เสียงไอแห้ง ๆ เป็นเพื่อนมาหลายวัน จะไปโรงพยาบาลก็ท้อใจกับภาพผู้คนเบียดเสียด การรอคอยที่ยาวนานเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายจึงตัดสินใจเลี้ยวเข้าคลินิกเล็ก ๆ ใกล้บ้าน
หมอหนุ่มใหญ่ดูท่าทางสบาย ๆ ถามคำถามพื้นฐาน “อายุเท่าไหร่ครับ? ทำงานอะไร?”
“60 แล้วครับ เกษียณราชการแล้ว” ฉันตอบเบา ๆ
คุณหมอพยักหน้า รับคำว่า “อ้อ เกษียณแล้ว…” แล้วประโยคต่อมาก็ทำเอาฉันใจหายวูบ
“คนไข้รู้มั๊ย ช่วงคนที่ตายมากที่สุดก็ช่วงนี้แหละครับ อายุ 60-70 ว่างงาน ไม่มีอะไรทำ เงินก็เหลือน้อย…”
เอ้า! ฉันอุทานในใจ นี่มันคลินิกหรือสำนักดูดวงกันแน่?
แต่คุณหมอไม่รอช้า พูดต่ออีกด้วยท่าทีเรียบเฉย “ยากินไปก็ไม่หายหรอก พ่อหมอยังตายเลย…”
อึ้ง! คราวนี้ฉันอึ้งจนพูดไม่ออก สองประโยคนี้มันอะไรกัน? หมอคนนี้เป็นคนแบบไหน?
แล้วคุณหมอก็เปลี่ยนโทนเสียงอย่างรวดเร็ว “เอางี้ เดี๋ยวหมอจ่ายยาให้ แต่หมอแนะนำให้ไป…” เขาเน้นเสียงตรงคำว่า ‘แนะนำ’ อย่างจงใจ “…หารองเท้าผ้าใบดี ๆ สักคู่ เดินทุกเช้า เดินเยอะ ๆ”
หมอจ่ายยามาให้ถุงหนึ่ง มีทั้งยาแก้ไอ แก้อักเสบ ยาขับเสมหะ และยาแก้ไข้ที่บอกว่าไม่มีไข้ก็ไม่ต้องกิน ฉันจ่ายเงินไปสองสามใบแดง ในมือถือถุงยาหนักอึ้ง แต่ในใจกลับก้องไปด้วยคำพูดของหมอ “กินก็ไม่หาย” และ “พ่อหมอยังตายเลย…” ความสงสัยตีกันไปมา… จะกินดีไหมนะ?
หลังออกจากคลินิก คำพูดเหล่านั้นยังคงก้องอยู่ในหู มันเป็นเหมือนผนังกั้นระหว่างฉันกับถุงยาใบนั้น… ไม่ต้องกินยา!
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันเลือกหยิบ รองเท้าผ้าใบคู่ที่ดีที่สุด ที่มีอยู่ ใส่แล้วออกเดิน… เดิน… เดินตามคำแนะนำของหมอ ไม่ใช่เพราะเชื่อคำขู่เรื่องความตายหรือเรื่องยาไม่หาย แต่เหมือนถูกท้าทาย… ลองดูสิ ว่าจะหายไหมโดยไม่พึ่งยา
ฉันเริ่มเดินทุกเช้า เดินเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ทีละนิด ทีละหน่อย วันแล้ววันเล่า
แล้วทุกคนรู้ไหมครับ.. มันได้ผล!
เสมหะที่เคยข้นเหนียวในลำคอ และอาการไอที่เคยเป็นเหมือนเพื่อนสนิท ค่อย ๆ ทุเลาลงอย่างช้า ๆ ในที่สุด… อาการไอก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์ โดยที่ยาในถุงยังคงถูกเก็บไว้ในตู้ ไม่ได้ถูกแกะออกมาใช้แม้แต่เม็ดเดียว
ฉันกลับไปที่หน้าคลินิกอีกครั้ง ไม่ได้เพื่อพบหมอ แต่เพื่อมองป้ายคลินิกด้วยความรู้สึกขอบคุณ หมอไม่ได้ให้แค่ยา… แต่ให้ ‘ใบสั่งยา’ ที่ชื่อว่า ‘ชีวิตใหม่’ ที่สอนให้ฉันลุกขึ้นมาดูแลตัวเองด้วยการเคลื่อนไหวร่างกาย
ขอบคุณคุณหมอ… และขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมรับฟังเรื่องราว ‘ใบสั่งยา…ที่ไม่ใช่ยา’ ในครั้งนี้ครับ
แง่คิดจากนักมะเร็งวิทยาชาวบราซิล
1. วัยชราเริ่มต้นที่อายุ 60 ปี และสิ้นสุดที่ 80 ปี
2. วัยชราตอนปลาย (หรือ “วัยชราลึก”) เริ่มที่ 80 ถึง 90 ปี
3. “อายุยืนยาว” คือหลัง 90 ปี จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
@ ปัญหาหลักของผู้สูงอายุคือ “ความโดดเดี่ยว”
บ่อยครั้งคู่ชีวิตไม่ได้แก่ไปพร้อมกัน — มักมีคนหนึ่งจากไปก่อน
เมื่อเหลือตามลำพัง มักรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของลูกหลาน
ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ “อย่าตัดขาดจากเพื่อน”
ต้องพยายามพบปะ พูดคุย ติดต่อกันเสมอ
เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นภาระของคนรุ่นหลัง
@ คำแนะนำส่วนตัว
1. อย่าสูญเสีย “การควบคุมชีวิตตัวเอง”
หมายถึง
• ตัดสินใจได้เองว่าจะไปไหน
• กินอะไร
• แต่งตัวยังไง
• คุยกับใคร
• เข้านอนเวลาไหน
• อ่านหนังสืออะไร
• ใช้เวลาว่างทำอะไร
• จะอยู่ที่ไหน
เพราะถ้าทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
คุณจะกลายเป็น “คนที่อยู่ยาก” และ “เป็นภาระต่อผู้อื่น”
2. วิลเลียม เชกสเปียร์ เคยกล่าวไว้ว่า
“ข้าพเจ้ามีความสุขเสมอ”
เพราะข้า “ไม่คาดหวังสิ่งใดจากใคร”
การรอคอยทำให้ทุกข์เสมอ
ทุกปัญหามีทางออก — นอกจาก “ความตาย” เท่านั้น
ก่อนจะ “ตอบโต้” — ให้ “หายใจลึกๆ”
ก่อนจะ “พูด” — ให้ “ฟัง”
ก่อนจะ “วิจารณ์” — ให้ “มองตัวเอง”
ก่อนจะ “เขียน” — ให้ “คิด”
ก่อนจะ “ทำร้าย” — ให้ “ยอมรับ”
และก่อนจะ “ตาย” — ให้ “ใช้ชีวิตให้สวยงามที่สุดเท่าที่ทำได้”
3. ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด
ไม่ใช่กับคนที่ “สมบูรณ์แบบ”
แต่กับคนที่ “เรียนรู้จะใช้ชีวิตอย่างน่าสนใจและงดงาม”
มองเห็นข้อบกพร่องของคนอื่นได้
แต่ก็ “ชื่นชมข้อดี” ของเขาให้เป็น
4. ถ้าอยากมีความสุข — จงทำให้คนอื่นมีความสุขก่อน
ถ้าอยากได้อะไร — จง “ให้” ก่อน
จงอยู่ท่ามกลางคนดี มีน้ำใจ และน่าสนใจ — และจงเป็นหนึ่งในนั้น
5. จำไว้ว่า
แม้ในวันที่ยากลำบากที่สุด ต่อให้มีน้ำตาไหล
จงลุกขึ้นยืนแล้วยิ้ม พร้อมพูดว่า
“ทุกอย่างยังดีอยู่ เพราะเราคือผลลัพธ์ของวิวัฒนาการแห่งชีวิต”
6. แบบทดสอบสั้นๆ:
ถ้าคุณไม่ส่งข้อความนี้ต่อให้ใครเลย
นั่นแปลว่าคุณกำลัง “โดดเดี่ยวและไม่มีเพื่อน”
แต่ถ้าคุณส่งต่อให้คนที่คุณห่วงใย
คุณจะ “ไม่ลืมข้อความนี้ตลอดไป”



