เมื่อพุทธศิลป์ถูกแปรสภาพเป็นเครื่องมือทางการเงิน
ปฐมเหตุแห่งความขัดแย้งในวงการพระเครื่องที่ปรากฏเป็นคดีความในขณะนี้ มิได้เป็นเพียงการผิดนัดชำระหนี้ในเชิงธุรกิจ แต่คือการปะทะกันระหว่าง “ค่านิยมทางศรัทธา” กับ “กลไกราคา” ที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยปราศจากหน่วยงานกำกับดูแล
จากวัตถุที่ระลึกเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนมาแต่โบราณ กลับถูกแปรสภาพเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลผ่านการสร้างความเชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จนกลายเป็นช่องว่างให้เกิดการใช้พระเครื่องเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ตรวจสอบได้ยากยิ่ง หากรัฐยังคงเพิกเฉยโดยมองว่าเป็นเพียงความพึงพอใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย วิกฤตการณ์นี้อาจลุกลามไปสู่การทำลายบรรทัดฐานความโปร่งใสในระบบการตรวจสอบทรัพย์สินของประเทศ
หากย้อนพิจารณาถึงวัตถุประสงค์หลักของการสร้างพระเครื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะพบว่าเจตนารมณ์ดั้งเดิมคือการสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธคุณ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และเพื่อแจกจ่ายให้เป็นเครื่องเตือนสติในการทำความดีตามหลักพุทธศาสนา โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ใดรองรับว่าวัตถุเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้แสดงอภินิหารเกินขอบเขตธรรมชาติ
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เจตนารมณ์ดังกล่าวกลับถูกเบี่ยงเบนด้วยการสร้างชุดความเชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ขึ้นมาห่อหุ้ม จนสังคมไม่กล้าที่จะทักท้วงหรือปฏิเสธ ความเชื่อที่ไร้การโต้แย้งนี้เองได้นำไปสู่การกำหนด “ราคา” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เปลี่ยนสถานะจากวัตถุมงคลที่ควรแจกฟรีหรือแลกเปลี่ยนด้วยศรัทธา ให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ
เมื่อวัตถุพุทธศิลป์ถูกแปรสภาพเป็นสินค้า จึงเกิดกลุ่มบุคคลที่เรียกตนเองว่า “เซียนพระ” เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผูกขาดอำนาจการตัดสินใจ โดยสถาปนาตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีอิทธิพลเหนือตลาด บุคคลกลุ่มนี้ทำหน้าที่มากกว่าการชี้วัดความแท้ของเนื้อมวลสาร แต่มีฐานะเป็นผู้กำหนด “ตัวเงิน” และทิศทางราคาของวัตถุนั้นๆ ตามความพึงพอใจของกลุ่มก้อนอิทธิพลในวงการ
การเปลี่ยนสถานะจากตัวกลางหรือผู้อนุรักษ์ศิลปะมาเป็น “ผู้คุมกลไกราคา” ทำให้พุทธศิลป์ที่ปั้นหรือถอดแบบออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน มีราคาสูงต่ำต่างกันอย่างมหาศาลเพียงเพราะคำรับรองของบุคคลเหล่านี้ โดยที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปขวางกั้น เนื่องจากมองว่าเป็นพื้นที่แห่งความพึงพอใจเฉพาะกลุ่ม ทั้งที่เป็นหัวใจสำคัญของมูลค่าหมุนเวียนจำนวนมหาศาล
สิ่งที่น่ากังวลในเชิงระบบคือ การใช้พระเครื่องเป็นฐานรองรับมูลค่าทรัพย์สินในการแจ้งบัญชีต่อหน่วยงานตรวจสอบ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีทะเบียนประวัติการถือครองชัดเจนและขาดราคากลางที่อ้างอิงจากหน่วยงานรัฐ เช่น กรมธนารักษ์ จึงอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการตัวเลขทรัพย์สินให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงิน โดยอ้างอิงมูลค่าจากการประเมินของกลุ่มก้อนความเชี่ยวชาญส่วนบุคคล ซึ่งยากต่อการพิสูจน์ความถูกต้องตามหลักบัญชีสากล
ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจคือการปรากฏบทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงที่ยังเป็นคำถามว่าอยู่ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐผู้รับคำร้อบทุกข์ หรือผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ซึ่งในมุมหนึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุบานปลาย แต่ในอีกมุมหนึ่งย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามถึงความเหมาะสมในเชิงระเบียบปฏิบัติและขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
การที่เรื่องราวลุกลามจนมีการยื่นเรื่องให้หน่วยงานตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่นั้น สะท้อนให้เห็นว่าในคดีที่มีความซับซ้อนและมีมูลค่าสูง การดำเนินงานที่โปร่งใสและเป็นไปตามขั้นตอนตามวิธีพิจารณาความอาญาอย่างเคร่งครัดคือหลักประกันสำคัญที่จะปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐจากการถูกครหา
หากปราศจากแนวทางการจัดการที่เป็นระบบ ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นคือการสูญเสียบรรทัดฐานทางจริยธรรมในวงการพาณิชย์ศรัทธา ซึ่งอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการอำพรางหรือเคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่ตรวจสอบที่มาไม่ได้โดยอาศัยความคลุมเครือของตลาดพระเครื่อง กรณีนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาลเช่นนี้ จำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อป้องกันมิให้กลไกทางความเชื่อถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์อันดีงาม
ทางออกของเรื่องนี้ รัฐอาจไม่สามารถเข้าไปกำหนดหรือประเมินราคา “ถูก-แพง” ได้โดยตรง เพราะมูลค่าของพุทธศิลป์เหล่านี้นั้นตั้งอยู่บนรากฐานของความเชื่อและความพอใจที่ฝังรากลึกยากจะหาจุดสมดุลเชิงวิชาการ ทว่ารัฐจำเป็นต้องสร้าง “กรอบกติกา” เพื่อกำกับดูแลไม่ให้ความเชื่อเหล่านั้นถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมทางการเงิน เช่น การวางมาตรการควบคุมธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงผิดปกติในตลาดพระเครื่อง หรือการสร้างกลไกรับผิดชอบต่อคำรับรองที่บุคคลผู้เรียกตนเองว่าเซียนมอบให้แก่ผู้บริโภค เพื่อให้การซื้อขายยังคงอยู่ในกรอบของการคุ้มครองสิทธิและความโปร่งใส ไม่ใช่เพียงการปล่อยให้เป็นไปตามกระแสความเชื่อจนนำไปสู่คดีความฉ้อโกงที่ซับซ้อนเช่นปัจจุบัน
ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องสะท้อนความจำเป็นที่หน่วยงานรัฐต้องหันมาพิจารณากำหนดขอบเขตทางกฎหมายให้ชัดเจน ระหว่าง “ความเชื่อส่วนบุคคล” กับ “ความโปร่งใสในทางนิติรัฐ” แม้ศรัทธาจะไม่มีราคากลาง แต่ความเสียหายจากธุรกรรมที่ไม่เป็นธรรมย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกระบวนการยุติธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การสร้างดุลยภาพที่เหมาะสมจะช่วยให้พุทธศิลป์ไทยยังคงคุณค่าในฐานะเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่งดงาม ขณะเดียวกันก็มีกลไกตรวจสอบที่รัดกุมพอจะป้องกันมิให้ถูกนำไปใช้เป็นช่องว่างในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อให้ทุกความเลื่อมใสตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและสามารถตรวจสอบได้อย่างสง่างามในทุกมิติ
2569-05-12 “ชัยทัศน์”



