วันจันทร์, มกราคม 26, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกวัฒนธรรม ชีวิตฉันเข้าโรงพยาบาลเพราะหัวใจวายเฉียบพลัน

ฉันเข้าโรงพยาบาลเพราะหัวใจวายเฉียบพลัน

เผยแพร่

spot_img

ฉันอายุ 65 ปีเมื่อเดือนที่แล้ว ฉันเข้าโรงพยาบาลเพราะหัวใจวายเฉียบพลัน

หลังออกจากโรงพยาบาล ฉันตัดสินใจทำเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งทันที นั่นก็คือขายบ้านที่อยู่มาครึ่งชีวิต

เมื่อลูกชายกับลูกสะใภ้รู้เข้า พวกเขาร้องไห้ บอกว่าฉันไม่เข้าใจความลำบากของพวกเขา

แต่ฉันไม่เสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองเลย

ฉันกับสามีแต่งงานกันในปี 1985 สองปีต่อมา ฉันให้กำเนิดลูกชายก็เกิด ครอบครัวเล็ก ๆ ของเราใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่มีความสุข

จนเมื่อ 10 ปีก่อน

สามีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

เหลือเพียงฉันกับลูกชายพึ่งพากันสองคน

5 ปีก่อน ลูกชายแต่งงาน ฉันทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิต รวมกับเงินช่วยจากฝั่งครอบครัวลูกสะใภ้ ซื้อบ้านใหม่แบบจ่ายสดให้ลูก เพื่อให้เขามีครอบครัวของตัวเอง

ส่วนฉันกลับมาอยู่บ้านเก่าเพียงลำพัง

หลังหลานคลอด

ลูกชายรับฉันไปอยู่ด้วย เพื่อช่วยเลี้ยงเด็ก

ฉันตื่นเช้า นอนดึก เลี้ยงหลาน ซื้อของ ทำกับข้าว เงินบำนาญเดือนละ 2,900 หยวน

แทบทั้งหมดเอาไปช่วยค่าใช้จ่ายในบ้านลูก

ฉันคิดว่า

มีลูกคนเดียว จะลำบากแค่ไหนก็ไม่เป็นไร

จนเช้าวันหนึ่ง

ขณะฉันต้มโจ๊กอยู่ในครัว จู่ ๆ ก็ใจสั่น หายใจไม่ออก มือสั่นจนทำชามแตก

ฉันทรุดลงกับพื้น เจ็บจนเหงื่อแตก ลูกชายพาฉันส่งโรงพยาบาล

ฝากฉันไว้กับหมอและผู้ดูแล ลูกบอกว่ามีประชุมสำคัญ แล้วรีบจากไป

ผลตรวจออกมา

หมอบอกว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

ต้องใส่ขดลวดหัวใจโดยด่วน ค่าใช้จ่ายประมาณ 60,000 หยวน

ฉันนั่งมองตัวเลข ถึงได้รู้ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยเก็บเงินไว้ช่วยชีวิตตัวเองเลย

ผ้าอ้อมหลาน

ผัก ผลไม้ ของใช้ในบ้านแทบทั้งหมด ฉันควักจากเงินบำนาญ!

การผ่าตัดต้องมีญาติเซ็นยินยอม พยาบาลให้ติดต่อครอบครัวและชำระเงิน

ฉันส่งข้อความหาลูก

บอกว่าหมอให้ใส่ขดลวดหัวใจ

ลูกตอบกลับมาแค่

“โอเค เดี๋ยวว่างจะไป”

บ่ายสองกว่า เมื่อลูกมาถึงห้อง ประโยคแรกที่พูดคือ “แม่เลื่อนการผ่าตัดได้ไหม หน่วยงานกำลังประเมินตำแหน่ง ผมออกมาไม่ได้”

ฉันให้พยาบาลเอาเอกสารมาให้ลูกเซ็น

แล้วบอกว่า

“ลูกกลับไปก่อนเถอะ เรื่องผ่าตัด ค่อยว่ากัน”

เขาไม่พูดอะไร เดินออกห้องไปทันที

ฉันน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

สามวันต่อมา

เขามาวันละไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มัวแต่รับโทรศัพท์ เล่นมือถือ

ไม่ถามอาการ ไม่เคยรินน้ำให้ ญาติผู้ป่วยเตียงข้าง ๆ ยังทนดูไม่ไหว

หลังลูกกลับไป เขามาช่วยรินน้ำให้

แล้วพูดว่า

“ป้า ลูกป้าช่างใจใหญ่จริง ๆ ก่อนผ่าตัดเขายังไปสังสรรค์ร้องเพลง

ผมเห็นเขาเดินออกจากคาราโอเกะแถวนี้”

