คำถามคือ เสียงประชาชนคุ้มค่าหรือไม่
การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควบคู่กับการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการทางการเมืองตามปกติ หากแต่เป็น “การลงทุนของรัฐ” ที่ใช้เงินภาษีประชาชนในระดับสูงถึง 8,978,267,690 บาท ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า การไปใช้สิทธิ์หนึ่งวันของประชาชนไทย มีต้นทุนทางงบประมาณสูงลิ่ว และยิ่งสูงขึ้นทุกครั้งที่รัฐต้องการย้ำความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตย
งบประมาณเกือบ 9,000 ล้านบาทดังกล่าว ไม่ใช่เงินที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.จัดหาเอง แต่เป็นเงินที่ รัฐบาลจัดสรรให้จาก “งบกลางของรัฐ” โดยผ่านมติคณะรัฐมนตรี อนุมัติให้ กกต. ขอใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พศ. 2569 จากรายการ “เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น” ซึ่งเป็นงบเดียวกับที่ใช้รับมือภัยพิบัติและวิกฤตระดับประเทศ นั่นหมายความว่า การเลือกตั้งและประชามติครั้งนี้ ถูกยกระดับให้เป็นภารกิจเร่งด่วนระดับชาติ
ในจำนวนงบทั้งหมดนี้ ยังรวมถึง งบสำหรับหน่วยงานสนับสนุนการจัดการเลือกตั้งอีก 1,701,843,900 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องจ่ายให้หน่วยงานราชการอื่น ๆ เช่น ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หน่วยงานความมั่นคง และระบบเทคโนโลยี เพื่อให้หน่วยเลือกตั้งนับแสนแห่งทั่วประเทศสามารถเปิดปิดได้พร้อมกัน ตัวเลขก้อนนี้ตอกย้ำว่า การเลือกตั้งหนึ่งครั้ง ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย กกต. เพียงองค์กรเดียว แต่ต้องใช้ “ทั้งระบบราชการ” มารองรับ
ขณะเดียวกัน ฝั่งการเมืองเองก็มีกรอบค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย ทั้งในระดับผู้สมัครและพรรคการเมือง แม้จะมีเพดานชัดเจนบนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติ สังคมไทยรับรู้ตรงกันว่า การใช้เงินหาเสียงจริงมักสูงกว่าที่แจ้งไว้ เป็นกระบวนการกระจายเงินด้วยเท็คนิควิธีของผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยที่ประชาชนพบเห็นมาตลอด อันเป็นที่มาของการตั้งคำถามต่อเนื่องถึงเงินนอกระบบและการซื้อเสียง ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ไม่เคยปรากฏในบัญชีอย่างเป็นทางการ
เม็ดเงินทางการเมืองที่สะพัดในช่วงเลือกตั้งจึงสูงกว่าตัวเลขตามกฎหมายหลายเท่าตัว
เมื่อรวมต้นทุนจากทั้งฝั่งรัฐที่ใช้งบประมาณโดยตรง กับต้นทุนจากฝั่งการเมืองที่ใช้เงินหาเสียง สังคมจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่า ประเทศไทยกำลัง “จ่ายแพงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อประชาธิปไตย” หรือไม่ และการลงทุนระดับหมื่นล้านบาทนี้ ได้สร้างคุณภาพของการเมือง ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของประชาชนเพิ่มขึ้นจริงเพียงใด เพราะหากผลลัพธ์ยังวนกลับไปสู่ความขัดแย้งและข้อครหาซ้ำเดิม เงินภาษีเหล่านี้อาจกลายเป็นต้นทุนที่สูญเปล่า
ท้ายที่สุด การเลือกตั้งและประชามติไม่ควรถูกมองเพียงว่า “จัดให้เสร็จตามกฎหมาย” แต่ต้องถูกตั้งคำถามเชิงคุณค่า ว่าเสียงของประชาชนที่รัฐทุ่มงบประมาณเกือบ 9,000 ล้านบาทเพื่อรองรับนั้น ได้รับการเคารพและนำไปใช้จริงเพียงใด เพราะหากประชาชนยังรู้สึกว่าเสียงของตนไม่เปลี่ยนแปลงอะไรได้ การใช้เงินสำรองของประเทศกับกระบวนการประชาธิปไตย ก็อาจเหลือเพียงพิธีกรรมราคาแพง มากกว่าการลงทุนเพื่ออนาคตของสังคมไทย
2569-01-19 “ชัยทัศน์“



