สถานการณ์ผู้เสียชีวิตจาก “คลื่นความร้อน” (Heatwaves) ในยุโรป ถือเป็นภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและเงียบเชียบที่สุด
ในปัจจุบัน (ปี 2026) องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ความร้อนเป็นภัยธรรมชาติที่คร่าชีวิตผู้คนในยุโรปมากที่สุด ยิ่งกว่าภัยธรรมชาติอื่นๆ รวมกัน
โดย ยอดผู้เสียชีวิต (ข้อมูลล่าสุดปี 2022 – 2026)
ภาพรวม 4 ปีที่ผ่านมา (2022 – 2026): Extreme Heat หรือความร้อนสุดขั้ว คร่าชีวิตประชากรในยุโรปไปแล้วมากกว่า 200,000 ราย
สถิติรายปีที่ผ่านมา:
ปี 2022: ถือเป็นปีที่วิกฤตที่สุด มีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากความร้อนสูงถึง 62,800+ ราย
ปี 2023: แม้ว่าอากาศจะเย็นลงกว่าปี 2022 เล็กน้อย แต่ก็ยังมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 47,000 ราย
สำหรับ สถานการณ์ล่าสุด (มิถุนายน 2026): ยุโรปตะวันตกกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนระลอกใหญ่ทุบสถิติ (อุณหภูมิบางพื้นที่ในสเปนและฝรั่งเศสทะลุ 44-45°C) ส่งผลให้ในช่วงสัปดาห์นี้เพียงสัปดาห์เดียว มีผู้เสียชีวิตสะสมพุ่งสูงกว่า 500 ราย แล้ว (โดยเฉพาะในสเปนพบผู้เสียชีวิตเชื่อมโยงกับความร้อนแล้วอย่างน้อย 327 ราย และฝรั่งเศสมากกว่า 180 ราย)
ข้อมูลเป็นทางการ ระบุว่า กลุ่มเสี่ยงและลักษณะผู้เสียชีวิตที่เด่นชัด ซึ่งมาจาก
ผลการศึกษาของสถาบันสุขภาพโลกแห่งบาร์เซโลนา (ISGlobal) และสถิติทางการแพทย์ สรุปได้ว่า
การเสียชีวิตที่ชัดเจน จะเป็นผู้หญิงเสียชีวิตมากกว่าผู้ชาย


สถิติชี้ว่าความร้อนส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตและการระบายความร้อนในร่างกายของผู้หญิง (โดยเฉพาะผู้สูงอายุ) มากกว่าผู้ชาย
ผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น กลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคเบาหวาน เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการเสียชีวิตสูงที่สุด เนื่องจากร่างกายไม่สามารถทนต่อ “ความเครียดจากความร้อน” (Heat Stress) ที่สะสมได้
ทั้งนี้ ยุโรปใต้เผชิญวิกฤตหนักสุด: ประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน เช่น อิตาลี สเปน กรีซ และฝรั่งเศสตอนใต้ มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่ายุโรปเหนืออย่างเห็นได้ชัด
ส่วน สาเหตุที่ทำให้ยุโรปมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนสะสมสูงมาก
เนื่องจาก เป็นทวีปที่ร้อนเร็วกว่าเพื่อน โดย ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ยุโรปเป็นทวีปที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 2 เท่า
ขาดระบบทำความเย็น (Air Conditioning) บ้านเรือนและโครงสร้างอาคารส่วนใหญ่ในยุโรปถูกออกแบบมาเพื่อ “กักเก็บความร้อน” สำหรับฤดูหนาว และส่วนใหญ่ไม่มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เมื่อเจอความร้อนสะสมตอนกลางคืน ร่างกายจึงไม่ได้พักผ่อนและเกิดภาวะ Heatstroke ในบ้านตัวเอง
นอกจากนี้ ยุโรปยังเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging Population) มีสัดส่วนประชากรสูงอายุจำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่กลไกการปรับอุณหภูมิในร่างกายทำงานได้ลดลงตามวัย
การคาดการณ์จาก องค์การอนามัยโลก WHO ระบุว่า หากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างเมือง (เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การปรับปรุงการระบายความร้อนในอาคาร) คาดว่าภายในปี 2050 ยุโรปอาจต้องเผชิญกับยอดผู้เสียชีวิตจากความร้อนสูงถึง 120,000 รายต่อปี



