรรม “ประตูเศรษฐกิจโลก” ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
การที่ไทยเลือกดึงสิงคโปร์เข้ามาร่วมหารือในจังหวะนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะสิงคโปร์คือผู้กุมอำนาจเหนือช่องแคบมะละกาที่แลนด์บริดจ์ตั้งเป้าจะเข้ามาแบ่งเค้ก การที่คู่แข่งแสดงท่าทีสนใจย่อมช่วยสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนนานาชาติ ทว่าในมิติเชิงลึก นี่อาจเป็นการ “แบ่งสรรปันส่วน” ผลประโยชน์เพื่อไม่ให้เกิดการขัดขาในระดับภูมิภาค มากกว่าจะเป็นการแข่งขันอย่างเสรีตามที่เข้าใจกัน
ในมิติของ “ผู้ได้ประโยชน์” แน่นอนว่ากลุ่มทุนข้ามชาติและบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ย่อมจ้องมองโครงการนี้เป็นเค้กก้อนโต รวมถึงชนชั้นนำทางการเมืองที่จะได้อ้างอิงผลงานระดับประวัติศาสตร์ ขณะที่สิงคโปร์เองก็ได้สิทธิ์ในการ “สังเกตการณ์” และควบคุมจังหวะการเติบโตของคู่แข่งอย่างใกล้ชิด ส่วน “ผู้เสียประโยชน์” ยังคงเป็นคนในท้องถิ่นที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของการเวนคืนที่ดินและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่มักถูกมองเป็นเพียงตัวเลขบรรทัดสุดท้ายในรายงานประเมินผลกระทบ
ความน่ากังวลของเมกะโปรเจกต์ระดับล้านล้านเช่นนี้ คือการที่มันมักถูกห่อหุ้มด้วย “ม่านอิทธิพล” การเร่งรีบผลักดันในขณะที่ตัวเลขความคุ้มทุนยังคงเป็นข้อถกเถียง สะท้อนให้เห็นว่าแลนด์บริดจ์อาจกำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือปั่นความเชื่อมั่นทางการเมือง มากกว่าจะเป็นรากฐานเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริงในระยะยาว ซึ่งเป็นวิสัยปกติของโครงการขนาดใหญ่ที่มักมาพร้อมกับการจัดสรรอำนาจในระดับสูง
โครงการยักษ์ใหญ่ในบ้านเรามักมีวงจรชีวิตที่น่าพิศวง เริ่มต้นด้วยการประกาศศักดาอันยิ่งใหญ่ราวกับจะพลิกโฉมหน้าโลก แต่บ่อยครั้งที่ลงเอยด้วยการเป็นเพียง “อนุสาวรีย์แห่งความพยายาม” หรือโครงการที่ต้องรอการอนุมัติในรายละเอียดอย่างไม่มีวันสิ้นสุด การที่รัฐบาลย้ำว่า “ไม่ใช่โครงการกระดาษเปล่า” ฟังดูเป็นความมุ่งมั่นที่น่ายกย่อง แต่ประวัติศาสตร์มักเตือนเราเสมอว่า ความชัดเจนที่รัฐบาลกล่าวถึง มักจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นในรูปแบบของสัญญาที่ปรับแก้ในนาทีสุดท้ายเพื่อตอบโจทย์ผู้เล่นรายใหญ่มากกว่าประชาชนรายย่อย
บทสรุปของแลนด์บริดจ์ฉบับ “ไทย-สิงคโปร์” จึงยังคงเป็นสมการที่ทิ้งช่องว่างให้ตั้งคำถามมากมาย หากตัวเลขเม็ดเงินที่ไหลเข้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคุ้มค่ากับทรัพยากรที่ต้องสูญเสียไป โครงการนี้ก็อาจเป็นเพียงการปัดฝุ่นตำนานการขายฝันครั้งใหม่ เพื่อให้เป็นทางผ่านของงบประมาณและอำนาจ มากกว่าจะเป็นเส้นทางเดินเรือโลกอย่างที่ถูกวาดหวังไว้
ท้ายที่สุด ในโลกของการเมืองและเมกะโปรเจกต์ คำว่า “มิตรแท้” อาจมีน้ำหนักน้อยกว่า “ผลประโยชน์ที่ลงตัว” การเปิดโต๊ะเจรจาระหว่างไทยและสิงคโปร์ในครั้งนี้ จึงอาจไม่ใช่เพียงการจับมือเพื่อสร้างอนาคตใหม่ของอาเซียน แต่เป็นการบริหารจัดการส่วนแบ่งให้ลงตัว เพื่อให้โครงการหมื่นล้านแสนล้านนี้สามารถเริ่ม “ตอกเสาเข็ม” ได้เสียที ท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งผลประโยชน์ที่เชี่ยวกรากไม่แพ้คลื่นในมหาสมุทร
2569-05-01 “ชัยทัศน์”



