ประชามติ 8 กุมภาพันธ์ และทิศทางการเมืองไทย
ผลประชามติสะท้อนความเห็นต่างในสังคมไทยต่อบทบาทศาล องค์กรอิสระ และโครงสร้างรัฐธรรมนูญ
ปี 2569 การเมืองไทยเข้าสู่ช่วงสมการสำคัญหลายชั้น ประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือก “เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ ไม่แสดงความคิดเห็น” ต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ผลการเลือกตั้งทั่วไปและบทบาทของศาลและองค์กรอิสระ ยังคงมีอิทธิพลต่อเสถียรภาพและสมดุลอำนาจทางการเมือง
คำวินิจฉัยของศาลและองค์กรอิสระที่ผ่านมาเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ ศาลและองค์กรอิสระปฏิบัติตามกรอบอำนาจที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ตามดุลพินิจส่วนบุคคล การออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้กลไกตุลาการและองค์กรอิสระมีอำนาจสูงต่อกระบวนการทางการเมือง ซึ่งเป็นหัวใจของการถกเถียงก่อนประชามติ
นักการเมืองและประชาชนมีความเห็นหลากหลายต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ฝ่ายหนึ่ง เช่น นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความรัดกุมและควรคงไว้ ขณะที่ฝ่ายตรงข้าม นำโดย นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ ถึงขั้นยอมให้ พรรคภูมิใจไทยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว เพื่อให้ทำประชามติก่อนการแก้ไข ทั้งสองมุมนี้สะท้อนว่าประชาชนมีความคิดเห็นสนับสนุนทั้งสองด้าน ขณะที่อีกกลุ่มเห็นว่ารัฐธรรมนูญควรปรับปรุงให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและบทบาทของผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง

การลงคะแนนในประชามติครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงความเห็นต่อบทกฎหมาย แต่ยังสะท้อนมุมมองต่อสมดุลอำนาจระหว่างผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งกับกลไกตามรัฐธรรมนูญ หนังสือและเอกสาร “ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่”ที่ กกต. ส่งให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทุกครัวเร่อนแล้วนั้น
จะทำให้ประชาชนเห็นมุมมองรอบด้านก่อนตัดสินใจได้
ผลประชามติและการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดสมดุลทางการเมืองของประเทศ ทั้งด้านเสถียรภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการออกแบบกลไกถ่วงดุลอำนาจในอนาคต
2569-01-12 “ชัยทัศน์“



