คำสั่งอพยพใหม่ของทรัมป์มุ่งสกัด “ภาระสวัสดิการรัฐ” มากกว่าความมั่นคง คัดคนอยู่ ไม่ใช่คัดคนเข้า
ไทยติดรายชื่อ แต่ผลกระทบจริงอาจต่ำกว่าที่กังวล
การประกาศของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการ “ระงับการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพ” จาก 75 ประเทศ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในเวทีโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบจากหลายสำนักข่าวยืนยันตรงกันว่า นี่ไม่ใช่การยกเลิกวีซ่าทั้งหมด หากเป็นมาตรการคัดกรองเฉพาะกลุ่ม และผลกระทบต่อไทยอาจแตกต่างจากประเทศผู้อพยพรายใหญ่โดยสิ้นเชิง
คำสั่งของรัฐบาลทรัมป์ระบุชัดว่า สหรัฐฯ ระงับการพิจารณา “วีซ่าผู้อพยพ (Immigrant Visa)” ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับการอาศัยถาวร เช่น กรีนการ์ดจากครอบครัวหรือการทำงานระยะยาว ขณะที่ วีซ่าชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว (B1/B2), นักเรียน (F-1), แลกเปลี่ยน (J-1) หรือทำงานชั่วคราว (H-1B, L-1) ยังคงยื่นขอได้ตามปกติ เพียงแต่ถูกตรวจเข้มขึ้น
มาตรการนี้จึงเป็น “pause” ทางระบบ ไม่ใช่ “ban” ทางการเมือง !
แกนเหตุผลของทรัมป์ไม่ใช่ภัยก่อการร้ายอย่างในอดีต แต่คือแนวคิด “Public Charge” หรือความกังวลว่าผู้อพยพจากบางประเทศอาจกลายเป็นภาระต่อสวัสดิการรัฐสหรัฐฯ คำสั่งนี้สะท้อนนโยบาย America First ในเวอร์ชันเศรษฐกิจ คือคัดกรองผู้ที่จะ “พึ่งตัวเองได้” มากกว่าคัดจากอุดมการณ์หรือพันธมิตร และเป็นการส่งสัญญาณถึงฐานเสียงภายในว่า สหรัฐฯ จะเปิดประตูให้เฉพาะคนที่ “ไม่ต้องแบกใครเข้ามาด้วย”
แม้ประเทศไทยมีชื่ออยู่ใน 75 ประเทศ แต่ข้อมูลย้อนหลังชี้ชัดว่า ไทย “ไม่ใช่ประเทศต้นทาง” ของผู้อพยพถาวรจำนวนมาก เมื่อเทียบกับบังกลาเทศ ปากีสถาน ไนจีเรีย หรือเนปาล คนไทยที่ได้ Immigrant Visa ส่วนใหญ่ ไม่ได้ข้ามไปตั้งรกรากโดยตรง หากมาจากเส้นทาง ไปเรียน,ทำงาน,อยู่ต่อเนื่องยาวนาน จนเข้าข่ายได้รับสถานะถาวร จึงทำให้ผลกระทบเชิงปริมาณต่อไทยต่ำกว่าประเทศที่พึ่งพาการย้ายถิ่นเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจ
การที่รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ สีหศักดิ์ เรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าหารือ ไม่ใช่การประท้วงเชิงการเมือง แต่เป็นการ “ขอคำชี้แจง” เชิงเทคนิค ว่าไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มใด และด้วยเหตุผลใด พร้อมทั้งสื่อสารว่า โครงสร้างการอพยพของไทยแตกต่างจากประเทศอื่น การเคลื่อนไหวนี้เป็นการ “กันความเสียหายเชิงภาพลักษณ์” มากกว่าการเผชิญหน้า และเปิดช่องให้ไทยเจรจาหลุดจากมาตรการในอนาคต
ประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงสุด คือกลุ่มที่มีประชากรย้ายถิ่นถาวรไปสหรัฐฯ จำนวนมาก และพึ่งพาเงินโอนกลับประเทศ เช่น บังกลาเทศ ปากีสถาน ไนจีเรีย อิหร่าน และเนปาล สำหรับประเทศเหล่านี้ การหยุด Immigrant Visa เท่ากับตัด “บันไดชีวิต” ของครอบครัวจำนวนมาก ขณะที่ไทยได้รับผลกระทบเชิงจิตวิทยามากกว่าเชิงโครงสร้าง
ในเชิงนโยบาย คำสั่งนี้คือการบอกโลกว่า สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ ไม่ได้ปิดประตูประเทศ แต่เปลี่ยนเป็นประตูอัตโนมัติที่สแกนบัญชีธนาคารก่อนเปิด
สำหรับประเทศไทย นี่ไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐต้องสื่อสารเชิงรุกและใช้ข้อมูลจริงตอบโต้ เพราะในเกมของทรัมป์ “การถูกเหมารวม” สำคัญพอ ๆ กับ “การถูกเลือก” และถ้าไม่อธิบายให้ชัด ไทยอาจถูกนับรวมในปัญหาที่ไม่ใช่ของตัวเอง
อย่าให้เรื่องเล็กน้อย ขยายขอบข่ายใหญ่ขึ้น เหมือนกับหลาย ๆ เรื่องในอดีต
2569-01-18 “ชัยทัศน์“



