“ผมอยากเน้นย้ำว่าการยึดหลักการสากล กฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการรักษาความชอบธรรมของไทยในฐานะสมาชิกของประชาคมโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศในระยะยาว”
‘2568’ เป็นปีที่ระเบียบโลกเดิมถูกเขย่าอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดครั้งหนึ่ง การกลับมาของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ สร้างความสั่นสะเทือนต่อกติกาและแนวปฏิบัติที่ประชาคมโลกยึดถือมานาน ขณะที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและการเกิดขึ้นของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ยิ่งทวีความรุนแรง
แรงสั่นสะเทือนจากภายนอกเหล่านี้ ยังมาปะทะกับความผันผวนของการเมืองภายในของไทยเอง ยิ่งไปกว่านั้น ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุเป็นการสู้รบได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของไทยข้ามปี ประเด็นเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในห้วงเวลาที่ทั้งโลกและการเมืองไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ วันโอวัน สนทนากับ ดร.เตช บุนนาค ประธานกรรมการที่ปรึกษา ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (ISC) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อย้อนมองภาพรวมความเปลี่ยนแปลงสำคัญของการเมืองโลก รวมถึงบทบาทและความท้าทายของการทูตไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พร้อมมองไปข้างหน้าถึงโจทย์ที่รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งควรใช้เป็นฐานคิดในการกำหนดทิศทางการต่างประเทศไทยต่อจากนี้
อ่านได้ที่ https://www.the101.world/tej-bunnag-interview-2025/
“หลายคนมักอธิบายว่าการทูตไทยเป็นเหมือนไผ่ลู่ลม แต่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการอธิบายแบบนั้น ผมไม่ได้มองว่าเราลู่ไปตามลมโดยไม่มีหลักการ หากแต่เราศึกษาทิศทางของลมอย่างรอบคอบก่อน แล้วจึงลู่ไปให้เหมาะสม ผมจึงใช้คำว่า bending before the wind คือการโน้มไปก่อนลมจะกระทบเรา ความยืดหยุ่นในลักษณะนี้เองที่ทำให้การทูตไทยสามารถปรับตัวอยู่ได้ท่ามกลางความผันผวน ทั้งจากการเมืองภายในและสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา”
“ผมมองว่าไทยสามารถมีบทบาทบนเวทีโลกได้มากกว่านี้ ผมเห็นด้วยว่าที่ผ่านมาเรามักจะ punch below our weight อยู่เสมอ ขณะเดียวกัน มีหลายประเทศในโลกที่เลือกจะ punch above their weight ซึ่งการแสดงบทบาทแบบนี้ก็มีความเสี่ยงและอาจเป็นอันตรายได้ […] สิ่งที่เหมาะสมที่สุดคือการ punch within our weight หรือการทำบทบาทของเราให้สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริง อยู่ในเวทีที่เราสามารถทำได้ดี และพยายามเป็นผู้นำหรือแชมป์ในเวทีนั้น”

“ถ้าดูในภาพใหญ่แล้ว ผลประโยชน์แห่งชาติคล้ายคลึงกันเสมอ […] คือเราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดและเต็มไปด้วยความเสี่ยง และการอยู่รอดในที่นี้ ไม่ใช่แค่อยู่รอดแบบประคองตัวไปได้เท่านั้น แต่ต้องเป็นการอยู่รอดอย่างมีคุณภาพ มีความเจริญรุ่งเรือง และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน นี่คือแก่นของผลประโยชน์แห่งชาติ”
“ในท้ายที่สุดแล้ว คำถามนี้ก็ย้อนกลับมาที่เรื่องเศรษฐกิจ เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะที่ดีนัก และเมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอ ปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม หรือเสถียรภาพทางการเมือง ก็จะตามมา เพราะฉะนั้น ผลประโยชน์แห่งชาติของไทยในวันนี้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะผูกโยงอยู่กับการทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น หรือพูดได้ว่านโยบายต่างประเทศหรือการทูตเอง ก็มีความเชื่อมโยงกับเรื่องปากท้องอย่างแยกไม่ออก”
“รัฐบาลใดก็ตามที่เข้ามาบริหารประเทศจะต้องหาทางแก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาให้ได้ โดยการแก้ปัญหาต้องนำไปสู่การหยุดยิงอย่างถาวร และมีการตกลงร่วมกันว่าจะจัดการเรื่องเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างไรให้มีความชัดเจน เพื่อให้เกิดสันติภาพในระยะยาว”
เรื่อง: เพ็ญพิชชา มุ่งงาม
ภาพถ่าย: เมธิชัย เตียวนะ



