รัฐเรียกถกด่วนทั้งห่วงโซ่ เปิดปม “หายไปไหน” ท่ามกลางสต็อกล้น 100 วัน
กรณีข้อสงสัย “น้ำมันหายวันละ 10,000 ลิตร” กลายเป็นประเด็นร้อนที่เขย่าทั้งระบบพลังงาน หลัง พิพัฒน์ รัชกิจประการ ตั้งคำถามถึงความผิดปกติของปริมาณน้ำมันในตลาด ซึ่งสวนทางกับข้อมูลภาครัฐที่ยืนยันว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอกว่า 100 วัน ขณะที่สถานีบริการหลายแห่งกลับได้รับการจัดสรรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนนำไปสู่การเรียกประชุมด่วนโดย อนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อ “แกะรอย” ความผิดปกติในห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ
ในเชิงโครงสร้าง อุตสาหกรรมน้ำมันมีเส้นทางที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ ตั้งแต่การนำเข้าน้ำมันดิบล่วงหน้า 2-3 เดือน เข้าสู่โรงกลั่นเพื่อแปรรูปเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ก่อนส่งต่อผ่านคลังและระบบขนส่งไปยังผู้ค้าส่งและสถานีบริการปลายน้ำ โดยหลักการแล้ว ปริมาณน้ำมันในแต่ละจุดต้องสอดคล้องกัน เพราะเป็นสินค้าที่มีการควบคุมและบันทึกตัวเลขอย่างเข้มงวด การ “หายไป” ในระดับหลายพันลิตรต่อวันจึงไม่ใช่ความคลาดเคลื่อนทางเทคนิคตามปกติ
การวิเคราะห์เชิงระบบชี้ให้เห็นว่า จุดที่อาจเกิดความผิดปกติมีอยู่จำกัด ได้แก่ ระดับการกระจายสินค้า การบริหารสต็อกของผู้ค้า การสูญเสียในระบบขนส่ง และการเบี่ยงเบนออกนอกระบบ ซึ่งในทางเทคนิค การสูญเสียจากการขนส่งหรือจัดเก็บมักอยู่ในระดับต่ำมาก ไม่เพียงพอจะอธิบายตัวเลขที่หายไปในระดับวันละ 10,000 ลิตร ทำให้ประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดคือ “การจัดสรรที่ไม่เท่ากัน” หรือ “การกักตุนเชิงพาณิชย์” ที่ทำให้บางพื้นที่ดูเหมือนขาดแคลน ทั้งที่ภาพรวมประเทศยังมีน้ำมันเพียงพอ
อีกสมมติฐานที่มีน้ำหนักคือ การลักลอบเบี่ยงเบนน้ำมันออกนอกระบบ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานในตลาดโลกผันผวนและอาจสูงกว่าภายในประเทศ ช่องว่างราคาดังกล่าวสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบส่งออกหรือจำหน่ายข้ามแดน หากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการรั่วไหลที่ไม่เพียงกระทบต่อปริมาณในประเทศ แต่ยังบิดเบือนกลไกตลาดและการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ
เหตุที่รัฐบาลต้องเรียกประชุม “ทั้งห่วงโซ่” ไม่ใช่เฉพาะโรงกลั่นหรือผู้ค้ารายใดรายหนึ่ง เนื่องจากการตรวจสอบต้องอาศัยการเทียบตัวเลขตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการกลั่น ปริมาณรับเข้า-จ่ายออกจากคลัง การขนส่ง และยอดขายหน้าปั๊ม หากจุดใดจุดหนึ่งไม่สอดคล้อง ก็จะสามารถระบุ “คอขวด” หรือจุดรั่วไหลได้ทันที นี่จึงเป็นการตรวจสอบแบบเปิดระบบเพื่อหาความจริงร่วมกัน
ในมิติที่กว้างขึ้น ปัญหานี้สะท้อนความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับต้นทุนค่าครองชีพ ราคาสินค้า และความเชื่อมั่นของประชาชน หากไม่สามารถอธิบายได้ว่าน้ำมัน “หายไปไหน” ก็อาจนำไปสู่ความตื่นตระหนกในตลาดและแรงกดดันต่อภาครัฐในการแทรกแซงเพิ่มเติม
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “น้ำมันหายไปไหน” แต่คือ “มันไหลไปตามกลไกใด” ในระบบที่ถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน หากตัวเลขยังไม่ตรงกัน คำตอบย่อมไม่ใช่เรื่องของตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นเรื่องของพฤติกรรมในตลาดที่กำลังทดสอบขีดความสามารถของรัฐในการกำกับดูแลทั้งระบบ.
2569-03-20 “ชัยทัศน์”