ฉันยิ้มจาง ๆ

แต่ในใจหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหินก้อนใหญ่

ที่ลูกบอกว่ายุ่งเรื่องงาน

แท้จริงคือไปเที่ยวกับเพื่อน

วันที่สี่ ตอนลูกสะใภ้มาหา เธอพูดกับฉันว่า

“แม่คะ ไม่ใช่ว่าหนูจะว่าอะไรแม่นะ หนูบอกแล้วว่าอย่ากินเค็ม เห็นไหมตอนนี้เสียเงินค่ารักษาเยอะเลย”

เธอวางซองไว้บนโต๊ะ

บอกว่าในนั้นมีเงินที่พวกเขารวมกันได้ 30,000 หยวน ที่เหลือให้ฉันหาทางเอง

เนื่องจากพวกเขามีแค่นี้

เมื่อฉันเปิด ในซองยังมี เอกสารกู้เงิน ช่องผู้กู้ยังเว้นว่างไว้

ฉันเข้าใจทันทีว่าในสายตาพวกเขา เงินรักษาแม่แท้ ๆ ยังต้องมีสัญญากู้

คืนนั้น ฉันนอนคิดอยู่นาน

ฉันเอาบ้านลูกเป็นบ้านตัวเอง แต่ลืมไปว่า 

ตัวเองไม่มีแม้แต่ห้องนอนดี ๆ พวกเขาอยู่บ้าน 130 ตร.ม. ฉันนอนห้องเล็กที่ดัดแปลงจากระเบียงมานาน 4 ปี!

พยาบาลมาแจ้งข้อควรระวังก่อนผ่าตัด

ฉันบอกกับนางพยาบาลไปว่า “ไม่ผ่าแล้วค่ะ ขอรักษาแบบประคับประคอง พรุ่งนี้รบกวนช่วยจัดการให้ออกจากโรงพยาบาลด้วยนะคะ”

วันถัดมา

ฉันออกจากโรงพยาบาลโดยไม่บอกลูก

จ้างผู้ดูแล เรียกรถกลับบ้านเก่า

เมื่อลูกไปหาที่โรงพยาบาลไม่เจอ จึงโทรมาถาม

ฉันบอกว่าออกมาแล้ว

ไม่ผ่าแล้ว กลับมาอยู่บ้านรักษาเอาเอง

เขาไม่ว่าอะไร!

กลับถึงบ้าน

ฉันตัดสินใจประกาศขายบ้านทันที

ไม่ถึงอาทิตย์ บ้านก็ขายได้ ได้เงิน 870,000 หยวน

ฉันนำเงินไปโรงพยาบาล ชำระค่าผ่าตัดทั้งหมด 

วันผ่าตัด ขณะนอนอยู่บนเตียง ฉันบอกตัวเองว่าต่อจากนี้ ฉันจะมีชีวิตเพื่อตัวเอง

ครึ่งเดือนต่อมา

ลูกชายรู้ว่าฉันขายบ้านแล้ว เขาโทรมาร้องไห้

บอกว่าเงินพร้อมแล้ว

ขอให้ผ่าตัดพรุ่งนี้ ไม่ต้องขายบ้านก็ได้

ลูกสะใภ้ก็ร้องไห้

บอกว่าพวกเขายืมเงินจนได้ครบ 60,000 แล้ว

บ้านควรเก็บไว้เพราะจะเพิ่มมูลค่า

ฉันเงียบไปครู่หนึ่ง

แล้วพูดเพียงแค่ว่า

“บ้านโอนเรียบร้อยแล้ว เรื่องดูแลยามแม่แก่ตัว แม่ไม่ต้องให้พวกเธอเป็นห่วงอีกต่อไป” 

พวกเขาบอกว่าฉันใจร้าย ไม่เข้าใจความลำบากของพวกเขา และพูดคำแรง ๆ อีกมาก

ฉันวางสายโดยไม่ฟังต่อ

พวกเขาไม่รู้เลยว่า

คืนที่ฉันนอนอยู่ห้องฉุกเฉินเพียงลำพัง

คืนที่พวกเขาคิดจะให้ฉันเซ็นใบกู้

หัวใจของฉันมันตายด้านไปแล้ว

ไม่ใช่ฉันไร้น้ำใจ แต่ใจมันเย็นชาไปหมดแล้ว

ถ้าพวกเขาใส่ใจฉันสักนิด ถามอาการสักคำ

เรื่องเงิน เรื่องบ้าน

ทุกอย่างหาทางออกได้

แต่ฉันกลับถูกมองข้ามอย่างสิ้นเชิง จึงไม่มีอะไรต้องคุยอีก!

หลังออกจากโรงพยาบาล ฉันเช่าห้องเล็ก ๆ มีระเบียง

ปลูกดอกมะลิที่สามีเคยชอบ ร่างกายฟื้นฟูดีขึ้น

ฉันไปเดินสวนสาธารณะ เล่นไทเก๊กกับคนแก่รุ่นเดียวกัน

เรื่องอนาคต ถ้าเดินไม่ไหว ก็จ้างผู้ดูแลอยู่ประจำ บางคนบอกว่าฉันตัดสินใจรุนแรงเกินไป แต่ใครจะเข้าใจ

ว่าคนที่มอบความรักทั้งชีวิตให้ลูก กลับได้รับเพียงความเย็นชา ทางเลือกเดียวที่เหลือ

คือการกลับมารักตัวเอง!

ถอดบทความโดย

นุสนธิ์บุคส์

ข่าวล่าสุด

“ข่าวปลอม” … Fake News ภัยคุกคามระดับโลก !  วิกฤตความจริงในสังคมโลกยุคดิจิทัล

”ข่าวปลอม“ หรือ Fake News ได้พัฒนาเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างของระบบข้อมูลข่าวสารโลก ไม่จำกัดอยู่เพียงความผิดพลาดทางสื่อ แต่กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อชีวิต เศรษฐกิจ และการเมืองโดยตรง

จีนพัฒนา ‘ชิปเส้นใย’ บางกว่าเส้นผม ฝังพลังประมวลผลในผ้า-อุปกรณ์ฝังสมอง

นักวิทยาศาสตร์จีนพัฒนา "ชิปเส้นใย" (fiber chip) ยืดหยุ่นและมีลักษณะคล้ายเส้นด้าย ซึ่งสามารถทอรวมเข้าไปในเนื้อผ้าได้ ความก้าวหน้านี้อาจนำไปสู่สิ่งทอที่ทำหน้าที่เป็นจอแสดงผลแบบโต้ตอบ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในสมองขั้นสูงที่สามารถประมวลผลสัญญาณภายใน และระบบสัมผัสในโลกเสมือนจริงที่สมจริงยิ่งขึ้น

นิทรรศการศิลปะ “วาดจากใจ”

นิทรรศการซึ่งถ่ายทอดผลงานศิลปะจากหัวใจ ของศิลปินแห่งความหลากหลาย เพื่อยกย่องคุณค่า ความสามารถ และศักยภาพของกลุ่มคนผู้ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

“เบื้องหลัง” กะเหรี่ยง ..กอทูเล  ...

สแกนแผนลึกเนปิดอว์ แบ่งแยกแล้วปกครอง ฉกฉวยรอยแยกชาติพันธุ์ ขยี้ปีกทายาทนักสู้ จับตาหมากรุกมหาอำนาจ สหรัฐฯ-จีน ในสงครามตัวแทนที่ปิดไม่มิด และบทพิสูจน์ชั้นเชิงอธิปไตยไทย

ข่าวอื่นๆ

นิทรรศการศิลปะ “วาดจากใจ”

นิทรรศการซึ่งถ่ายทอดผลงานศิลปะจากหัวใจ ของศิลปินแห่งความหลากหลาย เพื่อยกย่องคุณค่า ความสามารถ และศักยภาพของกลุ่มคนผู้ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

เรื่องราวของ ชาร์ลส์ จ็อกกิน หัวหน้าคนทำขนมปังชาวอังกฤษ…

ในคืนที่โชคร้ายนั้น เมื่อเรือไททานิก ชนภูเขาน้ำแข็ง และจมลง ชาร์ลส์ จ็อกกิน ก็กำลังดื่มด่ำกับงานอดิเรกที่เขาโปรดปรานในห้องพักของเขาตามปกติ เมื่อได้ยินเสียงเสียดสีเบา ๆ ทางด้านขวาของเรือ เขาจึงออกไปที่ดาดฟ้า

กำเนิด “เพนตากอน” อภิมหาตึกห้าเหลี่ยม เขี้ยวเล็บพญาอินทรี

ท่ามกลางความร้อนระอุของสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศความสำเร็จในการก่อสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของกระทรวงการสงคราม (War Department) หรือที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่า "เดอะ เพนตากอน" (The Pentagon) อาคารรูปร่างแปลกตาแต่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม