หน้าแรกINSIDE - INSIGHTทุนเอกชนแซงรัฐคว้าสิทธิ์ดู“บอลโลก”  ปลดแอก Must have ประชานิยมหน้าจอ

ทุนเอกชนแซงรัฐคว้าสิทธิ์ดู“บอลโลก”  ปลดแอก Must have ประชานิยมหน้าจอ

เผยแพร่

spot_img

                           ในที่สุดมหากาพย์ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ของประเทศไทยก็สิ้นสุดลงอย่างหักปากกาเซียน เมื่อไทยสามารถคว้าสิทธิ์เข้ามาเป็นประเทศรายสุดท้ายในลำดับที่ 217 ของโลก ทันเวลาก่อนที่พิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการจะเริ่มต้นขึ้น ณ สนาม เอสตาดิโอ อัซเตก้า ประเทศเม็กซิโก ในเวลา 23.30 น. ของคืนวันที่  11 มิถุนายน 2569  ตามเวลาประเทศไทย 

                         ทว่า เบื้องหลังความโล่งอกของแฟนบอลชาวไทย สิ่งที่ทิ้งร่องรอยให้สังคมต้องทบทวนเชิงยุทธศาสตร์ คือความพ่ายแพ้ของกลไกภาครัฐที่ปล่อยให้ทุนเอกชนขี่ม้าขาวเข้ามาแซงหน้าในนาทีสุดท้าย ปลดล็อกวิกฤตจอดำระดับชาติไปอย่างหวุดหวิด

                       ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เพียงสองสัปดาห์ รัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหาตามสูตรสำเร็จเดิม ๆ ด้วยการมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ทำหน้าที่ประสานงานร่วมกับสำนักงาน กสทช. เพื่อเจรจาซื้อลิขสิทธิ์จากสมาคมฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA) ซึ่งเรียกราคาตั้งต้นแบบปัดเศษไม่มีลดหย่อนสูงถึง 1,300 ล้านบาท 

                    กระบวนการดังกล่าวกลับจบลงด้วยความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากบอร์ด กสทช. ยุคปัจจุบันปฏิเสธที่จะควักเงินหลวงมาเผาทิ้งกับนโยบายประชานิยมหน้าจอ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมเรื่องความคุ้มค่าของการใช้เงินภาษีประชาชน ส่งผลให้ความพยายามแบบกลไกรัฐเดินเข้าสู่ทางตัน

                  ในนาทีวิกฤตที่รัฐบาลยอมยกธงขาว จู่ ๆ ปาฏิหาริย์เชิงพาณิชย์ก็เกิดขึ้นเมื่อบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ “แจส” (JAS) ยักษ์ใหญ่กลุ่มทุนสื่อและโทรคมนาคมรายใหม่ เดินเกมตลบหลังปิดดีลตรงกับฟีฟ่าได้สำเร็จ โดยใช้ชั้นเชิงแบบพ่อค้าเอกชนที่บีบให้ฟีฟ่ายอมหั่นราคาลิขสิทธิ์ลงมาเหลือเพียงราว 600 ถึง 700 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับเพดานราคาตลาดเสรีที่เท่าเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน ความคล่องตัวของเอกชนรายเดียวชิ้นนี้จึงดัดหลังความเชื่องช้าของระบบราชการไทย และเปลี่ยนผ่านเงินก้อนนี้จากงบประมาณแผ่นดินให้กลายเป็นการลงทุนทางธุรกิจแบบบริสุทธิ์

                        ปรากฏการณ์ “แจส” คว้าพุงปลามันไปครองในนาทีสุดท้ายครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางหน้าผากเพื่อประกาศความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของกฎ Must Have/ Must Carry ของ กสทช. เจตนารมณ์อันงามงดของกฎหมายที่ตราไว้เพื่อให้คนไทยต้องได้ดูฟรีกระจายไปทุกช่องสัญญาณ กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ทำลายแรงจูงใจของภาคเอกชนมานับทศวรรษ เพราะไม่มีเสือปืนไวรายใดอยากควักเนื้อตัวเองหลักหลายร้อยล้านบาทเพื่อทำตัวเป็นมูลนิธิการกุศลแจกสัญญาณให้ช่องคู่แข่งเอาไปฉายฟรี

                      ดีลนาทีวิกฤตนี้จึงเป็นดั่งหลักฐานว่ากติกาดังกล่าวฝืนธรรมชาติทางธุรกิจอย่างรุนแรง

                     การเข้ามาถือสิทธิ์ของกลุ่ม JAS ร่วมกับทีวีดิจิทัลช่อง MONO29 และแพลตฟอร์ม Monomax ในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของความใจบุญหรือการคืนความสุขให้ประชาชน แต่อยู่ภายใต้แผนแม่บทเชิงพาณิชย์ หลังจากที่พวกเขาทรานส์ฟอร์มธุรกิจและกวาดลิขสิทธิ์กีฬาระดับโลกอย่างฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมาไว้ในมือ การได้ฟุตบอลโลกมาเติมเต็มจึงเป็นยุทธศาสตร์สร้าง “อาณาจักรสื่อ” เพื่อผูกขาดคอนเทนต์และดึงฐานผู้ใช้งานระบบสมาชิก ในระยะยาว

                    ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดภายหลังสิ้นเสียงนกหวีดนัดเปิดสนามระหว่าง เม็กซิโก พบ แอฟริกาใต้ ในเวลา 01.00 น. คือผลกระทบภาคปฏิบัติของการส่งมอบสัญญาณภายใต้กฎหมายเดิม คำถามสำคัญคือ กสทช. และรัฐบาลจะยอมปรับตัว ยอมรับความจริง และรื้อถอนข้อจำกัดทางกติกาเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ในการทำกำไรของเอกชนที่ยอมแบกความเสี่ยงครั้งนี้ได้มากน้อยเพียงใด ตัวเลขยอดผู้สมัครสมาชิกแพลตฟอร์มดิจิทัลที่กำลังจะทะลักขึ้นในค่ำคืนนี้ จะเป็นดั่งมาตรวัดว่าระบบตลาดเสรีสามารถทำหน้าที่จัดสรรความบันเทิงให้ประชาชนได้ดีกว่าเงินหลวง

                          บทเรียนจากการคว้าสิทธิ์ฟุตบอลโลกนาทีที่ 217 ก่อนพิธีเปิด  จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพสะท้อนของความรอดพ้นอย่างหวุดหวิด แต่เป็นข้อเตือนใจสำคัญถึงความล้าสมัยของรัฐบาลในการจัดการวาระระดับชาติ ยามที่หน้าจอโทรทัศน์สว่างขึ้น ความสำเร็จที่แท้จริงของการเข้าสู่กระแสโลกจะถูกพิจารณาด้วยประสิทธิภาพของระบบทุนนิยมเสรี ไม่ใช่ความลื่นไหลของการจัดฉากแถลงข่าวโชว์ผลงาน หรือคำกล่าวอ้างถึงความสำเร็จในการมอบของขวัญให้ประชาชนที่รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ควักกระเป๋าจ่ายเองแม้แต่บาทเดียว

2569-06-12   “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

อาบป่าฮีลใจ ให้ธรรมชาตินำทางสู่การฟื้นฟู

"อาบป่า" (Forest Bathing) การใช้เวลาในธรรมชาติอย่างมีสติ เพื่อเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ช่วยผ่อนคลายร่างกาย จิตใจ ลดความเครียด และชาร์จพลังชีวิต

 รัฐให้ ข้าราชการ “หัวโต-ตัวลีบ“ เออลี่-รีไทร์  กับดักงบประจำ 70% ที่แก้ไม่ตก หากไม่ยอมปรับลดตำแหน่งบริหารซ้ำซ้อน

นโยบายเร่งรัด “เออลี่รีไทร์” ข้าราชการภายในปีงบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ถูกส่งสัญญาณออกมาในฐานะมาตรการสำคัญเพื่อควบคุมเสถียรภาพทางการคลัง หลังพบว่างบรายจ่ายประจำในส่วนของเงินเดือน สวัสดิการ และบำเหน็จบำนาญ มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของงบรายจ่ายประจำทั้งหมด

“โมเดล-ขนมชั้น” สุขภาพคนไทยไม่เท่าเทียม ?   Medical Hub ความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวด

ระบบสาธารณสุขไทยกลายสภาพเป็น “โมเดลขนมชั้น” ที่แบ่งแยกชนชั้นและทอดทิ้งประชาชนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง ความเหลื่อมล้ำของ 3 กองทุนสุขภาพ (บัตรทอง-ประกันสังคม-ข้าราชการ)

มหากาพย์คชบาล เมื่อ“ช้างป่า” ล้นผืนไพร  และ“ช้างบ้าน”ไร้สวัสดิภาพ !

วิกฤตการณ์ "ช้างไทย" ในปัจจุบัน ภาพสะท้อนที่เด่นชัดที่สุดกลับไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขประชากรที่ผันผวน หากแต่คือ "ความย้อนแย้งเชิงนโยบาย"

ข่าวอื่นๆ

 รัฐให้ ข้าราชการ “หัวโต-ตัวลีบ“ เออลี่-รีไทร์  กับดักงบประจำ 70% ที่แก้ไม่ตก หากไม่ยอมปรับลดตำแหน่งบริหารซ้ำซ้อน

นโยบายเร่งรัด “เออลี่รีไทร์” ข้าราชการภายในปีงบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ถูกส่งสัญญาณออกมาในฐานะมาตรการสำคัญเพื่อควบคุมเสถียรภาพทางการคลัง หลังพบว่างบรายจ่ายประจำในส่วนของเงินเดือน สวัสดิการ และบำเหน็จบำนาญ มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของงบรายจ่ายประจำทั้งหมด

“โมเดล-ขนมชั้น” สุขภาพคนไทยไม่เท่าเทียม ?   Medical Hub ความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวด

ระบบสาธารณสุขไทยกลายสภาพเป็น “โมเดลขนมชั้น” ที่แบ่งแยกชนชั้นและทอดทิ้งประชาชนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง ความเหลื่อมล้ำของ 3 กองทุนสุขภาพ (บัตรทอง-ประกันสังคม-ข้าราชการ)

มหากาพย์คชบาล เมื่อ“ช้างป่า” ล้นผืนไพร  และ“ช้างบ้าน”ไร้สวัสดิภาพ !

วิกฤตการณ์ "ช้างไทย" ในปัจจุบัน ภาพสะท้อนที่เด่นชัดที่สุดกลับไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขประชากรที่ผันผวน หากแต่คือ "ความย้อนแย้งเชิงนโยบาย"