สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งชาตืออสเตรเลีย ประกาศเตือนอย่างเป็นทางการ
ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ได้ก่อตัวขึ้นแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศชี้ชัดว่า มีแนวโน้มทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และอาจกลายเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี
สำนักอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย (BOM) แถลงยืนยันว่า ดัชนีชี้วัดทางชั้นบรรยากาศและอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนได้ก้าวข้ามเกณฑ์มาตรฐาน และเข้าสู่สภาวะเอลนีโญอย่างเต็มตัวแล้ว โดยความเร็วในการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเลในพื้นที่เฝ้าระวังหลัก ในปีนี้ ถือว่ารวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 1943
และ ที่ต้องเฝ้าระวังคือ ค่าดัชนีความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้รอบ 30 วัน ได้ดิ่งทะลุลงไปอยู่ที่ระดับ -23.3 จากเกณฑ์เอลนีโญปกติที่ -7 ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความแปรปรวนขั้นรุนแรงของความกดอากาศระหว่างออสเตรเลียและตาฮิติ
เอลนีโญรอบนี้อาจดันให้อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเส้นศูนย์สูตรพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติเกิน 3 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำลายสถิติสูงสุดเดิมในประวัติศาสตร์ที่เคยบันทึกไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 1902 ซึ่งอยู่ที่ 2.65 องศาเซลเซียส
ขณะที่สถาบันวิจัยอื่น ๆ ประเมินว่า จะเป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา โดยมีภาวะโลกร้อนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้สภาพอากาศสุดขั้วนี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญจาก BOM อธิบายว่า การประกาศเอลนีโญเป็น “การเฝ้าสังเกตการณ์” สิ่งที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ไม่ใช่การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ เนื่องจากออสเตรเลียถูกล้อมรอบด้วย 3 มหาสมุทร ในเวลานี้มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรใต้กำลังส่งอิทธิพลในทิศทางที่ทำให้เกิดฝนตก จึงช่วยบรรเทาความแห้งแล้งไว้ได้ชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเอลนีโญพัฒนาตัวอย่างเต็มที่ในช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่าพื้นที่ทางตอนใต้และตะวันออกของออสเตรเลียจะเริ่มเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความแห้งแล้งอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากเอลนีโญก่อตัวเร็วตั้งแต่ช่วงกลางปีทำให้มันมีเวลาสะสมพลังและไต่ระดับความรุนแรงไปจนถึงจุดสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก โดยภูมิภาคเอเชียคาดว่าจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้งกว่าปกติ ซึ่งในปัจจุบันเริ่มส่งผลกระทบต่อฤดูกาลเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรแล้ว และสร้างความกังวลอย่างมากต่อความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก
ส่วนทวีปอเมริกาจะเจอกับปรากฏการณ์ตรงกันข้าม โดยจะเผชิญกับปริมาณน้ำฝนที่มากเกินไปจนเสี่ยงเกิดน้ำท่วมใหญ่และดินถล่ม ส่วนออสเตรเลียในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกเนื้อวัว, น้ำตาล และข้าวสาลีรายใหญ่ของโลก จะได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยคาดว่าช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิต่อเนื่องไปจนถึงฤดูร้อน อุณหภูมิตอนกลางวันจะสูงขึ้นอย่างมาก, หน้าหนาวจะเกิดน้ำค้างแข็งในตอนกลางคืนบ่อยขึ้น, ปริมาณหิมะลดลง, เกิดสภาวะภัยแล้งลามไปสู่ฤดูไฟป่าที่ยาวนานและรุนแรงกว่าเดิม และจะทำให้เกิดพายุไซโคลนในแถบรัฐควีนส์แลนด์ลดน้อยลง
ทั้งนี้ วิกฤตเอลนีโญครั้งล่าสุดที่โลกเผชิญในช่วงปี 2023 ถึง 2024 ได้สร้างสถิติช่วงเวลา 3 เดือนที่แห้งแล้งที่สุดเป็นประวัติการณ์มาแล้ว และหากย้อนกลับไปในช่วงปี 2015 ถึง 2016 เอลนีโญระดับรุนแรงครั้งนั้นได้ทำลายผลผลิตธัญพืชและพืชน้ำมันทั่วโลกจนเสียหายย่อยยับ
นักวิทยาศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกจึงกำลังจับตาสถานการณ์นี้ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะมีผลกระทบด้านโครงสร้างภูมิอากาศของโลกอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศรรตวรรษ



