กดราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2569 ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เมื่อเวลา 13.30 น. พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ.(กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ สังกัด บช.ก.) พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมแถลงผลเปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติ
ภายหลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 8 จุด ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย บริษัท เต๋อ หวั่ง จำกัด , บริษัท เหอไท่เซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด , บริษัท หลง แมน โคโค่นัท จำกัด , บริษัท ไทยเฉิงต้า เทรดดิ้ง จำกัด , บริษัทจั่นฮุ่ยราญา จำกัด ,บริษัท หมู่ เซียน หยวน (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อีซี่ โคโคนัท จำกัด และ บริษัท ฟลาย โคโคนัท จำกัด

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า พฤติการณ์กลุ่มทุนต่างชาติสวมสิทธิ์คนไทยเข้าครอบงำธุรกิจเกษตรสงวนบิดเบือนราคารับซื้อจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคามะพร้าวน้ำหอมทั่วประเทศ ปฏิบัติการในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการลงพื้นที่สืบสวนหาสาเหตุของปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ จ.ราชบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง โดยพบความย้อนแย้งว่าในขณะที่ความต้องการบริโภคมะพร้าวน้ำหอมในตลาดต่างประเทศยังคงมีปริมาณสูง แต่ราคามะพร้าวหน้าสวนที่เกษตรกรได้รับกลับถูกกดให้ต่ำลงอย่างผิดปกติ
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลทะเบียนบริษัท งบการเงิน และโครงสร้างผู้ถือหุ้น พบว่ามีนิติบุคคลจำนวนมากที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนกว่า 117,000 ราย ซึ่งถือหุ้นไม่เกิน 50% แต่มีพฤติการณ์เข้าควบคุมกิจการผ่านคนไทยที่ถือหุ้นแทน โดยเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและการค้าภายในประเทศ
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาแทรกแซงวงจรการค้ามะพร้าวด้วยการจัดตั้ง “ล้งมะพร้าวอำพราง” โดยใช้ชื่อคนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้น (Nominee) เพื่อเข้ามาเป็นตัวกลางในการรับซื้อและส่งออกเสียเอง
เมื่อกลุ่มทุนเหล่านี้สามารถควบคุมช่องทางการกระจายสินค้าและโรงงานแปรรูปได้เกือบเบ็ดเสร็จจึงเกิดอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าเกษตรกร นำไปสู่การกดราคารับซื้อต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อกวาดกำไรส่งออกกลับไปยังต่างประเทศ ทิ้งความเสียหายไว้กับเศรษฐกิจฐานรากของไทยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายบริษัทรับซื้อมะพร้าวและโรงงานแปรรูปจำนวน 8 แห่ง
ทางด้าน พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า จากการตรวจค้น พบว่ามีบริษัทที่มีพฤติการณ์ที่น่าจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ จำนวน 6 แห่ง ส่วนอีก 2 บริษัทคือ บริษัท เต๋อ หวั่ง จำกัด และบริษัทจั่นฮุ่ยราญา จำกัด นั้นไม่พบการกระทำผิด ส่วนที่เหลือจากการสืบสวนพบผู้กระทำความผิดเป็น นิติบุคคล จำนวน 6 ราย มีผู้ร่วมกระทำผิดแบ่งเป็น บุคคลสัญชาติไทย จำนวน 10 ราย และ ชาวต่างชาติ จำนวน 7 ราย
จากการตรวจค้นพบว่า 6 บริษัทเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามบัญชีท้าย บัญชีหนึ่ง ข้อ 2 การทํานา ทําไร่ หรือทําสวน ,บัญชีสาม ข้อ 13 ,14 และ 15 ซึ่งเกี่ยวกับผลิตผลทางการเกษตร,การค้าปลีกและค้าส่ง โดยดำเนินการผ่านแผนประทุษกรรมที่น่าสนใจดังนี้

1. การใช้คนไทยเป็นหุ่นเชิดบริหาร พบว่าบริษัทหลายแห่งมีชื่อคนไทยถือหุ้นในสัดส่วน 51% ตามกฎหมาย แต่จากการสอบปากคำ พบว่าผู้ถือหุ้นชาวไทยเหล่านั้นมีสถานะเป็นเพียงพนักงานระดับปฏิบัติการ พนักงานบัญชี หรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไปที่ถูกจ้างวานมาเพื่อเซ็นชื่อในเอกสาร โดยไม่มีอำนาจตัดสินใจหรือได้รับส่วนแบ่งกำไรที่แท้จริง
2. การสั่งการตรงจากต่างชาติ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดหลักฐานสำคัญเช่น สัญญาเช่าที่ดินสวนมะพร้าวของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดราชบุรี เอกสารการโอนเงินไปยังประเทศจีน รวมถึงเอกสารคำสั่งและบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE และ WhatsApp ที่แสดงให้เห็นว่ามีการสั่งการจากบุคคลในต่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอำนาจการสั่งการรับซื้อ การกำหนดราคา และการจัดการโลจิสติกส์ทั้งหมด ถูกควบคุมโดยตรงจากนายทุนสัญชาติจีน โดยมีคนไทยทำหน้าที่เพียงบังหน้าเพื่อให้ดูเหมือนเป็นธุรกิจของคนท้องถิ่นเท่านั้น
3. กลไกการผูกขาดและการบิดเบือนราคาแบบครบวงจร
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวด้วยว่า จากการสืบสวนเชิงลึกพบแผนประทุษกรรมที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลไกตลาดมะพร้าวไทย โดยกลุ่มทุนต่างชาติเหล่านี้ได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบงำห่วงโซ่อุปทานอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ผ่านการทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวในพื้นที่ เพื่อทำสวนมะพร้าวเอง ทำให้สามารถควบคุมปริมาณผลผลิตได้โดยตรง ต่อเนื่องมายัง “กลางน้ำ” ด้วยการจัดตั้งสถานประกอบการหรือล้งมะพร้าวอำพรางเพื่อรวบรวมและแปรรูป และส่งต่อไปยัง “ปลายน้ำ” คือการส่งออกไปยังเครือข่ายของตนเองในต่างประเทศ
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวอีกว่า การกินรวบวงจรธุรกิจเช่นนี้ทำให้กลุ่มทุนต่างชาติมีอำนาจผูกขาดในการกำหนดราคา โดยพบหลักฐานว่ามีการกดราคารับซื้อหน้าสวนจากเกษตรกรไทยให้ต่ำลงอย่างผิดปกติเหลือเพียงลูกละ 2-5 บาท ในขณะที่นำไปแปรรูปและส่งออกไปยังประเทศอื่นโดยเฉพาะประเทศจีนในราคาลูกละ 35- 50 บาท ส่วนต่างกำไรมหาศาลนี้จะถูกโอนกลับไปยังกลุ่มนายทุนต่างชาติโดยตรง พฤติการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้เกษตรกรไทยถูกตัดออกจากระบบการค้าปกติ แต่ยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคามะพร้าวหน้าสวนทั่วประเทศตกต่ำและสูญเสียเสถียรภาพ
นอกจากนี้ การวิเคราะห์งบการเงินย้อนหลังยังพบความผิดปกติในการรายงานผลประกอบการเป็นตัวเลข “ขาดทุน” มาโดยตลอด แต่รายได้บริษัทในแต่ละปีกลับสูงขึ้น ซึ่งเป็นการใช้ช่องว่างทางกฎหมายและการจัดทำบัญชีเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้อง และยังเป็นการครอบงำกิจการที่สงวนไว้สำหรับคนไทย อันเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจและกลไกการค้าของประเทศอย่างร้ายแรงอีกด้วย
ส่วน พ.ต.อ.จำนาญ กล่าวว่า จากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดของกลางเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานได้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย หลักฐานการซื้อขายมะพร้าว สัญญาเช่าสวนมะพร้าว เอกสารทางบัญชีและภาษี รวมกว่า 10 กล่อง ซึ่งแสดงถึงรายการเดินบัญชีที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง , อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีข้อมูลการติดต่อกับนายทุนต่างชาติ โดยธุรกิจบางประเภท เช่น การทำไร่ทำสวน อยู่ในบัญชีธุรกิจที่ห้ามคนต่างด้าวประกอบกิจการ
ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวกับการค้าผลผลิตเกษตรพื้นเมือง แม้จะสามารถทำได้ แต่ต้องขออนุญาตจากทางการก่อน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าบางบริษัทมีการใช้คนไทยถือหุ้นแทน เพื่อให้กลุ่มทุนต่างชาติสามารถเข้ามาดำเนินกิจการได้อีกด้วย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ยึดเอกสารหลักฐานจำนวนมากเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน การโอนเงินจากต่างประเทศ รวมถึงสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป



